
“…ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้แล้ว โดยหาจำต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด โดยหากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลัง เกิดผลกระทบ มากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบ..”
.......................................
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มอบหมายให้ทนายความ ยื่น ‘คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา’ ของศาลปกครองชั้นต้น ต่อศาลปกครองสูงสุด
กรณีศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ขอให้ศาลฯมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 วันที่ 21 ก.ค.2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช.
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดของ ‘คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา’ ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ในคดีดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ซึ่งในตอนแรกนี้ คำร้องฯได้บรรยายให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้รับความเดือนร้อนหรือเสียหายจาก ‘คำวินิจฉัย’ ของคณะกรรมการสรรหาฯ
ศ.คลินิก นพ.สรณ จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ โดยหาจำต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด และหากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลัง เกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบนั้น ดังนี้
@มิใช่นำ‘พระบรมราชโองการ’มาเป็นเงื่อนไขเกิด‘สิทธิฟ้อง’
คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขดำที่ 1590/2569 วันที่ 11 ส.ค.2569 ระหว่าง ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดี)
ข้อ 1. คดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ กรณีจึงครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 6 กันยายน 2569 รายละเอียดปรากฏในสำนวนคดีนี้แล้ว นั้น ผู้ฟ้องคดีประสงค์ที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองกลาง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ข้อ 2. ความเป็นมาของข้อพิพาทในคดีนี้
ผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยมีรายละเอียดปรากฏตามคำฟ้อง ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 คดีหมายเลขดำที่ 1455/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569
โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (“คณะกรรมการสรรรหาฯ”) ที่ 1/2569 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (“คำวินิจฉัยที่ 1/2569)
พร้อมคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง และขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 (“คำขอทุเลาฯ”) และคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎ หรือคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยเร่งด่วน ฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 (“คำร้องขอทุเลาโดยเร่งด่วนฯ”)
ต่อมา ศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ไม่รับคำร้องขอทุเลาโดยเร่งด่วนฯ ไว้พิจารณา และเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศาลได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา
โดยเห็นว่า กรณีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 (“พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ”)
เมื่อมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (“พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ”) บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่
ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้น ต่อประธานวุฒิสภาในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่
ผู้ถูกฟ้องคดี ได้แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดี มีคำวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (“กรรมการ กสทช.”) แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป
ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่ผู้ถูกฟ้องคดีวินิจฉัยว่า เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และในวรรคสองว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
ดังนั้น ในชั้นนี้ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนืองจากการะทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราว ก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น ศาลปกครองกลางจึงได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า ผู้ฟ้องคดีไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลปกครองกลาง
เนื่องจากการพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ หรือไม่ จะต้องพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี กล่าวคือ คำวินิจฉัยที่ 1/2569 มิใช่นำการมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งในภายหน้ามาเป็นเงื่อนไขแห่งการเกิดสิทธิฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดีจึงประสงค์ที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองกลาง โดยมีรายละเอียดดังนี้
@ไม่มีเจตนาฟ้องขอเพิกถอน‘การโปรดเกล้าฯ’ให้พ้นตำแหน่ง
ข้อ 3. ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งได้กระทำขึ้นจนเสร็จสิ้น และทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 197 ประกอบมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
โดยเฉพาะกรณีที่มีการออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่นใดโดยไม่มีอำนาจ นอกเหนืออำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์ที่จะฟ้องคดีนี้ เพื่อขอให้ศาลได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ามีอยู่ตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และเป็นคำวินิจฉัยที่มีเนื้อหากระทบสถานะทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดีโดยตรง
เนื่องจาก การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ของผู้ฟ้องคดีแล้วในปัจจุบัน หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีเจตนาฟ้องขอเพิกถอนการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด
ดังนั้น เหตุแห่งการฟ้องคดี จึงเกิดขึ้นแล้ว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าว และแจ้งคำวินิจฉัยนั้นแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนการดำเนินการภายหลังคำวินิจฉัย รวมทั้งการนำความกราบบังคมทูลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เป็นเรื่องของผลหรือขั้นตอนภายหลังการมีคำวินิจฉัย มิใช่การการกระทำทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีนำมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนในคดีนี้
การพิจารณาสิทธิฟ้องคดี จึงควรพิจารณาว่า คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อหรืออาจก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีโดยมิอาจหลีกเสียงได้แล้วหรือไม่ มิใช่พิจารณาว่า ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนในภายหลังจนครบถ้วนและผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งโดยสมบูรณ์แล้วหรือไม่
หากจะถือว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีได้ ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ย่อมมีผลเป็นการเลื่อนจุดเกิดสิทธิฟ้องคดีจากเวลาที่ฝ่ายปกครองได้กระทำการอันเป็นเหตุแห่งข้อพิพาท
และก่อผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีแล้ว ไปผูกไว้กับเหตุการณ์ภายหลัง ซึ่งมิใช่การกระทำทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย อันไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
อีกทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีเอง ได้ระบุไว้ในคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ดังกล่าว ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ทราบคำวินิจฉัยที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ประกอบกับในคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของศาลปกครองกลางในคดีนี้ ก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า กรณีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง
ถึงแม้คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ซึ่งระบุว่า ผู้ฟ้องคดีสละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะไม่มีผลทางกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความความถี่ฯ ก็ตาม
แต่เห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้แล้วจากคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ตามที่จะได้กล่าวต่อไป และผู้ฟ้องคดีก็ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้ทราบคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
โดยคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง จึงชอบที่ศาลจะรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป
@อ้าง‘เดือดร้อนหรือเสียหาย’ ไม่จำต้องรอผลร้าย‘ขั้นสุดท้าย’
ข้อ 4. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มิได้กำหนดให้ความเสียหายต้องเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงจะมีสิทธิฟ้องคดี
ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งในหน้าที่ 5 ว่า
“...ดังนั้น ในชั้นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้…” นั้น
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมีอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง”
จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ บัญญัติให้บุคคลมีสิทธิฟ้องคดีเมื่อเป็นผู้ที่ “ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้”
อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ บทบัญญัติดังกล่าว จึงมิได้จำกัดสิทธิฟ้องคดีไว้เฉพาะกรณีที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นครบถ้วนสมบูรณ์ หรือเกิดผลขั้นสุดท้ายแล้วเท่านั้น หากแต่บัญญัติครอบคลุมถึงกรณีที่บุคคล “อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ด้วย
สาระสำคัญของเงื่อนไขดังกล่าว จึงอยู่ที่ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการกระทำของฝ่ายปกครองกับสิทธิ ประโยชน์ หรือสถานะทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดี หากการกระทำนั้นมีลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบแก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรง หรือมีผลทางกฎหมายที่จะนำไปสู่ความเดือดร้อนหรือเสียหายอย่างแน่นอนโดยผู้ฟ้องคดีไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ย่อมเพียงพอที่จะก่อให้เกิดสิทธิฟ้องคดี โดยไม่จำต้องรอให้ผลร้ายขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นเสียก่อน ผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้ว
การตีความมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ในลักษณะที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีต้องรอจนพ้นจากตำแหน่งเสียก่อน จึงมีผลเสมือนตัดถ้อยคำ “หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ออกจากบทบัญญัติ
และทำให้กลไกการคุ้มครองสิทธิของศาลปกครองไม่สามารถป้องกันผลร้ายจากการใช้อำนาจทางปกครองได้ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว
การตีความความเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้อง อันนำไปสู่การเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนั้น มิใช่เพียงพิจารณาว่ากระทบสิทธิ แต่การถูกกระทบกระเทือนหรือเกี่ยวข้องในเรื่องนั้นแล้ว ก็เพียงพอที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือในทางทฤษฎีที่เรียกว่าความมีส่วนได้เสียอย่างกว้าง
ดังนั้น บหบัญญัติว่า “อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” จึงยังไม่จำเป็นที่จะต้องถึงขนาดว่า ณ เวลานั้นถูกกระทบสิทธิหรืออาจมีประโยชน์เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น เพียงแต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยง ได้ หรือเกิดขึ้นแน่นอน ก็เป็นไปตามบทบัญญัติที่ว่า “อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลียงได้” แล้ว
@คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’มีผลกระทบสถานภาพ‘ปธ.กสทช.’
ข้อ 5. ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายโดยตรงต่อการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ของผู้ฟ้องคดีจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประการสำคัญ หลักในการพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดี เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ หรือไม่ นั้น
กรณีจะพิจารณาเพียงว่า คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ที่พิพาทในคดีนี้ “อาจจะ” ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็เพียงพอที่จะถือว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว โดยหาจำต้องตีความบทบัญญัติดังกล่าวโดยเคร่งครัดว่า ผู้ฟ้องคดีมีความเดือดร้อนเสียหายเกิดขึ้นแล้วมากน้อยเพียงใดไม่
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยที่ 1/2569 นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยข้อเห็จจริง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 (“พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง”) และขัดต่อหลักนิติธรรม อันส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว
เนื่องจาก ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เนื้อหาแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงมิใช่เพียงการรวบรวมข้อเท็จจริง การให้ความเห็นทางกฎหมาย หรือการดำเนินการภายในที่ยังไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก
หากเป็นการวินิจฉัยสถานะทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดีโดยตรงว่า การเข้ารับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีมีปัญหาเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามและการสละสิทธิตามกฎหมาย
นอกจากนั้น ได้มีการเผยแพร่และกล่าวอ้างคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสาธารณชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้ดำเนินการส่งคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการพิจารณานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2569 จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการ กสทช. อันเป็นตำแหน่งที่ได้รับพระบรมรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 และยังมีวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่จนถึงวันที่ 13 เมษายน 2571
และมีผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในการดำรงตำแหน่ง ตลอดจนส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ตามที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งได้ ทำให้คณะกรรมการ กสทช. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะได้
ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายของผู้ฟ้องคดี ต้องมีคำบังคับของศาลสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ตามที่กำหนดในมาตรา 72 (1) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี่ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อย่างชัดแจ้ง โดยหาจำต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด
ชอบที่ศาลจะพิจารณามีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา และมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาหรือคำพิพากษา ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดีเสียทั้งสิ้น โดยให้มีผลย้อนหลังในการเพิกถอนนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ยังทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกิดความไม่ชัดเจนแน่นอนในทางกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. หยุดชะงัก และแต่ละโครงการที่จำต้องได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการ กสทช. ล้วนเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติแลและมีมูลค่าสูงเป็นอย่างยิ่ง
คณะกรรมการ กสทช. จึงจำเป็นต้องเร่งพิจารณาวาระดังกล่าวข้างต้นเป็นการด่วน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงอันยากแก่การแก้ไขเยียวยาต่อไป และกระทบต่อประโยชน์สาธารณะและการบริหารราชการแผ่นดิน ในวันฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีจึงต้องยื่นคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว
และคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลากาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยเร่งด่วนต่อศาล อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายอย่างชัดแจ้ง
@‘คำวินิจฉัย’เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่‘ปธ.กสทช.’
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า คำสั่งของศาลปกครองกลางไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยวิวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ นั้น
ได้มีการส่งคำวินิจฉัยดังกล่าวถึงผู้ฟ้องคดี และได้มีการเผยแพร่และกล่าวอ้างคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสาธารณชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้ดำเนินการส่งคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหายอย่างร้ายแรงหลายประการโดยทันที ดังนี้
5.1 ผู้ฟ้องคดีมีอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ตามที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทำให้คณะกรรมการ กสทช. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะได้
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่า ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยไม่ชอบ และได้ดำเนินการส่งคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการทูลเกล้าฯ แล้ว มีผู้นำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 มาอ้างให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการ กสทช. หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
ทั้งที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อีกทั้งยังนำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 มาโต้แย้งถึงความมีผลของการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ที่ได้ดำเนินไปในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล
อันส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ได้ และส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ต้องหยุดชะงักหลายต่อหลายครั้ง
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่า ในช่วงเวลาระหว่างที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าว และมีมตินั้น มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่มีมติว่า ผู้ฟ้องคดีมีการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อันทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายอย่างมาก
ทั้งๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้มีคำวินิจฉัยและแจ้งคำวินิจฉัยให้ผู้ฟ้องคดีรับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมายเลข 24 และปรากภูตามตามสำเนาภาพข่าวจากเพจเพจเฟซบุ๊กของ CSI LA เผยแพร่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 1
ประการสำคัญ ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยไม่ชอบจนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการ กสทช. ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯได้
กล่าวคือ ในการประชุมกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 และวันที่ 5 และ 6 สิงหาคม 2569 และวันที่ 11 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการ กสทช. ไม่สามารถดำเนินการประชุมและปฏิบัติหน้าที่ของตนตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ได้ และต้องเลื่อนการประชุมออกไปในวันที่ 13 สิงหาคม 2569
เนื่องจาก กรรมการ กสทช. จำนวน 3 ราย ได้แก่ พลอากาศโท ธนพันธ์ หร่ายเจริญ รองศาสตราจารย์ศุภัช ศุภชลาศัย และศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต ปฏิเสธไม่เข้าร่วมการประชุม โดยอ้างเหตุที่ยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนทางกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นช่องว่างทางกฎหมาย
อันเป็นผลจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ที่พิพาทในคดีนี้ โดยไม่ชอบ จนเป็นเหตุให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี สำนักงาน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. ขัดแย้งกันเอง ส่งผลให้วาระการประชุมที่มีความสำคัญเร่งด่วนของประเทศชาติไม่ได้รับการพิจารณา ทำให้มีวาระที่สำคัญเร่งด่วนค้างพิจารณาเป็นจำนวนมาก
แม้ผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการ กสทช. จะพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะให้มีการพิจารณาวาระการประชุมที่สำคัญและเร่งด่วนด่วนดังกล่าวก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีกลับถูกขัดขวางไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ได้
รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพข่าวของสำนักข่าวมติชนออนไลน์ เรื่อง “ล่มหน 2 องค์ประชุมกสทช.ไปต่อไม่ได้ 3 กรรมการลาประชุม-เดินออก” เผยแพร่วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 2 สำเนาภาพข่าวของสำนักข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ เรื่อง “บอร์ด กสทช.” ล่มอีก ครั้งที่ 3 ติดกัน องค์ประชุมไม่ครบอีกแล้ว” เผยแพร่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 3
และสำเนาภาพข่าวของสำนักข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ เรื่อง “บอร์ด กสทช.ระอุอีก! “หมอสรณ” งัดหลักฐานใหม่ ม.มหิดล ยันบริสุทธิ์ลุยอุทธรณ์” เผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 4
กรณีจึงเห็นได้ว่า หากยังคงไม่มีความชัดเจนในทางฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ก็เป็นเหตุให้กรรมการ กสทช. บางรายปฏิเสธไม่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ กสทช. ด้วยเหตุผลเดิมอีก ซึ่งส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการทำให้การประชุมของคณะกรรมการ กสทช. สามารถดำเนินต่อไปได้
ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ประกอบระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ (“ระเบียบกสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมฯ”) อันเป็นกลไกสำคัญในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ กสทช.
กรณีจึงส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการ กสทช. ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยทันที ทำให้วาระการประชุมที่สำคัญต่อการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน จนอาจเกินกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้
ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้ประกอบกิจการและผู้บริโภค และทำให้การจัดสรรคลื่นความถี่และการประกอบกิจการวิทยุกยุกระจายเสียงกิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศชาติหยุดชะงัก
ดังนั้น จึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าในขณะนี้ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการที่มีอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการะงับความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปทั้งต่อตัวผู้ฟ้องคดีเอง และต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ต่อไปด้วย
@ได้รับความเดือดร้อน-เสียหายแก่‘ชื่อเสียง-เกียรติคุณ’
5.2 ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณ และการประกอบวิชาชีพอย่างร้ายแรง อันเป็นความเดือดร้อนและเสียหายที่ยากที่จะเยียวยาแก้ไขในภายหลัง
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่าคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งหรือการปฏิบัติหน้าที่อื่น ซึ่งไม่มีลักษณะขัดหรือแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ย่อมมิได้เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย
ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ของผู้ฟ้องคดีที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 เพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยเดิม ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการรักษาต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนผู้ฟ้องคดีลาออกจากตำแหน่งแพทย์ ตามจรรยาบรรณแพทย์ที่ต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องและความปลอดภัยในการรักษาเป็นสำคัญ
และเป็นการให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยเพื่อประโยชน์ต่อชีวิต สุขภาพ และสาธารณประโยชน์ โดยให้บริการภายในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการให้บริการสาธารณสุขและดูแลรักษาผู้ป่วย มิใช่องค์กรธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการแสวงหากำไร และนำกำไรมาแบ่งปันกัน
การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว จึงไม่มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจ หรือการเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการที่อาจขัดหรือแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. และมิใช่การดำรงตำแหน่งหรือประกอบกิจการ อันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรรคลื่นความถี่ฯ
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่เป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า มีลักษณะเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบหรือข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้อยู่ในสถานะลูกจ้างของคณะแพยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวที่มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ กสทช. ด้วยแล้ว
กรณีเป็นที่ชัดแจ้งว่า การปฏิบัติหน้าที่เป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้กระทบต่อความอิสระในการดำรงตำแหน่งของกรรมการ กสทช. หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ที่มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. แต่อย่างใด
การปฏิบัติหน้าที่เป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ของผู้ฟ้องคดีที่คดี ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 จึงไม่ขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์และความมุ่งหมายของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อีกประการหนึ่งด้วย
อีกทั้ง ภายหลังวันที่ 12 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์จิตอาสา และมิได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากโรงพยาบาลใดๆ อีกเลย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้กระทำการใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ดี แม้การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ของผู้ฟ้องคดีที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 จะไม่ขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์และความมุ่งหมายของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรรคลื่นความถี่ฯ ก็ตาม
แต่ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยไม่ชอบ ส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า มีการใช้สื่อออนไลน์เพื่อชี้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ไม่ถูกต้องให้ประชาชนเชื่อว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำการโดยมิชอบ ขาดความสุจริต หรือดื้อรั้นต่อการดำเนินการตามกฎหมาย
โดยอาศัยการกระทำร่วมกันของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในลักษณะที่เรียกว่า “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” (Information Operation) ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่เนื้อหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผ่านสื่อและบุคคลต้นทาง
เพื่อให้แพร่กระจายในวงกว้างอย่างรวดเร็ว อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหลายที่มีเป้าหมายอันชัดเจน ในการบีบบังคับ และชี้นำให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและการประกอบวิชาชีพของผู้ฟ้องคดีเป็นอย่างยิ่ง
ดังปรากฏตัวอย่างตามสำเนาภาพข่าวจากเพจเฟซบุ๊กของ CSI LA เผยแพร่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรรณ์หมายเลข 1
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและสถานะของผู้ฟ้องคดีในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการไปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมาแล้วตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565
และยังมีวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่จนถึงวันที่ 13 เมษายน 2565 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ทั้งในด้านสิทธิการปฏิบัติหน้าที่ ค่าตอบแทน ชื่อเสียง เกียรติยศ ผู้ฟ้องคดีเป็นแพทย์ อาจารย์แพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.
โดยผู้ฟ้องคดีเป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นตำแหน่งสาธารณะที่ต้องอาศัยความสุจริต ความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากหน่วยงานของรัฐ ผู้ประกอบกิจการ และประชาชน และที่ผ่านมาผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. และหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้วยความเข้มแข็งและมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์
คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามและสละสิทธิในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ได้รับการเผยแพร่และรายงานในสื่อมวลชนหลายสำนัก ทำให้สาธารณชนรับรู้ว่า ผู้ฟ้องคดีถูกชี้ว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งสำคัญ ข้อความดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย หรือได้เข้ารับตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิตั้งแต่ต้น
ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีได้ลาออกจากตำแหน่งพนักงาน แสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาภายในกำหนด และผ่านกระบวนการตามกฎหมายจนได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว
ความเสียหายต่อชื่อเสียงยิ่งมีความร้ายแรง เนื่องจากคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ออกจากคณะกรรมการสรรหาฯ จึงประกอบด้วยบุคคลจากองค์กระดับสูงของรัฐ จึงมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณชนมากกว่าคำกล่าวหาทั่วไป และอาจถูกนำไปเผยแพร่ อ้างอิง หรือตีความซ้ำผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง
ผู้ฟ้องคดี ต้องเผชิญกับความสงสัยต่อความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่ง ความกดดันจากสังคม ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และวาระที่เหลือ ตลอดจนความทุกข์จากการถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกจ้าง และมีลักษณะต้องห้าม ทั้งที่การรักษาผู้ป่วยเกิดจากความรับผิดชอบทางวิชาชีพและมนุษยธรรม
ส่งผลต่อตำแหน่งและสถานะทางสังคมของผู้ฟ้องคดี กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และวิชาชีพ และความยากในการฟื้นฟูชื่อเสียงให้กลับคืนดังเดิม ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี และภาพลักษณ์ของผู้ฟ้องคดี ทั้งในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญระดับชาติ และในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นฐานะก่อนหน้าที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.
ด้วยเหตุนี้คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของผู้ถูกฟ้องคดี จึงทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างยิ่ง ผู้ฟ้องคดีจึงต้องพึ่งบารมีศาลโดยดำเนินการยื่นคำฟ้องคดีนี้
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นเหตุก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและการประกอบวิชาชีพของผู้ฟ้องคดีเป็นอย่างยิ่ง โดยส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของผู้ฟ้องคดี แม้ยังไม่มีพระบรมราชโองการถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่ง ประธานกรรมการ กสทช. ก็ตาม
ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการที่ผู้ถกฟ้องคดี จัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยมิชอบ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ความเสียหายต่อชื่อเสียงและการประกอบวิชาชีพของผู้ฟ้องคดีเป็นความเสียหาย ที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหายเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน และยากที่จะเยียวยาแก้ไขในภายหลัง ทั้งนี้ ตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 122/2546 ที่วินิจฉัยว่า
“...การที่ผู้ถูกฟ้องคดียังมีสิทธิในการปิดคำสั่งได้ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเพียงฝ่ายเดียวที่มีผลเป็นการพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของผู้ฟ้องคดี ซึ่งหากผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามกรณีดังกล่าว ย่อมทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลียงได้
ดังนั้น ในเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งดังกล่าวและผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งแล้ว...ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและการประกอบวิชาชีพของผู้ฟ้องคดีเป็นอย่างยิ่ง แม้ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีในภายหลัง
ก็มิอาจจะเยียวยาความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือการประกอบวิชาชีพซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่เกิดขึ้นแล้ว ความเสียหายดังกล่าวจึงยากที่จะเยียวยาแก้ไขในภายหลัง...” รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 122/2546 หน้าที่ 3 ถึง 4 เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 5
ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี จัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยมิชอบ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้
@หากรอให้มี‘พระบรมราชโองการ’อาจเสียหายยากเยียวยา
5.3 ผู้ฟ้องคดีอาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจาก ขณะนี้อยู่ระหว่างนายกรัฐมนตรีพิจารณานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งแล้ว
เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไว้ว่า มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไว้ว่า “นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1)..(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7(5)…”
และวรรคสอง ที่บัญญัติไว้ว่า “การพ้นจากตำแหน่งกรรมการตาม (1) (2) หรือ (3) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (4) หรือ (5) ให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งพระบรมราชโองการดังกล่าว ให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี”
จะเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า ผลทางกฎหมายที่ผู้ฟ้องคดี จะต้องพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ตามคำวินิจฉัยพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่เป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้นั้น เป็นผลที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ส่วนการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมรมราชโองการโปรดเกล้าให้ผู้ฟ้องคดี พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. และกรรมการ กสทช. ตามนัยมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น พระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยแท้
เป็นอำนาจในทางพิธีการของพระมหากษัตริย์ ในฐานะประมุขที่ลงพระนาม และยอมให้อ้างพระนามในกิจการต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจด้วยพระองค์เองโดยตรง มิได้เป็นการกระทำที่เป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง
การนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตมาตรา 20 วรรคสอง จึงมิได้เป็นขั้นตอนหรือกระบวนการในการออกคำสั่งทางปกครองแต่อย่างใด
ดังนั้น แม้ในขณะที่ยื่นฟ้อง จะยังมิได้มีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่ง แต่ผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมทำให้สถานะของผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ถูกโต้แย้งอย่างเป็นทางการ โดยองค์กรของรัฐซึ่งอ้างว่าตนมีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีจึงมิได้อยู่ในฐานะบุคคล ซึ่งเพียงคาดหมายว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย หากแต่อยู่ในฐานะบุคคลที่ถูกคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีระบุโดยเฉพาะเจาะจงว่า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามและสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง ทั้งยังเป็นคำวินิจฉัยที่จะถูกนำไปใช้เป็นฐานสำหรับการดำเนินการต่อไปเกี่ยวกับสถานะของผู้ฟ้องคดี
ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นบุคคคลจึง “อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว
ผู้ฟ้องคดีขอกราบเรียนว่า ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ได้มีการเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีลงนามเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนนายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพข่าวของสำนักข่าวฐานเศรษฐกิจ เรื่อง “ปกรณ์" แจงขั้นตอน นายกฯ ทูลเกล้าฯ ปลด “หมอสรณ” พ้นประธาน กสทช. ตามกฎหมาย” เผยแพร่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เอกสารแนบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 6
ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. แล้ว กรณีย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง และหากมีการดำเนินการให้มีการแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนผู้ฟ้องคดีแล้ว
แม้ต่อมาศาลจะได้ไปรดพิจารณามีคำมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายชนะคดี ผู้ฟ้องคดีก็อาจไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่งประธานกรรรมการ กสทช. ได้ดังเดิม ทั้งนี้ ตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 518/2550 ที่วินิจฉัยว่า
“…คำสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีข้างต้นน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายในประการอื่น และหากให้คำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปน่าจะทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง
เพราะผู้ถูกฟ้องคดีอาจจะเสนอเรื่องไปยังราชเลขาธิการอีกครั้งเพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติได้…” รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำสั่งศาลปกครองสูงสูงสุดที่ 518/2550 หน้าที่ 16เอกสารแบบท้ายคำร้องอุทธรณ์หมายเลข 7
ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีจัดทำคำวินิจฉัยที่ 1/2569 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนได้มีการเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณานำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ผู้ฟ้องคดีจึงย่อมเป็นผู้ที่อาจได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ
ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้แล้ว โดยหาจำต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด โดยหากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลัง เกิดผลกระทบ มากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบ
โปรดติดตามตอนต่อไป
อ่านประกอบ :
'อนุทิน' เผย ทูลเกล้าฯ ขอให้โปรดเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' แล้ว-'ปกรณ์' ชี้ ไม่กระทบงานที่ทำไป
อุทธรณ์คำสั่ง‘ศาลฯ’!‘สรณ’โชว์หลักฐานใหม่‘ม.มหิดล’สู้คดีสละสิทธิ‘กสทช.’-ถกบอร์ดล่มรอบ 4
จับตา'บอร์ด'ถก 99 วาระ หลังศาลฯสั่งไม่รับฟ้องคดี'สรณ'ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยฯสละสิทธิ'กสทช.'
‘ศาลปค.’สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปม‘สรณ’สละสิทธิ‘กสทช.’
ถก‘บอร์ด’ล่มรอบสาม! -‘3 กสทช.’ไม่ร่วมประชุม-2 คนแจ้งลา ‘สรณ’ปัดหารือ‘นอกรอบ’ปมสละสิทธิฯ
ล่มรอบ2‘องค์ประชุม’ไม่ครบ! 4‘กสทช.’ไม่ร่วมถก‘บอร์ด’-‘สรณ’ชี้ไม่มีกม.ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
'อนุทิน' ย้ำ ทูลเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' ทำตามกฎหมาย
ยังเป็น‘ปธ.กสทช.’! ‘สรณ’จ่อฟ้องศาลฯโต้แย้งอำนาจ‘คกก.สรรหาฯ’-ถกบอร์ดล่ม‘องค์ประชุม’ไม่ครบ
สมาคมทีวีฯ’ท้วง‘กสทช.’รอบคอบประชุมบอร์ด-ถกโรดแมปทีวีดิจิทัล หลัง‘สรณ’มีลักษณะต้องห้าม
'2 กูรู'กม.ภาครัฐ ชี้เป็นอำนาจ'นายกฯ'ดำเนินการต่อ หลัง'คกก.สรรหา'ชี้'สรณ'สละสิทธิ'กสทช.'
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(จบ)‘สรณ’เป็น‘ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ’ มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(1) มติ 4 ต่อ 1 ยันมีอำนาจชี้ขาดลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’
‘คกก.สรรหาฯ’ไฟเขียวคำวินิจฉัย‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม-เปิด‘หน่วยงาน-ผู้สนใจ’ขอรับสำเนา
‘นายกฯ’ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมติ‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’-ยัน‘ฝืนกฎหมายไม่ได้’
‘สรณ’ยันพ้นสถานะ‘พนง.รัฐ’ก่อนรับตำแหน่ง‘ปธ.กสทช.’-ดูแล‘ผู้ป่วย’ก่อนส่งต่อ ทำตามจริยธรรมแพทย์
เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
‘กก.สรรหากสทช.’ เปิดรับข้อมูล คุณสมบัติ ‘นพ.สรณ’ หลังสำนักเลขาธิการนายกฯ ส่งความเห็น ‘กฤษฎีกา’
ยังอีกยาว! มติ‘บอร์ดสรรหาฯ’เสียงข้างมาก ยันมีอำนาจวินิจฉัยปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ
‘เลขาฯวุฒิสภา’ยืนยันนัด‘บอร์ดสรรหาฯ’ประชุมฯ ถกปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ 8 พ.ค.นี้
เรื่องเก่า-จบแล้ว! ‘ไตรรัตน์’แจงปม‘ปธ.กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ-ยก‘กฤษฎีกา’ยันสรรหาฯถูกต้อง
โชว์หนังสือ‘ป.ป.ช. ’แจ้ง‘เลขาธิการฯ’ แจง 3 ข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา‘ปธ.กสทช.’ ส่อขาดคุณสมบัติ
ม.มหิดลเผยเอกสาร ยัน ‘นพ.สรณ’ มีคุณสมบัติเป็น ปธ.กสทช.เหตุไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทย์ฯ
ศาลแพ่งยกฟ้อง กก.กสทช. ถูก ‘นพ.สรณ’ เรียก 5 ล.เหตุทำให้เข้าใจเลือกเลขาฯไม่เป็นธรรม
‘กฤษฎีกา’ไม่รับตีความ ปม‘สรณ’ขาดคุณสมบัติฯนั่ง‘ประธาน กสทช.’-ชี้เป็นอำนาจ‘บอร์ดสรรหาฯ’
จี้‘นายกฯ’ปฏิบัติตามกม.! ‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ชี้‘สรณ’ส่อมีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’
'โรม' ถาม รบ.เวลาผ่านไป 7 เดือน ไฉนไม่สอบคุณสมบัติ ปธ.กสทช.-รมว.ดีอีโยนศาล รธน.วินิจฉัย
เผือกร้อน‘ประธานวุฒิสภา’ ชี้ขาด‘ปธ.กสทช.’ขาดคุณสมบัติ?-‘สรณ’โต้‘กมธ.’บิดเบือน-อคติ
‘สนง.วุฒิสภา’ชี้‘กมธ.ไอซีที’มีอำนาจตรวจคุณสมบัติ ‘ปธ.กสทช.’โดยชอบด้วย‘รธน.-ข้อบังคับฯ’
‘กมธ.ไอซีที’วุฒิฯ แพร่บันทึกประชุม ชี้‘นพ.สรณ’มีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติเป็น‘กสทช.’
ส่ง'ปธ.ศ.อุทธรณ์'วินิจฉัยเขตอำนาจศาลฯ หลังรับฟ้องคดี‘4 กสทช.’เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ
‘กมธ.ไอซีที-นักกฎหมาย’ชี้‘สรณ’ขาดคุณสมบัติ‘กสทช.’-‘สภาผู้บริโภค’โชว์หนังสือรับค่าตอบแทน
‘กมธ.ไอซีที’จ่อสรุปผลสอบฯลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’-'สรณ'ยันคุณสมบัติถูกต้องก่อนทูลเกล้าฯ
'ครป.-สภาผู้บริโภค'ออกแถลงการณ์ เรียกร้องเปิด'หลักฐาน'คุณสมบัติต้องห้าม‘ประธานฯกสทช.’
เลขาฯโชว์คำสั่ง‘สรณ’ลาออก‘รพ.รามาฯ’มีผล 8 ม.ค.65 ตอกย้ำ‘ปธ.กสทช.’ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เลขาฯยัน‘สรณ’ไม่มีลักษณะต้องห้าม-'ม.มหิดล’แจงเป็น‘พนง.มหาวิทยาลัย’ก่อนเป็น'ปธ.กสทช.'1 วัน
‘วุฒิสภา’มีมติส่งผลศึกษาฯปมสรรหา‘เลขาฯกสทช.’ช้า ให้‘ป.ป.ช.’-สว.เผย‘นพ.สรณ’ส่อพ้นเก้าอี้
'นพ.สรณ' ร้อง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ตรวจสอบ ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ’ ก้าวก่าย-แทรกแซงหน้าที่ ‘ปธ.กสทช.’
ชง‘วุฒิสภา’ 1 เม.ย.ถกผลศึกษาฯปมแต่งตั้ง‘เลขาธิการ กสทช.’ล่าช้า-เสนอ‘ป.ป.ช.’เปิดไต่สวนฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา