
‘กนง.’ มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว เกาะติดความเสี่ยง ‘เงินเฟ้อ’ พร้อมปรับคาดการณ์ ‘จีดีพี’ ปี 69 โต 2.3% ส่วน ‘เงินเฟ้อทั่วไป’ เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 2.8%
...............................................
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (7-0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดว่าจะลดลงหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย สำหรับสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง
เศรษฐกิจไทยปี 2569 และ 2570 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 และ 1.8 ตามลำดับ โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดย SMEs ปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม เฉลี่ยที่ร้อยละ 2.8 และ 1.4 ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและผลของฐานสูงในปีก่อน
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 1.4 ตามลำดับ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้สถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมทรงตัว สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง
สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป


@‘เศรษฐกิจไทย’ขยายตัวดีกว่าคาด-‘จีดีพี’ปีนี้โต 2.3%
นายดอน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ แต่ในภาพรวมแล้วยังขยายตัวในระดับต่ำ โดยสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีกว่าที่คาด มาจากปัจจัยวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่เร่งตัวขึ้นค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าจะไปได้ต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2 ปี และผลของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ผลกระทบของสงครามที่น้อยกว่าที่คาดไว้ สะท้อนจากราคาน้ำมันที่ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นตามที่คาดไว้ และการปรับตัวของภาคเอกชนทำได้ดีมาก
“ในภาพรวม ถ้าไม่รวมมาตรการของภาครัฐ จีดีพีจะขยายตัวที่ 1.8% ในปีนี้ และขยายตัว 2.1% ในปีหน้า แต่พอมีผลของมาตรการภาครัฐเพิ่มเข้ามา จีดีพีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ในปีนี้ กลายเป็น 2.3% ในปีนี้ ส่วนในปีหน้า ด้วยผลของฐาน เมื่อแรงกระตุ้นหมดไป เศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาอยู่ที่ 1.8% ซึ่งโดยสรุปแล้ว กรรมการฯค่อนข้าง Positive เศรษฐกิจ และตัวเลขประมาณการอันนี้ ตอนนี้น่าจะอยู่สูงสุดของตลาดแล้ว” นายดอน กล่าว

นายดอน ขยายความว่า ในปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยยังคงได้รับแรงส่งต่อเนื่อง จากการวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายลงทุนของ US Hyperscaler ที่มีการลงทุนด้านไฮเทคต่างๆ ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยที่ขยายตัวดังกล่าว จะกระจุกตัวกลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่การส่งออกสินค้าในกลุ่มที่ไม่ใช่เทคโนโลยี ค่อนข้าง Flat คือ ไม่ได้ดีมาก
ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวนั้น ยังสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนด้านดิจิทัลในประเทศไทย สะท้อนจากมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ซึ่งมีมูลค่าการส่งเสริมการลงทุนฯในด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่า การส่งออกในปี 2569 จะขยายตัวที่ 14% และปี 2570 จะขยายตัวที่ 4.6% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในปี 2569 จะขยายตัวที่ 6% และปี 2570 ขยายตัวที่ 3.6%

นายดอน กล่าวต่อว่า ในส่วนสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นนั้น ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะปุ๋ยที่ราคาปรับลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับในช่วงก่อนเกิดสงครา เช่นเดียวกับน้ำมันดิบดูไบ ก๊าซ LNG และแนฟทา ที่ราคาปรับตัวลดลง แต่ราคายังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ทั้งนี้ ผลจากสถานการณ์สงครามที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้ ธปท.ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2569 เหลือเฉลี่ย 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากเดิมเฉลี่ย 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และในปี 2570 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
“โอกาสที่ราคาน้ำมันจะกลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนสงคราม อาจจะยังมีไม่เยอะมาก เพราะในระยะต่อไป จะต้องมีการเร่งซื้อเพื่อชดเชยเรื่องสำรองน้ำมันที่หมดไป รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันบางส่วนถูกทำลายไปด้วย อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่เรามองไว้นั้น อาจสูงไปบ้าง เมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบัน แปลว่า มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะต่ำกว่าที่เราทำสมมติฐานไว้ และอาจทำให้ประมาณการเงินเฟ้อและเศรษฐกิจดีขึ้นได้
แต่ ณ ขณะนี้ เราของคงสมมติฐานราคาน้ำมันไว้ในระดับนี้ก่อน เพราะจริงๆแล้ว สถานการณ์ก็ยังไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์มีแนวโน้มปรับดีขึ้น เพราะสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนยังมีสูง และเราก็ไม่ทราบว่าผลการเจรจาสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร ในขณะที่ MOU ก็มีอายุ 60 วัน” นายดอน กล่าว
นายดอน กล่าวว่า ในด้านการปรับตัวของผู้ประกอบการในช่วงสงครามนั้น เราเห็นผู้ประกอบการปรับตัวได้ค่อนข้างดีและดีเกินคาด อย่างไรก็ดี ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าธุรกิจขนาดเล็กและ SMEs โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังมีปัญหาสภาพคล่องตึงตัว ส่วนการส่งผ่านด้านราคานั้น จะเห็นภาพคล้ายๆกัน คือ การส่งผ่านราคาไปได้ยาก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ ยกเว้นคนที่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งยังส่งผ่านราคาได้ค่อนข้างดี

ส่วนการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ธปท.ก็มองว่า การบริโภคในระยะต่อไปยังคงถูกกดดันจากรายได้ครัวเรือนที่ชะลอลง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 อาจจะยังไม่เห็นการบริโภคที่ชะลอรุนแรงมากนัก เนื่องจากมีมาตรการของภาครัฐเข้ามาสนับสนุนในช่วงปลายไตรมาส 2/2569 และต้นไตรมาส 3/2569
ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่า การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 จะขยายตัวที่ 2.6% และปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.4%

@แนวโน้ม‘เงินเฟ้อ’ใกล้เคียงเดิม-บางเดือนอาจได้เห็น 4%
นายดอน กล่าวว่า ด้านเงินเฟ้อ ในภาพรวมมีแนวโน้มใกล้เคียงกับประมาณการเดิม โดยเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นชั่วคราวในช่วงไตรมาส 2/2569 ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 ทั้งนี้ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 2/2569 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับเฉลี่ย 3% และในระยะต่อไปจะยังเห็นราคาสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ จากนั้นแรงผลักดันราคาที่มาจากราคาพลังงานจะลดลง อย่างไรก็ดี ผลจากเอลนีโญ จะทำให้ราคาอาหารสดเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะไตรมาส 4/2569
“เนื่องจากราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมามีการปรับลดลงพอสมควร ตัวอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เราก็ปรับลดลงเล็กน้อย จาก 2.9% ในรอบที่แล้ว ลงมาเหลือ 2.8% และในปีหน้าก็จะลดจาก 1.5% ลงมาเหลือ 1.4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจาก 1.6% เหลือ 1.5% ในปีนี้ และลดลงจาก 1.5% เหลือ 1.4% ในปีหน้า ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย.2569 เราน่าจะเห็นเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่เลข 3% และตั้งแต่เดือน ส.ค.เป็นต้นไปน่าจะเห็นเลข 4% ซึ่งเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 0.1-0.2% มีที่มาจากมาตรการของภาครัฐ” นายดอน กล่าว
ส่วนกระบวนการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการนั้น ยังใกล้เคียงกับเคยประเมินไว้ และในแง่การกระจายตัวของราคาสินค้าที่ปรับขึ้น ก็ยังเป็นไปตามที่เรามองไว้เช่นกัน จึงไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจ ขณะเดียวกัน ธปท.ประเมินว่า ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงค้างนานมีจำกัด เพราะแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะขึ้นชัน แต่ก็ลงแรงเช่นกัน อีกทั้งประเทศไทยไม่มีประเด็นว่า เงินเฟ้อภาคบริการไม่ยอมลงเหมือนในต่างประเทศ เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยจะไปกับเรื่องสินค้ามากกว่า
“เครื่องชี้ที่เราติดตามอีกตัว คือ เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลาง จะเห็นว่า ตอนนี้ก็ลงมาตามราคาน้ำมัน และสิ่งที่กรรมการฯให้ความสนใจและติดตามใกล้ชิดมากกว่า คือ เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งจะเห็นว่ามีการขยับขึ้นเล็กน้อย แต่โดยรวมก็ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเงินเฟ้อจะดูไม่น่ากังวล แต่ก็ไม่สามารถตัดความเสี่ยงตรงนี้ทิ้งไปได้ โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ การส่งผ่านต้นทุน และเอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าคาด เพราะฉะนั้น ต้องบอกว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นอะไรที่ยังละเลยไม่ได้” นายดอน กล่าว




นายดอน กล่าวว่า ในด้านสถาบันการเงินนั้น สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และยังต้องติดตามติดตามคุณภาพสินเชื่อของ SMEs และกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ แม้ว่าสินเชื่อรวมจะมีการขยายตัว แต่เป็นการขยายตัวในระดับต่ำมาก และการที่สินเชื่อขยายตัว หลักๆมาจากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อ SMEs ยังคงติดลบอย่างต่อเนื่อง และ NPLs สินเชื่อ SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สำหรับในเรื่องค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ โดยข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 11.00 น. ของวันนี้ (24 มิ.ย.) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 5.7% นับจากต้นปี แต่ไม่ได้อ่อนค่านำภูมิภาค โดยค่าเงินของเกาหลีใต้และอินโดนีเซียอ่อนค่ามากกว่า
“ในช่วงหลัง โดยเฉพาะ 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ซึ่งเป็นมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่เฟดเริ่มมีท่าที Hawkish กว่าคาด บอกว่าจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยแล้ว ซึ่งการที่ประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ก็จะมีประเด็นมากกว่าคนอื่น และในช่วง 2-3 วันนี้ เรามีประเด็นเพิ่มเติม และเป็นประเด็นชั่วคราว คือ มี Flow ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นค่อนข้างใหญ่ แต่เป็นครั้งเดียว แล้ว Flow นั้น ไปดันให้ค่าเงินบาทผ่าน technical level ที่มีคนเฝ้าจับตามอง ก็เลยมาเทขายด้วย
แต่ต้องบอกว่า ธปท. ติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทใกล้ชิด และเราพยายามเข้าไปดูแล ถ้ามีความผันผวนเกินควร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีการเข้าไปดูแลบ้าง แต่ถ้ามองในระยะถัดไป เราไม่ได้เป็นห่วงมาก เพราะการเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้าย ก็ยังเป็นปกติ สำหรับตลาดหุ้นที่มี Flow ขนาดใหญ่ไหลออกนั้น ถ้าไม่นับอันนั้น โดยรวมแล้ว เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก และตลาดบอนด์ก็ยังเป็นบวกเช่นกัน” นายดอน กล่าว

ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปี 2569 จะอยู่ในภาวะสมดุล และมีความเสี่ยงที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะติดลบได้ แต่ไม่มาก เทียบกับปี 2568 ที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3% ของจีดีพี หรือเกินดุลฯ 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในปี 2570 คาดว่าไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อถามว่า ในการประเมินล่าสุด เงินเฟ้อโดยเฉลี่ยยังอยู่ในกรอบฯแล้ว แสดงว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีนี้ ไม่น่าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นเหมือนในต่างประเทศใช่หรือไม่ นายดอน กล่าวว่า “ในรอบนี้ มันเป็นซัพพลายช็อก ส่วนในต่างประเทศ ถ้าตามหลักการ ก็เป็นซัพพลายช็อกเหมือนกัน ก็ควรจะหยุดเหมือนกัน แต่พอไปดูเชิงลึก ในต่างประเทศ เศรษฐกิจเขาขยายตัวดีกว่าเรา เขามีส่วนที่เป็นดีมานด์มาผสมและถ้าไปดูคาดการณ์เงินเฟ้อของเขา ทุกประเทศที่ขึ้นหรือมีแนวโน้มที่จะขึ้น เงินเฟ้อขึ้นชั่วคราวก็จริง และปีหน้าจะลงมา แต่ประเทศเกือบทั้งหมดเลย เงินเฟ้อคาดการณ์ปีหน้ายังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ ในขณะที่ของเรายังอยู่ในกรอบเป้าหมายทั้งปีนี้และปีหน้า”
เมื่อถามย้ำว่า มีแรงกดดันที่ไทยต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อ ณ ขณะนี้ เรามองว่าทิศทางเงินเฟ้ออยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยขณะนี้ แต่ต้องออกตัวว่า ในช่วงที่เหลือ ถ้าประมาณการเงินเฟ้อผิดพลาด หรือมีการพุ่งขึ้นเยอะๆ เราก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ถ้าจำเป็นต้องขึ้น เราก็ต้องขึ้น”
อ่านประกอบ :
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% มองจีดีพีปี 69 โต 1.5%-เงินเฟ้อทั่วไปพุ่ง 2.9%
หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว-บรรเทาภาระหนี้! ‘กนง.’มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดบ.นโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1%
มติเอกฉันท์! กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25%-ปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแค่ 1.5%
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ‘กก.ส่วนใหญ่’ให้ความสำคัญกับ‘จังหวะเวลา’
‘ภาษีสหรัฐฯ’ซ้ำเติม-เงินเฟ้อต่ำ! กนง.มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.5%
‘ส่งออก’ส่อหดตัวแรง! ‘ธปท.’ชี้‘ภาษีทรัมป์’ทุบเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อย 1 ปีครึ่ง
มติ 6 ต่อ 1! 'กนง.'คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% คาดเศรษฐกิจ 68 โต 2.3%-ปีหน้าเหลือ 1.7%
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.75%-'เทรดวอร์'ส่อฉุดGDPปี 68 เหลือ 1.3-2%
เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ประเมิน! กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2%
มติเอกฉันท์! 'กนง.'คงดอกเบี้ย 2.25% มอง GDP ปีหน้า 2.9%-จับตาเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง
บรรเทาภาระหนี้! กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25%-คาด GDP ปี 67 โต 2.7%
‘ผู้ว่าฯธปท.’เผย‘กนง.’กังวลสภาวะการเงิน‘ตึงตัว’ ย้ำ 3 เงื่อนไขปรับดบ.-ปัดตอบลดค่าฟี FIDF
มติ 6 ต่อ 1! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ชี้สอดคล้องการขยายตัวศก.-กังวล‘หนี้ครัวเรือน’สูง
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! 'บอร์ด กนง.' เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5%-มอง GDP ปี 67 โต 2.6%
'นายกฯ'เรียกร้อง'ธปท.'นัดประชุม'กนง.'ก่อนกำหนด ถกลด'ดอกเบี้ย'หลังมีข้อมูลใหม่'สภาพัฒน์'
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปี 67 โตไม่เกิน 3%
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 2.4%
3 กรรมการ'กนง.'ฝั่ง'แบงก์ชาติ' มองทิศทาง'ดอกเบี้ยนโยบาย' ท่ามกลาง'ปัจจัยเสี่ยง-แรงกดดัน'
เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น! กนง.มีมติเอกฉันท์ขึ้นดบ. 0.25% สู่ระดับ2.5%-มองGDPปีนี้โต 2.8%
สู่ระดับ 2.25%! 'กนง.'มีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%-มอง'เงินเฟ้อ'มีความเสี่ยงด้านสูง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา