
“…การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 จึงไม่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยผิดหรือขัดหรือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และไม่เป็นกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี โดยไม่จำต้องพิจารณาองค์ประกอบของการกระทำละเมิดอื่นต่อไป ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำฟ้องให้แก่ผู้ฟ้องคดี…”
...................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 หมายเลขแดงที่ 293/2569 ระหว่าง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ผู้ฟ้องคดี) กับประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และ กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) กรณี กสทช. มีมติไม่แต่งตั้งบุคคล (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช.
โดยคดีนี้ศาลฯพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการที่ กสทช. เสียงข้างมาก มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา เป็นการมีมติที่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอและยังรับฟังไม่ได้ว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่แต่งตั้งให้นายไตรรัตน์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
ในวันเดียวกัน (18 ก.พ.) ศาลปกครองกลาง ยังอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 และคดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 ระหว่างนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (ผู้ฟ้องคดี) กับ กสทช. ,พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และรศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ และสำนักงาน กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-6) กรณี กสทช. มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งนายไตรรัตน์ เป็นเลขาธิการ กสทช. และเรียกค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ศาลฯได้พิพากษายกฟ้องในคดีนี้เช่นกัน เนื่องจากศาลฯเห็นว่า การที่ กสทช. เสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหาที่ประธานจัดการเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการส่วนใหญ่ จึงเป็นมติที่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คือ นายไตรรัตน์ นั้น (อ่านประกอบ : มติมีเหตุผล-ไม่เป็นการละเมิด! ศาลปค.ยกฟ้องคดี‘กสทช.’ไม่แต่งตั้ง‘ไตรรัตน์’นั่งเลขาธิการฯ)
ในตอนที่แล้ว สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำเสนอรายละเอียด ‘คำวินิจฉัย’ ของศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 หมายเลขแดงที่ 293/2569 ในตอนสุดท้ายนี้ สำนักข่าวอิศรา ขอนำเสนอรายละเอียด ‘คำวินิจฉัย’ ของศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 และคดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 ดังนี้
@‘ปธ.กสทช.’คัดเลือก‘เลขาธิการ’แต่เพียงผู้เดียว ขัดเจตนารมณ์กม.
คดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 และคดีหมายเลขดำที่ 1722/2568
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (ผู้ฟ้องคดี) กับ
กสทช. ,พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ,รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ และสำนักงาน กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-6)
ศาลได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 มติไม่เห็นชอบแต่งตั้งบุคคล (ผู้ฟ้องคดี) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) ตามประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา
และในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.15 มีมติไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ หากเป็นการกระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหก ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด
คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาก่อนว่า ที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) กล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.5 เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. มีมติโดยกรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก ว่า ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคล (ผู้ฟ้องคดี) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ โดยให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา
เป็นการพิจารณาและลงมติที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก ยังมิได้พิจารณาให้ความเห็นชอบตัวบุคคล คือ ผู้ฟ้องคดี
แต่กลับไปพิจารณาถึงกระบวนการสรรหา จึงเท่ากับยอมรับว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ หากกระบวนการสรรหาชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ การพิจารณาดังกล่าวยังไม่เป็นไปตามข้อ 29 ของระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555
ที่กำหนดให้ที่ประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) พิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมที่จัดไว้ เป็นข้อกล่าวอ้างที่รับฟังได้หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ….อำนาจในการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เป็นอำนาจร่วมกันของประธาน กสทช. และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.)
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจในการกำหนดคุณสมบัติอื่น นอกเหนือจากคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้าม อันหมายถึงการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบคุณสมบัติตามที่กำหนดด้วย
จากนั้นประธาน กสทช. ก็จะนำข้อกำหนด หลักเกณฑ์ และวิธีการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนดนี้ไปดำเนินการประกาศรับสมัครและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ซึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติและขั้นตอนการคัดเลือกนี้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อาจกำหนดวิธีการ โดยให้กรรมการ กสทช. คนหนึ่งหรือหลายคนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นชอบ เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย หรืออาจดำเนินการในรูปแบบของคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติหรือคณะอนุกรรมการคัดเลือกก็ได้ เมื่อได้ร่ายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว
ประธาน กสทช.ก็จะนำรายชื่อนั้นเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้ความเห็นชอบรายชื่อที่เสนอแล้ว ประธาน กสทช. ก็จะดำเนินการออกคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ต่อไป
ฉะนั้น การคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. จะเป็นไปด้วยความถูกต้อง รอบคอบ เรียบร้อย ราบรื่น และบรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อให้ให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่เลขาธิการ กสทช. เพื่อประโยชน์สาธารณะและประชาชนอย่างแท้จริง ประธาน กสทช. ต้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. ด้วย
แต่ข้อเท็จจริงปรากฎตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเองและคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 12/2565 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2565 ได้มีมติมอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (สำนักงาน กสทช.) จัดทำร่างประกาศเพื่อรับสมัครบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.
โดยภายหลังจากที่ประชุมมีมติดังกล่าวแล้ว ได้มีการบรรจุวาระการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้สมัครรับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 จำนวนทั้งหมด 7 ครั้ง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้สงวนความเห็นในที่ประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) รวมถึงมีหนังสือไม่รับทราบมติที่ประชุม และคัดค้านกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ต่อประธาน กสทช. หลายฉบับ
เช่น หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ด่วนที่สุด ที่ สทช 1003/79 ลงวันที่ 13 มี.ค.2566 ที่ไม่รับทราบมติที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 โดยเห็นว่าการที่ประธาน กสทช. เสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
ไม่ใช่การเสนอในระเบียบวาระเพื่อพิจารณา จึงไม่เป็นไปตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 3/2566 และครั้งที่ 4/2566 รวมถึงไม่ชอบด้วยระเบียบ กสทช.ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ.2555
หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด่วนที่สุด ที่ สทช 1003/90 ลงวันที่ 25 มี.ค.2567 เรื่อง ความเห็นและข้อสังเกตประกอบร่างรายงานการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ สทช 1003/105 ลงวันที่ 5 มี.ค.2567 เรื่อง บันทึกเปิดเผยความเห็นในรายงานการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567
หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ด่วนที่สุด ที่ สทช 1005/88 ลงวันที่ 18 มี.ค.2567 เรื่อง ความเห็นประกอบรายงานการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 ระเบียบวาระที่ 5.1
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ได้เสนอความเห็นและข้อสังเกตประกอบวาระการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในทำนองเดียวกันว่า สมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) มีส่วนร่วมกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือก รวมถึงการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. มิใช่การสรรหาโดยประธาน กสทช. เพียงผู้เดียว
และหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ที่ สทช 1006/89 ลงวันที่ 18 มี.ค.2563 เรื่อง ความเห็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 เพื่อแนบรายงานการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 ที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหาตามประกาศของประธาน กสทช. เนื่องจากไม่มีการอภิปรายและพิจารณาถึงคุณสมบัติ ความสามารถ และความเหมาะสมของบุคคล รวมถึงไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การคัดเลือกและผลคะแนนการคัดเลือกของบุคคลที่ชัดเจน เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ได้มีหนังสือ ที่ สทช 1002/164 ลงวันที่ 26 ก.ค.2566 ถึงประธาน กสทช. มีสาระสำคัญว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 เห็นควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ และทำการเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมเสนอให้มีการบรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ซึ่งประธาน กสทช. พิจารณาแล้วมีหนังสือ ที่ สทช. 1001/66 ลงวันที่ 7 ส.ค.2566 แจ้งว่า ไม่สามารถอนุมัติให้นำเอกสาร เรื่อง การพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. บรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้
ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและในการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ด้วย แต่ก็ไม่ได้รับการสนองตอบจาก ประธาน กสทช. แต่อย่างใด
สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามประกาศประธาน กสทช. เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ลงวันที่ 17 มี.ค.2566 ในการดำเนินกระบวนการเลือกเลขาธิการ กสทช. ที่กำหนดให้ประธาน กสทช. เป็นผู้คัดเลือกผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก โดยการประเมินจากเอกสารประกอบการสมัคร การแสดงวิสัยทัศน์ คลิปวีดีโอ และการสัมภาษณ์
แล้วเสนอชื่อผู้ที่ประธาน กสทช. เห็นควรได้รับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป อันแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจเด็ดขาดแต่ผู้เดียวของประธาน กสทช. ในการดำเนินกระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.
อันไม่เป็นไปเจตนารมณ์ของมาตรา 61 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
@‘4 กสทช.’ลงมติไม่เห็นชอบแต่งตั้ง‘เลขาธิการ’ไม่ขัดกม.
อีกทั้ง ระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555 ข้อ 4 กำหนดว่า ในระเบียบนี้ “ประธาน” หมายความว่า ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และให้หมายรวมถึงประธานในที่ประชุม แล้วแต่กรณี.....
จากข้อกำหนดดังกล่าว เห็นได้ว่า ในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) มีการกำหนดระเบียบวาระการประชุม ดังนี้ (1) เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม (2) รับรองรายงานการประชุม (3) เรื่องเสนอเพื่อทราบ (4) เรื่องที่ค้างพิจารณา (5) เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา (6) เรื่องอื่นๆ
และการบรรจุวาระการประชุมเป็นอำนาจของประธานเท่านั้น โดยในกรณีที่ประธานเห็นว่า เรื่องใดเป็นเรื่องเร่งด่วนและต้องการประชุมเป็นวาระจร ประธานก็สามารถให้ฝ่ายเลขานุการที่ประชุมบรรจุเป็นวาระได้ แต่จะต้องจัดไว้ในวาระเรื่องอื่นๆ
และในกรณีที่ประธานเห็นว่าเรื่องในวาระจรที่ให้บรรจุเป็นวาระนั้น หรือเรื่องในวาระใดเป็นเรื่องสำคัญ จะให้สลับวาระจรนั้นขึ้นมาพิจารณาก่อน หรือจะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมก็ได้ ซึ่งในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1
ก่อนที่จะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ได้ยกประเด็นเรื่องกระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ไม่เป็นไปตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ขึ้นมาในที่ประชุม
ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาในที่ประชุม เพื่อให้ได้ข้อยุติ ก่อนการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล เนื่องจากหากกระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ไม่เป็นไปตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่มีการยกขึ้นมาว่ากล่าวกันแล้ว
แม้จะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ไป ผลการพิจารณาดังกล่าวก็อาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกเพิกถอนในภายหลัง อันจะก่อปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนตามมาได้
ฉะนั้น สิ่งที่ประธานควรต้องดำเนินการเมื่อมีกรณีเช่นนี้ คือ การบรรจุวาระเพื่อพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในวาระเรื่องอื่นๆ เป็นวาระจร และเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน
โดยสลับวาระเรื่องนี้ ให้เป็นวาระเพื่อพิจารณาก่อนวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ทั้งนี้ ตามข้อ 18 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ข้อ 19 และข้อ 29 วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555
การที่ประธาน ไม่ดำเนินการบรรจุวาระเพื่อพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นวาระเรื่องอื่นๆ ตามที่กล่าวมา
ย่อมเป็นเหตุให้กรรมการผู้ที่เห็นว่า กระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการไม่พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลในวาระเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลนั้นได้
ฉะนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 มิได้ดำเนินการพิจารณาให้ความเห็นชอบตัวบุคคล คือ ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) แต่กลับไปพิจารณาถึงกระบวนการสรรหา จึงไม่เป็นการพิจารณาและลงมติที่ขัด หรือไม่เป็นไปตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
หรือขัด หรือไม่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555 ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง
นอกจากนี้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา ย่อมมีความหมายชัดแจ้งในตัวอยู่แล้วว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ปฏิเสธการที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล คือ ผู้ฟ้องคดี
กล่าวคือ ยังไม่ดำเนินการพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และมีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ หรือไม่ ต่อเมื่อมีการดำเนินกระบวนการสรรหาที่ถูกต้องแล้ว จึงจะพิจารณาคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมของบุคคลตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เป็นลำดับต่อไป
กรณีจึงฟังไม่ได้เลยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก ยอมรับว่าผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และมีความเหมาะสม ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประชุม กสทช. เสนอ หากกระบวนการสรรหาชอบด้วยกฎหมาย ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างข้างต้นของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่อาจรับฟังได้
@ยื่นคัดค้าน‘4 กสทช.’ลงมติตั้ง‘เลขาธิการ’ขัดกฎกระทรวงฯ
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) กล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้านการพิจารณาและลงมติของกรรมการ กสทช. จำนวน 4 คน คือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในวาระพิจารณา เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 20/2566 ในวันที่ 12 ต.ค.2566 และการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในโอกาสต่อไป
เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.155/2566 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) ไม่ได้พิจารณาเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาและลงมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. แต่อย่างใด
รวมถึงไม่ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาผู้ฟ้องคดีทราบ คำสั่งทางปกครองตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุม กสทช. ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีขั้นตอนการพิจารณาทางปกครอง ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น
เห็นว่า …การคัดค้านประธานหรือกรรมการในคณะกรรมการ มีการกำหนดวิธีปฏิบัติแยกออกเป็นการคัดค้าน โดยอ้างเหตุตามมาตรา 13 หรือตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และเป็นการคัดค้านประธานกรรมการ หรือคัดค้านกรรมการในคณะกรรมการ ซึ่งขั้นตอนและวิธีการดังกล่าวเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด
กล่าวคือ การคัดค้านว่า ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ใดในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง จะทำการพิจารณาทางปกครองเรื่องใดไม่ได้
โดยอ้างเหตุตามมาตรา 13 ผู้คัดค้านต้องทำคำคัดค้านเป็นหนังสือ โดยระบุข้อคัดค้าน พร้อมด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือนั้นถึงประธานกรรมการ เมื่อประธานกรรมการได้รับคำคัดค้าน ประธานกรรมการต้องเรียกประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาเหตุคัดค้าน
แต่ถ้าเป็นการคัดค้านกรรมการในคณะกรรมการ โดยอ้างเหตุตามมาตรา 16 ผู้คัดค้านต้องทำคำคัดค้านเป็นหนังสือ โดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือนั้นถึงผู้ถูกคัดค้าน
เนื่องจากกรณีการคัดค้านกรรมการในคณะกรรมการ โดยอ้างเหตุตามมาตรา 16 มีขั้นตอนที่สำคัญ คือ ต้องให้กรรมการผู้ถูกคัดค้านพิจารณาคำคัดค้านก่อนว่า มีความเห็นต่อคำคัดค้านอย่างไร ถ้ากรรมการผู้ที่ถูกคัดค้านเห็นว่า ตนไม่มีเหตุตามที่ถูกคัดค้าน กรรมการผู้ที่ถูกคัดค้านจะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ประธานกรรมการทราบเพื่อเรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเหตุคัดค้าน นั้น
ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2566 ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ได้รับทราบว่า ประธาน กสทช. ได้กำหนดให้มีการประชุม กสทช. ครั้งที่ 20/2566 ในวันที่ 12 ต.ค.2566 โดยมีวาระพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.
ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือ ที่ สทช 2000/108 ลงวันที่ 9 ต.ค.2566 เรื่อง ขอคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาและลงมติของ กสทช. จำนวน 4 คน ในวาระพิจารณา เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ถึงประธาน กสทช.
โดยขอความอนุเคราะห์พิจารณาให้ความเป็นธรรม กรณีที่ประธาน กสทช. จะเสนอชื่อผู้ฟ้องคดี เพื่อขอความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามนัยมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
โดยผู้ฟ้องคดีขออนุญาตคัดค้านการพิจารณา และลงมติของกรรมการ กสทช. จำนวน 4 คน คือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 วาระพิจารณา เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในการประชุม กสทช.ครั้งที่ 20/2566 วันที่ 12 ต.ค.2566 และการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในโอกาสต่อไป
เนื่องจากผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.155/2566 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
มูลเหตุสืบเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) ในการประชุมครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก ได้ลงมติเห็นชอบให้มีการเปลี่ยนตัวรองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.
และให้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) จากกรณีเกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการคัดค้านกรรมการ ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 ตามนัยมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ในฐานะผู้คัดค้าน ต้องทำคำคัดค้านเป็นหนังสือ โดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือนั้นถึงกรรมการผู้ถูกคัดค้าน
การที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ทำคำคัดค้านดังกล่าว ที่แม้จะระบุว่า เรื่อง ขอคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาและลงมติของ กสทช. จำนวน 4 คน ในวาระพิจารณา เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. แต่ผู้ฟ้องคดี ทำหนังสือดังกล่าวถึงประธาน กสทช. ขอความอนุเคราะห์พิจารณาให้ความเป็นธรรม
โดยผู้ฟ้องคดีขออนุญาตคัดค้านการพิจารณาและลงมติของกรรมการ กสทช. จำนวน 4 คน จึงเป็นการยืนคำร้องคัดค้านกรรมการที่ทำถึงประธานกรรมการเพื่อขอความเป็นธรรม โดยขออนุญาตคัดค้านการพิจารณาและลงมติของกรรมการ กสทช. จำนวน 4 คน ซึ่งไม่แน่ว่าประธานกรรมการจะไซ้ดลพินิจอนุญาตหรือไม่ อย่างไร
กรณีจึงเห็นว่า การยื่นคำคัดค้านกรรมการในคณะกรรมการของผู้ฟ้องคดี ไม่เป็นไปตามที่ข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2542) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กำหนด
อีกทั้งแม้จะรับฟังว่า เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นเรื่องคัดค้านดังกล่าวต่อประธาน กสทช. แล้ว ประธาน กสทช.อาจใช้ดุลพินิจในการส่งเรื่องคัดค้านนั้นให้กรรมการผู้ที่ถูกคัดค้านได้ก็ตาม แต่กรณีนี้เห็นได้ว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) เป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาทางปกครองตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
ซึ่งต้องทำการพิจารณาทางปกครองในรูปของคณะกรรมการ ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในฐานะกรรมการในผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้
และโดยที่มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติให้บทบัญญัติมาตรา 13 ถึงมาตรา 16 ไม่ให้นำมาใช้บังคับกับกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะหรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยไม่มีทางแก้ไขได้ หรือไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนผู้นั้นได้
ฉะนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. จึงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แม้จะปรากฎเหตุมีสภาพร้ายแรง อันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) ไม่ได้พิจารณาเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) คัดค้านการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาและลงมติของกรรมการ กสทช. 4 คน รวมถึงไม่ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีทราบ
จึงไม่มีผลทำให้การพิจารณาและมีมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กรรมการ กสทช. ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 เป็นการพิจารณาทางปกครอง ที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด
@‘กสทช.’ไม่รับอุทธรณ์‘ไม่เป็นการกระทำ’ที่ไม่ชอบด้วยกม.
สำหรับที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) กล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.25 มีมติไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น
เห็นว่า…ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ประธาน กสทช. ได้มีหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/19847 ลงวันที่ 15 พ.ค.2567 แจ้งผลการพิจารณารายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ พร้อมแจ้งว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย ให้อุทธรณ์ต่อประธาน กสทช. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้
ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ สทช 2000/80 ลงวันที่ 23 พ.ค.2567 หนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ สทช 2000/95 ลงวันที่ 12 มิ.ย.2567 และหนังสือ ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ สทช 2000/111 ลงวันที่ 17 ก.ค.2567 อุทธรณ์ผลการพิจารณาตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมประกอบคำอุทธรณ์ และจัดส่งข้อมูลข่าวสารแถบบันทึกข้อมูลเสียงประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ ตามลำดับ ต่อประธาน กสทช.
จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.25 เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1
ที่ประชุมเสียงข้างมาก ได้แก่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 มีมติไม่รับอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ ตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยให้แจ้งผู้ฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิโต้แย้งต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนั้น
ประธาน กสทช. ได้มีหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/29840 ลงวันที่ 24 ก.ค.2567 แจ้งมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองให้ผู้ฟ้องคดีทราบ พร้อมแจ้งว่าหากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาดังกล่าว ให้ใช้สิทธิโต้แย้งต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
เห็นว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กสทช.) ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 ที่ไม่เห็นชอบบุคคล (ผู้ฟ้องคดี) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เป็นเพียงขั้นตอนภายในของฝ่ายปกครอง เป็นการพิจารณาทางปกครอง มิใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
การที่ประธาน กสทช. ระบุในหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/15843 ลงวันที่ 15 พ.ค.2567 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณารายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. โดยแจ้งผู้ฟ้องคดีด้วยว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมติ ที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 ให้อุทธรณ์ต่อประธาน กสทช. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้
จึงเป็นการแจ้งผลการพิจารณาทางปกครอง โดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดรองรับ การแจ้งดังกล่าว จึงมิได้ก่อให้เกิดสิทธิอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองแก่ผู้ฟ้องคดี และมิได้ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่จะต้องพิจารณายุทธรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด
ฉะนั้น การที่มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2567 ระเบียบวาระที่ 4.25 มีมติไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงไม่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเช่นเดียวกัน
@ยกฟ้อง‘กสทช.-4 กก.’ไม่ลงมติตั้ง‘ไตรรัตน์’เป็นเลขาฯ
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคล (ผู้ฟ้องคดี ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา
และในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.25 มีมติไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ไม่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 จึงไม่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยผิดหรือขัดหรือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และไม่เป็นกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี โดยไม่จำต้องพิจารณาองค์ประกอบของการกระทำละเมิดอื่นต่อไป ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำฟ้องให้แก่ผู้ฟ้องคดี
สำหรับข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีและข้อโต้แย้งอื่นของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษายกฟ้อง
อนึ่ง ในการยื่นคดีนี้ นายไตรรัตน์ ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ในส่วนของเงินเดือนที่ผู้ฟ้องคดีต้องเสียไป หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นเงินจำนวน 3,722,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี
2.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีในส่วนของเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ที่ผู้ฟ้องคดีต้องเสียไปหากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี
3.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ในฐานะส่วนตัว ชดใช้ค่าค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงินจำนวนคนละ 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี
4.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนผู้ฟ้องคดี
อ่านประกอบ :
- คำพิพากษาศาลปค.(1) ยกฟ้อง'กสทช.'ตีตกตั้ง'เลขาธิการ'-'ไม่เห็นด้วยกระบวนการสรรหามีเหตุผล'
- ย้อน 6 คดีพิพาท'ปธ.กสทช.-4 กก.-ไตรรัตน์'ฟ้องนัว 3 ศาล ปมตั้งเลขาฯ-เปลี่ยนรักษาการ-สอบวินัย
- มติมีเหตุผล-ไม่เป็นการละเมิด! ศาลปค.ยกฟ้องคดี‘กสทช.’ไม่แต่งตั้ง‘ไตรรัตน์’นั่งเลขาธิการฯ
- ‘ไตรรัตน์’นั่งรักษาการฯ 5 ปีแล้ว! ‘ธนพันธุ์’ทวง‘ปธ.กสทช.’บรรจุวาระสรรหา‘เลขาธิการ’คนใหม่
- ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘ศาลปค.’ชี้‘ปธ.กสทช.’ประกาศสรรหา‘เลขาธิการ’ขัด‘กม.-หลักธรรมภิบาล’
- ออก'ประกาศรับสมัครฯ'ไม่ชอบ! 'ศาลปค.'เพิกถอนคำสั่ง'ประธาน กสทช.'แจ้งผลคัดเลือก'เลขาธิการ'
- ฉบับเต็ม! ยกฟ้อง‘4 กสทช.’ คดีลงมติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ‘ไตรรัตน์’นั่งเก้าอี้‘เลขาธิการ’
- ‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ยกฟ้อง‘4 กสทช.’ ลงมติไม่เห็นชอบ‘ไตรรัตน์’นั่งเก้าอี้‘เลขาธิการ’คนใหม่
- จับตา'บอร์ด กสทช.'ตั้ง'รักษาการเลขาฯ'-ถกปม'ไตรรัตน์'เซ็นต่ออายุปฏิบัติงาน'สุทธิศักดิ์'
- 'ตุลาการผู้แถลงคดี'ชี้'สรณ'ละเลยหน้าที่ เมิน'มติ กสทช.'เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’-สอบวินัย
- ความเห็นแย้งคดีฟ้อง‘4 กสทช.'! 'ผู้พิพากษา'ชี้พฤติการณ์‘ไม่โปร่งใส’มุ่งปลด‘รักษาการเลขาฯ’
- ฉบับเต็ม! ยกฟ้อง‘4 กสทช.’ ตั้งกก.สอบ‘ไตรรัตน์’-เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’ชอบด้วยกม.-ไม่เร่งรัด
- สรุปคำพิพากษา! ยกฟ้อง 4 กสทช.คดี ‘ไตรรัตน์’ เสียงแตก1:1 ยกประโยชน์ให้จำเลย
- ยกฟ้อง! 4 กสทช. คดี ‘ไตรรัตน์’ กล่าวหาลงมติปลดพ้นเก้าอี้มิชอบ-พ.1 ราย เห็นแย้งว่าผิด
- ‘ศาลคดีทุจริตฯ’นัดชี้ชะตาคดี‘ไตรรัตน์’ฟ้อง‘4 กสทช.’เด้งพ้น‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ 8 เม.ย.
- 'พิรงรอง เอฟเฟกต์': สะท้อนปัญหาวงการสื่อ: เสรีภาพ ทุนผูกขาด และอนาคต กสทช.
- สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ : อะไรคือผลกระทบระยะยาว จากคดีพิรงรอง ?
- ชำแหละคดี 'ทรูไอดี' ฟ้อง กสทช. 'พิรงรอง' โทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เหมาะสมหรือไม่?
- พิรงรอง รามสูต: ทีวีไทยต้องไปต่อ ทำหน้าที่เป็นกลาง เชื่อถือได้-เชื่อมโยงสังคม
- วิเคราะห์คำพิพากษาคดี ‘พิรงรอง’ ใช้เหตุผล-ตรรกะขัดแย้งกันเอง?
- ‘สำนักงาน กสทช.’แถลงการณ์ปกป้องสิทธิฯ‘พนง.’ถูกอ้าง‘ชื่อ-รูปถ่าย’โดยมิชอบ โยงคดี‘พิรงรอง’
- ‘ภาคปชช.’ชี้คดี‘พิรงรอง’สะเทือนกระบวนการ‘ยุติธรรม’-จับตา‘กสทช.’ส่อถูก‘กลุ่มทุน’แทรกแซง
- 'พิรงรอง Effect' : กฎหมาย กสทช.ล้าหลัง ไม่ตอบโจทย์-ไร้อำนาจคุม OTT
- วารสารฯ มธ.-นิเทศฯ ม.อ.ปัตตานี แถลงการณ์ ‘พิรงรอง’ การพิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะคือสิ่งสำคัญ
- วงเสวนานิเทศจุฬาฯชี้ 'พิรงรอง Effect' กระทบการกำกับดูแลในอนาคต เหตุ จนท.เสี่ยงถูกฟ้อง
- นิเทศจุฬาฯ โชว์จุดยืนสนับสนุน 'พิรงรอง' จัดเสวนาด่วน Effect ทิศทางคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ
- เปิดใจ พิรงรอง ก่อนโดนคุก 2 ปี
- ฉบับเต็ม! คำพิพากษาคุก 2 ปี ‘พิรงรอง’ อ้าง 'ตลบหลัง-ล้มยักษ์' พูดหลังประชุมแค่เปรียบเปรย
- ‘ศาลคดีทุจริตฯ’นัดฟังคำพิพากษาคดี‘ทรู ดิจิทัลฯ’ฟ้อง‘กก.กสทช.’ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 6 ก.พ.
- ‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ยกคำร้อง‘ทรู ดิจิทัล’ ขอสั่ง‘พิรงรอง’หยุดปฏิบัติหน้าที่‘กสทช.’
- อาจเข้าข่ายฟ้องปิดปาก! ‘สภาผู้บริโภค’ออกแถลงการณ์จี้‘ทรู ดิจิทัล’ถอนฟ้อง‘กรรมการ กสทช.’
- ‘ไตรรัตน์’ฟ้อง'4 กสทช.-พวก’ ปมสอบค่าซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก-เปลี่ยน‘รักษาการเลขาธิการฯ’มิชอบ
- เปิดสรรหาฯใหม่! บอร์ดมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นชอบตั้ง‘ไตรรัตน์’นั่งเก้าอี้‘เลขาธิการ กสทช.’
- จับตาถกบอร์ด กสทช.เคาะชื่อ‘เลขาธิการฯ’คนใหม่ ส่อวุ่น-พบชงหนังสือ‘ไตรรัตน์’ค้าน 4 กก.โหวต
- บรรจุเป็นวาระพิเศษ! ‘ประธาน กสทช.’นัด‘กรรมการ’ถกแต่งตั้ง‘เลขาธิการฯ’คนใหม่ 17 ม.ค.นี้
- ไม่ได้ขัดแย้งส่วนตัว! 4 กสทช. แถลงร่วมยก 6 พฤติกรรม‘ปธ.’ทำภารกิจบอร์ดฯติดขัด-งานไม่เดิน
- ได้ข้อมูล‘ทรู’ฝ่ายเดียว! ‘บอร์ด กสทช.’ยังไม่สรุปค่าบริการมือถือลด 12% หลังควบ TRUE-DTAC
- ‘ภูมิศิษฐ์’ร้อง‘ปธ.วุฒิ’ตรวจสอบคุณสมบัติ‘ประธาน กสทช.’-‘โฆษกฯ’ชี้แจงไม่มีลักษณะต้องห้าม
- ศาลฯรับไต่สวนมูลฟ้อง คดี‘ไตรรัตน์’ฟ้อง‘4 กสทช.-พวก’ ปมตั้งกก.สอบ-เปลี่ยนตัวรักษาการเลขาฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา