“…ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ [ผู้ฟ้องคดี] ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในการให้บริการระบบพรีเมียม (พรีเมียมคลินิก) นั้น มิได้ถือเป็นบุคลากร พนักงานของรัฐ (ในสังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี) แต่อย่างใด อีกทั้งไม่ใช่ลูกจ้าง เนื่องจากไม่มีสัญญาจ้างและคำสั่งจ้าง…”
..............................................
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มอบหมายให้ทนายความ ยื่น ‘คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา’ ของศาลปกครองชั้นต้น ต่อศาลปกครองสูงสุด
กรณีศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ขอให้ศาลฯมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 วันที่ 21 ก.ค.2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช.
โดยในตอนที่แล้ว สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายละเอียดของคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ซึ่งคำร้องฯส่วนนี้ ได้บรรยายให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้รับความเดือนร้อนหรือเสียหายจาก ‘คำวินิจฉัย’ ของคณะกรรมการสรรหาฯ
ศ.คลินิก นพ.สรณ จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ โดยหาจำต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด และหากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลัง เกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบนั้น
ในตอนนี้ สำนักข่าวอิศรา ขอนำเสนอรายละเอียดของคำร้องอุทธรณ์ฯ ตอนสุดท้าย ซึ่งคำร้องอุทธรณ์ฯ ได้นำเสนอข้อเท็จจริงใหม่จากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ‘มิได้ถือเป็นบุคลากรพนักงานของรัฐ’ จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง กสทช. ตลอดจนบรรยายถึงผลกระทบที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้รับใน 6 ประเด็น หลังจากมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ดังนี้
@คำวินิจฉัย‘คณะกรรมการสรรหาฯ’จุดเริ่มต้นความเสียหาย
คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขดำที่ 1590/2569 วันที่ 11 ส.ค.2569 ระหว่าง ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดี)
ข้อ 6.คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของศาลปกครองกลาง มีผลเป็นการเพิ่มเงื่อนไขในการฟ้องคดีใหม่ โดยที่กฎหมายไม่ได้กำหนด
ด้วยเหตุที่ได้กราบเรียนมาทั้งปวงข้างต้น ผู้ฟ้องคดีจึงได้รับความเดือดร้อนหรือเสีอเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายของผู้ฟ้องคดี ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
อีกทั้ง เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นฐานอำนาจของตน ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด”
จะเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า คำวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาคณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้รับการคัดเลือกให้เป็นที่สุด ทั้งนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะโต้แย้งตั้งแต่ในคำฟ้องว่า มาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มิได้ให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีวินิจฉัยผู้ฟ้องคดีภายหลังได้รับการแต่งตั้งแล้วก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาจากฐานอำนาจที่ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างใช้ในการออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 เอง จะเห็นได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีประสงค์ให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยขั้นสุดท้าย ภายในกระบวนการของผู้ถูกฟ้องคดี มิใช่เพียงความเห็นหรือข้อเสนอที่ต้องได้รับการพิจารณายืนยันจากองค์กรฝ่ายปกครองอื่นอีกชั้นหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 แล้ว กระบวนการพิจารณาภายในของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเสร็จสิ้น ผู้ฟ้องคดีไม่มีองค์กรทางปกครองในลำดับสูงขึ้นไปที่จะยื่นอุทธรณ์หรือขอให้ทบทวนความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยดังกล่าวได้อีก
การคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีต่อคำวินิจฉัยที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า เป็นที่สุด จึงต้องกระทำโดยการใช้สิทธิทางศาล หากผู้ฟ้องคดีไม่อาจฟ้องคดีในเวลาที่คำวินิจฉัยดังกล่าวได้ออกและและแจ้งแก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว ย่อมเกิดสภาวะที่คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ซึ่งเป็นที่สุดและมีเนื้อหากระทบสถานะของผู้ฟ้องคดีดำรงอยู่โดยปราศจากช่องทางให้ผู้ฟ้องคดีขอรับการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายจากศาลในขณะนั้น
ทั้งนี้ การที่ศาลปกครองกลางนำมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อย่างเคร่งครัด ย่อมมีผลเสมือนเป็นการสร้างเงื่อนไขแห่งการฟ้องคดีขึ้นใหม่ โดยปราศจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจตีความเช่นนั้น
กล่าวคือ การตีความของศาลปกครองกลางดังกล่าว มีนัยว่าผู้ฟ้องคดีจะต้องรอให้กระบวนการพ้นจากตำแหน่งเสร็จสิ้นเป็นที่สุดก่อน จึงจะมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยต้นทางได้ ทั้งๆที่ การพ้นจากตำแหน่งนั้นเป็นเพียง “ผลที่เกิดขึ้นในภายหลัง” อันสืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยต้นทาง
ในขณะที่คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ดังกล่าวต่างหาก ที่เป็น “จุดเริ่มต้น” แห่งความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับ โดยมิได้มีข้อความในกฎหมายใดบัญญัติว่า คำวินิจฉัยหรือการกระทำขององค์กรทางปกครอง ซึ่งเป็นฐานของการดำเนินการดังกล่าวจะยังไม่มีผลกระทบต่อผู้ถูกวินิจฉัย หรือบุคคลนั้นจะยังไม่มีสิทธิฟ้องคดีจนกว่าการดำเนินการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรลื่นความถี่ฯ จะเสร็จสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น คำขอของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ มิได้ขอให้ศาลเพิกถอนพระบรมราชโองการหรือก้าวล่วงไปวินิจฉัยการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ หากแต่ขอให้ศาลตรวจสอบและเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นการกระทำขององค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ศาลปกครองกลางเองก็วินิจฉัยแล้วว่าเป็นข้อพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ดังนั้น การตีความและพิจารณาสิทธิในการฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ จึงควรตีความ และพิจารณาคำวินิจฉัยต้นทาง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความเสียหายเป็นสำคัญ มิใช่ตีความโดยเคร่งครัดจำกัดสิทธิ โดยพิจารณายึดโยงกับผลที่ตามมาในภายหลังเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น การที่การพ้นจากตำแหน่งโดยสมบูรณ์อาจต้องมีการดำเนินการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ต่อไป จึงไม่ทำให้ผลกระทบที่เกิดจากคำวินิจฉัยพิพาทหมดสิ้นไป และไม่อาจนำมาเป็นเหตุปฏิเสธสถานะผู้มีสิทธิฟ้องคดีของบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับคำวินิจฉัยนั้นโดยตรงได้
ในทางกลับกัน หากต้องรอให้มีการดำเนินการจนผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเสียก่อน จึงจะถือว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดี ย่อมเท่ากับบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องยอมให้ผลร้ายขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นก่อน จึงจะขอความคุ้มครองจากศาลได้ ทั้งที่มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ บัญญัติรับรองสิทธิของผู้ซึ่ง “อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ไว้โดยชัดแจ้ง
ด้วยเหตุนี้คำสั่งของศาลปกครองกลางจึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองกลางและรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา
@‘ศาลปกครองกลาง’วินิจฉัย‘ข้อเท็จจริง-ข้อกม.’โดยผิดหลง
ข้อ 7. ผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวัน แสดงให้เห็นว่าคำวินิจฉัยที่ 1/2569 มีลักษณะเป็นการกระทำที่ผู้ได้รับผลกระทบสามารถนำมาขอรับการตรวจสอบจากศาลได้
ผู้ถูกฟ้องคดี ก็ได้ระบุไว้ในคำวินิจฉัยด้วยว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แม้การแจ้งสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีจะไม่อาจก่อให้เกิดเขตอำนาจศาลหรือสิทธิฟ้องคดีขึ้นโดยลำพัง หากเงื่อนไขตามกฎหมายมิได้มีอยู่ก็ตาม
แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นพฤติการณ์สำคัญที่สะท้อนว่า แม้แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้ออกคำวินิจฉัยเองก็ถือว่าคำวินิจฉัยดังกล่าว เป็นการกระทำที่เสร็จสิ้นและเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ มิใช่เพียงขั้นตอนเตรียมการภายในที่ยังไม่มีผลต่อผู้ฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดีจึงได้ใช้สิทธิฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งไว้โดยสุจริต เพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยดังกล่าว ทั้งนี้ หากถือว่าผู้ฟ้องคดียังไม่มีสิทธิฟ้องคดีในเวลาที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ย่อมเกิดความไม่แน่นอนอย่างยิ่งแก่ผู้ฟ้องคดี
กล่าวคือ ด้านหนึ่งผู้ถูกฟ้องคดี แจ้งให้ใช้สิทธิฟ้องคดีภายในกำหนดเก้าสิบวัน แต่อีกด้านหนึ่ง กลับต้องรอให้เกิดผลขั้นสุดท้ายในภายหลังเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้อง ซึ่งอาจก่อปัญหาเกี่ยวกับการนับระยะเวลาฟ้องคดีและกระทบต่อหลักความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ
ข้อ 8 ศาลปกครองกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับเหตุตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยผิดหลง
ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งในหน้าที่ 5 ว่า “...ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) ภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่ผู้ถูกฟ้องคดีวินิจฉัยว่า เป็นการกระทำอันฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และในวรรคสองว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง...” นั้น
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่า ศาลปกครองกลางรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ถูกต้อง
ความจริงแล้วผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของผู้ฟ้องคดีในระหว่างตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569
ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงวินิจฉัยโดยมติเอกฉันท์ว่า ผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ รายละเอียดปรากฏตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 เอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมายเลข 6
จากคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีมติในคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า ผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ภายหลังจากที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. โดยชอบแล้ว
โดยไม่ได้วินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีเหตุให้พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แต่อย่างใด
ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลปกครองกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับเหตุ ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยผิดหลง ชอบที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อกฎหมายให้ถูกต้อง และมีคำสั่งรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาต่อไป
@หนังสือ‘ม.มหิดล’ชี้‘สรณ’ไม่ได้เป็น‘พนักงาน-ลูกจ้างของรัฐ’
ข้อ 9 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีเร่งรัดมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ดำเนินกระบวนการพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ชอบ และมีคำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างสิ้นเชิง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ผู้ฟ้องคดีขอเรียนว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่กลับรับเรื่องประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา ดำเนินการรวบรวบรวมข้อเท็จจริง เรียกเอกสาร จัดประชุม ลงมติ และออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 15/1 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยตรง มิใช่การกระทำในฐานะเอกชนหรือการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป และคำวินิจฉัย 1/2569 ที่ออกจากกระบวนการดังกล่าวมีผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ หน้าที่ และการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ของผู้ฟ้องคดีโดยเฉพาะเจาะจง
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจดังกล่าวโดยไม่มีฐานอำนาจตาจตามกฎหมาย ขาดความเป็นกลาง มีองค์ประกอบและองค์ประชุมไม่ชอบ
ทั้งยังจัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 อย่างเร่งรีบ ภายในระยะเวลาเพียง 37 วัน โดยมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีใต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอ ไม่รับฟังข้อโต้แย้งจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบและครบถ้วน เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรรมการสรรหาฯ เสียงข้างน้อย ตลอดจนรับฟังข้อเท็จจริงและปรับบทกฎหมายคลาดเคลื่อน
กรณีจึงเป็นขั้นตอนการดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยมิชอบ และทำให้ประเด็นพิพาทเกี่ยวกับกรณีการดำรงตำแหน่งของผู้ฟ้องคดียังไม่เป็นที่ยุติ
ประการสำคัญ ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีหนังสือที่ อว 78/6749 ถึงผู้ฟ้องคดี แจ้งว่า
"...ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ [ผู้ฟ้องคดี] ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในการให้บริการระบบพรีเมียม (พรีเมียมคลินิก) นั้น มิได้ถือเป็นบุคลากร พนักงานของรัฐ (ในสังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี) แต่อย่างใด อีกทั้งไม่ใช่ลูกจ้าง เนื่องจากไม่มีสัญญาจ้างและคำสั่งจ้าง
โดยแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในการให้บริการระบบพรีเมียม (พรีเมียมคลินิก) นั้น หมายถึง เป็นการที่แพทย์ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะทำสัญญาหรือข้อข้อตกลงกับทางโรงพยาบาล เพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ได้รับอนุญาต เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยเท่านั้น
โดยมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้กับทางโรงทยาบาล โดยมอบหมายให้ทางโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตประกอบโรคศิลปะ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพแพทย์ผู้ได้รับอนุญาตประกอบโรคศิลปะเพื่อแบ่งรายได้อันเป็นการขอใช้เครื่องมือ ตลอดจนอุปกรณ์ให้แก่โรงพยาบาลต่อไป
ซึ่งถือว่าเงินที่ผู้ได้รับอนุญาตเรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้...พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ ซึ่งกรณีดังกล่าว ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ [ผู้ฟ้องคดี] จึงไม่ได้เป็นทั้งพนักงานและลูกจ้างของรัฐ (คณะแพพยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี) อันเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างใด”
อีกทั้ง หนังสือดังกล่าวได้ระบุไว้อีกด้วยว่าข้อความตามหนังสือที่ อว 78/ล.01149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ที่ระบุว่า ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ผู้ฟ้องคดีมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น “ไม่ถูกต้องเป็นการพิมพ์ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่” เท่านั้น รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ อว 78/6749 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เรื่อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 8
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่า คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดี นอกจากจะไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังที่ผู้ฟ้องคดีได้กราบเรียนไว้โดยละเอียดในคำฟ้อง ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 แล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามหนังสือขอมหาวิทยาลัยมหิดล ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ข้างต้นอย่างสิ้นเชิง
โดยข้อเท็จริงปรากอย่างย่างชัดแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นทั้งพนักงานและลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง แต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่เร่งรัดจัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยรอพิจารณาคำชี้แจงจากสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้เคยแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีแล้วว่าอยู่ระหว่างการหารือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสียก่อน กระบวนการพิจารณาเพื่อจัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ย่อมไม่เป็นกระบวนการที่เร่งรัดอย่างผิดปกติและไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่เป็นอยู่
และหากผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการพิจารณาโดยรวบรวมและรับฟังพยานหลักฐานอย่างรอบด้านและครบถ้วน กรณีจะเห็นเป็นที่ประจักษ์โดยชัดแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีหาได้เป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดลแต่อย่างใดไม่
ดังนั้น การกระทำดังกล่าว มิได้เป็นเพียงการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎกฎหมายโดยไม่ชอบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายอีกด้วย ดังที่ผู้ฟ้องคดีได้ประทานกราบเรียนต่อศาลที่เคารพไว้แล้วโดยละเอียดในคำฟ้องคดีนี้แล้ว
@คำวินิจฉัยก่อผลกระทบต่อสถานะ‘ปธ.กสทช.’6 ประเด็น
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเหตุโดยตรงให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เนื่องจากก่อนมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ผู้ฟ้องคดีมีสถานะเป็นประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่งหกปี และปฏิบัติหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ มีลักษณะต้องห้าม และสละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่ง คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมก่อผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีโดยทันที กล่าวคือ
(1) ทำให้สถานะและอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีถูกโต้แย้ง
(2) ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าผู้ฟ้องคดีจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งกระทบต่อการทำงานในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และเกิดความเสียหายต่อการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
(3) กระทบความเชื่อถือของกรรมการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบกิจการ และสาธารณชนที่มีต่อผู้ฟ้องคดี
(4) ทำให้เกิดความเสี่ยงที่อาจสูญเสียค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ในระยะเวลาที่เหลือของวาระ
(5) ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสถานะและชื่อเสียงของตน และ
(6) ก่อความเสียหายทางจิตใจจากการถูกกล่าวหาว่าเข้ารับตำแหน่งทั้งที่มีลักษณะต้องห้าม
ทั้งนี้ ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดจากเหตุอื่น แต่เกิดขึ้นโดยตรงจากการรับเรื่อง การดำเนินกระบวนพิจารณา การออก และการเผยแพร่ผลแห่งคำวินิจฉัยที่ 1/2569 หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่รับเรื่องไว้พิจารณาโดยไม่มีอำนาจ หรืออย่างน้อยยุติการดำเนินการภายหลังได้รับคำคัดค้าน ความเสียหายดังกล่าวย่อมไม่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลเสียหายจึงมีความใกล้ชิด และเป็นผลตามปกติที่ผู้ถูกฟ้องคดีสามารถคาดหมายได้
นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีเองได้ระบุไว้ในคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ดังกล่าว ให้ทำคำทำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ผู้ฟ้องคดีได้ทราบคำวินิจฉัยที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กรณีจึงเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายแล้ว จึงชอบที่ศาลจะรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป
ข้อ 10. ความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดีสามารถแก้ไขได้ด้วยคำบังคับตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
เงื่อนไขอีกประการหนึ่งตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ คือ ความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับ จะต้องเป็นกรณีที่ศาลสามารถกำหนดคำบังคับตามมามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดีเสียทั้งสิ้น โดยให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น คำขอดังกล่าวเป็นคำขอให้ศาลใช้อำนาจกำหนดคำบังคับโดยสังให้เห้เพิกถอนคำสั่งหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ โดยตรง
หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนานาจหน้าที่ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการอื่นตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอน คำวินิจฉัยดังกล่าวได้ และการเพิกถอนย่อมสามารถแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียทายที่เกิดแก่ผู้ฟ้องคดีจากคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ได้โดยตรง
จึงครบองค์ประกอบทั้งสองประการของมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี และความเดือดร้อนหรือเสียหายดังกล่าวสามารถแก้ไขหรือบรรเทาได้โดยคำบังคับของศาลตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
@ขอ‘ศาลปกครองสูงสุด’กลับคำสั่ง-ทุเลาการบังคับฯ
ข้อ 11 การรับคำฟ้องไว้พิจารณา มิได้หมายความว่าศาลได้วินิจฉัยล่วงหน้าว่า คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่า ในชั้นตรวจคำฟ้อง ประเด็นที่ศาลต้องพิจารณามีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีและคำฟ้องเป็นไปตามเงื่อนไขแห่งการฟ้องคดีหรือไม่ มิใช่การวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีในชั้นสุดท้ายว่าคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การรับคำฟ้องไว้พิจารณา จึงมิได้มีผลเป็นการรับรองข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีเกี่ยวกับความไม่มีอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี ความไม่ไม่เป็นกลาง องค์ประชุมกระบวนการรับฟังพยานหลักฐาน หรือการตีความสถานะการเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง
หากแต่เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้นำเสนอข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่อศาล เพื่อให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีอย่างครบถ้วนตามกระบวนพิจารณาคดีปกครอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีนี้มีข้อโต้แย้งโดยตรงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่จะย้อนกลับมาวินิจฉัยสถานะของบุคคลซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และปฏิบัติหน้าที่มาแล้วเป็นเวลาหลายปีหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับขอบเขตการใช้อำนาจตามกฎหมายขององค์กรของรัฐโดยตรง
และศาลปกครองกลางเอง ก็วินิจฉัยแล้วว่าข้อพิพาทดังกล่าว อยู่ในประเภทคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถูกระบุชื่อและถูกวินิจฉัยสถานะโดยตรงในคำวินิจฉัยที่ 1/2569 อีกทั้ง มีคำขอที่ศาลสามารถกำหนดคำบังคับตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดโดยตรงกับเหตุแห่งการฟ้องคดีอย่างชัดเจน มิใช่บุคคลภายนอกหรือผู้ที่มีเพียงประโยชน์เกี่ยวข้องโดยทั่วไป
ข้อ 12. ด้วยเหตุที่ได้ประทานกราบเรียนข้างต้น คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของศาลปกครองกลาง จึงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
โดยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย และ/หรือ อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการจัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับหรืออาจได้รับสามารถแก้ไขได้โดยตรง ด้วยการที่ศาลใช้อำนาจตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ พิจารณาว่าคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
และหากไม่ชอบด้วยกฎหมายก็มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวตามคำขอขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แล้วนับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยที่ 1/2569
ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของศาลปกครองกลาง และได้โปรดมีคำสั่งรับคำฟ้อง ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 พร้อมคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองกลางและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ต่อไป เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดเมตตาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
เหล่านี้เป็นรายละเอียด ‘คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา’ ในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ขอให้ศาลฯมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 วันที่ 21 ก.ค.2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. และต้องติดตามว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งอย่างไร ?
อ่านประกอบ :
คำร้อง‘สรณ’อุทธรณ์ไม่รับฟ้อง(1) ‘คำวินิจฉัย’สละสิทธิ‘กสทช.’ก่อเสียหาย-ไม่ต้องรอผล‘สุดท้าย’
'อนุทิน' เผย ทูลเกล้าฯ ขอให้โปรดเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' แล้ว-'ปกรณ์' ชี้ ไม่กระทบงานที่ทำไป
อุทธรณ์คำสั่ง‘ศาลฯ’!‘สรณ’โชว์หลักฐานใหม่‘ม.มหิดล’สู้คดีสละสิทธิ‘กสทช.’-ถกบอร์ดล่มรอบ 4
จับตา'บอร์ด'ถก 99 วาระ หลังศาลฯสั่งไม่รับฟ้องคดี'สรณ'ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยฯสละสิทธิ'กสทช.'
‘ศาลปค.’สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปม‘สรณ’สละสิทธิ‘กสทช.’
ถก‘บอร์ด’ล่มรอบสาม! -‘3 กสทช.’ไม่ร่วมประชุม-2 คนแจ้งลา ‘สรณ’ปัดหารือ‘นอกรอบ’ปมสละสิทธิฯ
ล่มรอบ2‘องค์ประชุม’ไม่ครบ! 4‘กสทช.’ไม่ร่วมถก‘บอร์ด’-‘สรณ’ชี้ไม่มีกม.ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
'อนุทิน' ย้ำ ทูลเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' ทำตามกฎหมาย
ยังเป็น‘ปธ.กสทช.’! ‘สรณ’จ่อฟ้องศาลฯโต้แย้งอำนาจ‘คกก.สรรหาฯ’-ถกบอร์ดล่ม‘องค์ประชุม’ไม่ครบ
สมาคมทีวีฯ’ท้วง‘กสทช.’รอบคอบประชุมบอร์ด-ถกโรดแมปทีวีดิจิทัล หลัง‘สรณ’มีลักษณะต้องห้าม
'2 กูรู'กม.ภาครัฐ ชี้เป็นอำนาจ'นายกฯ'ดำเนินการต่อ หลัง'คกก.สรรหา'ชี้'สรณ'สละสิทธิ'กสทช.'
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(จบ)‘สรณ’เป็น‘ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ’ มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(1) มติ 4 ต่อ 1 ยันมีอำนาจชี้ขาดลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’
‘คกก.สรรหาฯ’ไฟเขียวคำวินิจฉัย‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม-เปิด‘หน่วยงาน-ผู้สนใจ’ขอรับสำเนา
‘นายกฯ’ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมติ‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’-ยัน‘ฝืนกฎหมายไม่ได้’
‘สรณ’ยันพ้นสถานะ‘พนง.รัฐ’ก่อนรับตำแหน่ง‘ปธ.กสทช.’-ดูแล‘ผู้ป่วย’ก่อนส่งต่อ ทำตามจริยธรรมแพทย์
เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
‘กก.สรรหากสทช.’ เปิดรับข้อมูล คุณสมบัติ ‘นพ.สรณ’ หลังสำนักเลขาธิการนายกฯ ส่งความเห็น ‘กฤษฎีกา’
ยังอีกยาว! มติ‘บอร์ดสรรหาฯ’เสียงข้างมาก ยันมีอำนาจวินิจฉัยปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ
‘เลขาฯวุฒิสภา’ยืนยันนัด‘บอร์ดสรรหาฯ’ประชุมฯ ถกปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ 8 พ.ค.นี้
เรื่องเก่า-จบแล้ว! ‘ไตรรัตน์’แจงปม‘ปธ.กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ-ยก‘กฤษฎีกา’ยันสรรหาฯถูกต้อง
โชว์หนังสือ‘ป.ป.ช. ’แจ้ง‘เลขาธิการฯ’ แจง 3 ข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา‘ปธ.กสทช.’ ส่อขาดคุณสมบัติ
ม.มหิดลเผยเอกสาร ยัน ‘นพ.สรณ’ มีคุณสมบัติเป็น ปธ.กสทช.เหตุไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทย์ฯ
ศาลแพ่งยกฟ้อง กก.กสทช. ถูก ‘นพ.สรณ’ เรียก 5 ล.เหตุทำให้เข้าใจเลือกเลขาฯไม่เป็นธรรม
‘กฤษฎีกา’ไม่รับตีความ ปม‘สรณ’ขาดคุณสมบัติฯนั่ง‘ประธาน กสทช.’-ชี้เป็นอำนาจ‘บอร์ดสรรหาฯ’
จี้‘นายกฯ’ปฏิบัติตามกม.! ‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ชี้‘สรณ’ส่อมีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’
'โรม' ถาม รบ.เวลาผ่านไป 7 เดือน ไฉนไม่สอบคุณสมบัติ ปธ.กสทช.-รมว.ดีอีโยนศาล รธน.วินิจฉัย
เผือกร้อน‘ประธานวุฒิสภา’ ชี้ขาด‘ปธ.กสทช.’ขาดคุณสมบัติ?-‘สรณ’โต้‘กมธ.’บิดเบือน-อคติ
‘สนง.วุฒิสภา’ชี้‘กมธ.ไอซีที’มีอำนาจตรวจคุณสมบัติ ‘ปธ.กสทช.’โดยชอบด้วย‘รธน.-ข้อบังคับฯ’
‘กมธ.ไอซีที’วุฒิฯ แพร่บันทึกประชุม ชี้‘นพ.สรณ’มีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติเป็น‘กสทช.’
ส่ง'ปธ.ศ.อุทธรณ์'วินิจฉัยเขตอำนาจศาลฯ หลังรับฟ้องคดี‘4 กสทช.’เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ
‘กมธ.ไอซีที-นักกฎหมาย’ชี้‘สรณ’ขาดคุณสมบัติ‘กสทช.’-‘สภาผู้บริโภค’โชว์หนังสือรับค่าตอบแทน
‘กมธ.ไอซีที’จ่อสรุปผลสอบฯลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’-'สรณ'ยันคุณสมบัติถูกต้องก่อนทูลเกล้าฯ
'ครป.-สภาผู้บริโภค'ออกแถลงการณ์ เรียกร้องเปิด'หลักฐาน'คุณสมบัติต้องห้าม‘ประธานฯกสทช.’
เลขาฯโชว์คำสั่ง‘สรณ’ลาออก‘รพ.รามาฯ’มีผล 8 ม.ค.65 ตอกย้ำ‘ปธ.กสทช.’ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เลขาฯยัน‘สรณ’ไม่มีลักษณะต้องห้าม-'ม.มหิดล’แจงเป็น‘พนง.มหาวิทยาลัย’ก่อนเป็น'ปธ.กสทช.'1 วัน
‘วุฒิสภา’มีมติส่งผลศึกษาฯปมสรรหา‘เลขาฯกสทช.’ช้า ให้‘ป.ป.ช.’-สว.เผย‘นพ.สรณ’ส่อพ้นเก้าอี้
'นพ.สรณ' ร้อง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ตรวจสอบ ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ’ ก้าวก่าย-แทรกแซงหน้าที่ ‘ปธ.กสทช.’
ชง‘วุฒิสภา’ 1 เม.ย.ถกผลศึกษาฯปมแต่งตั้ง‘เลขาธิการ กสทช.’ล่าช้า-เสนอ‘ป.ป.ช.’เปิดไต่สวนฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา