
‘แบงก์ชาติ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย’ สกัด ‘เงินเฟ้อ’ ชี้ไทยรอได้นานกว่าคนอื่น เหตุเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบฯมานาน ประเมิน ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีปี 69 โตอีก 0.6% กระตุกเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ‘เล็กน้อย’
...........................................
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2569 โดยระบุตอนหนึ่งว่า สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่เกิดขึ้น ซึ่งลากยาวมาจนถึงปัจจุบันและยังไม่มีแนวโน้มที่จะจบลงในเร็ววันนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในแง่การขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในปี 2569
“ในมิติการขยายตัวของเศรษฐกิจ ถ้าไม่เกิดสงคราม เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 2.3% สูงกว่า 1.5% ที่อยู่ในรายงานนโยบายการเงินฉบับสุดท้ายของปีที่แล้วค่อนข้างเยอะ แต่พอเกิดสงคราม เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงผ่านการกระทบทั้งอุปสงค์ในประเทศและการท่องเที่ยว ทำให้ในรายงานนโยบายการเงินฉบับล่าสุด มีการปรับลดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจลงมาที่ 1.5% แต่ถ้าดูรายงาน 2 ฉบับ อาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะจะเห็นตัวเลข 1.5% ซ้ำกัน
ส่วนมิติที่สอง เรื่องเงินเฟ้อ เงินเฟ้อจากที่ติดลบในช่วง 2-3 เดือนแรกของปีนี้ เงินเฟ้อล่าสุดที่ออกมาแล้วอยู่ที่ 2% ปลายๆ และมีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ เรามองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ 4-5% เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง โจทย์ของนโยบายการเงินในการประชุม กนง. ครั้งที่ 2 จึงเปลี่ยนไปจากที่พะวงว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในด้านขาต่ำ โจทย์ก็เปลี่ยนมาเป็นเงินเฟ้อกลับมาเป็นขาสูง ในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ทีนี้เมื่อเงินเฟ้อขาสูง กรรมการฯก็มองว่า คงจะสูงต่อเนื่องไปสักพัก และที่เราเห็นในเดือน เม.ย.นั้น เป็นจุดเริ่มต้น เราจะยังเห็นเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอีก อย่างไรก็ดี กรรมการมองว่าเงินเฟ้อตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งชั่วคราว ในปีหน้านั้นน่าจะเห็นการปรับลดลงเร็ว เพราะฉะนั้นในการประชุมครั้งล่าสุด กรรมการก็มองข้ามเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นในเดือน เม.ย.ไปก่อน และก็หวังว่าไม่เกิน 1 ปี แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยุติลงเมื่อไหร่” นายดอน กล่าว
นายดอน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ว่า จะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจพอสมควร แต่ในเรื่องของเงินเฟ้อนั้น จะมีผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ถ้าจะถามว่า เมื่อมีตัวมาตรการนี้ออกมาแล้ว จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ไม่ เพราะกรรมการฯก็เห็นแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนั้นอาจจะคาดไว้น้อยกว่านิดนึงที่ 3 แสนล้านบาท แต่ตัวเลขที่ออกมาจริงๆ 4 แสนล้านบาท ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วจะ 3 แสนล้าน หรือ 4 แสนล้าน ก็ไม่ได้มีนัยยะต่างกันมาก” นายดอน กล่าว
ส่วนกรณีการเกิดภาวะ stagflation นั้น นายดอน กล่าวว่า “ถ้ามองว่าเงินเฟ้อตลอดช่วงประมาณการณ์ เราไม่เห็น stagflation ถ้าเงินเฟ้อขึ้นมาจริงที่ 4-5% ในเทคนิคถือว่ายังไม่เข้าข่าย stagflation เลย ในช่วงที่ผมทำงานที่ ธปท. ซัก 30 ปีที่แล้ว เงินเฟ้อ 5% ของประเทศไทยเรื่องปกติ เพราะฉะนั้น 5% ก็ไม่ได้สูงมาก และในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน จริงๆแล้วน่ากลัวกว่าด้วยซ้ำ เพราะเงินเฟ้อขึ้นไปถึง 7-8% และตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่เหมือนกัน เรามีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนั้น แต่ว่ารอบนี้ กรรมการฯมองว่ายังไม่มีความจำเป็น แต่ต้องติดตามความเสี่ยงของเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด”
นายดอน ย้ำว่า “ณ จุดนี้ เรายืนยันว่าเรายังไม่เห็น stagflation แม้แต่ในกรณีเลวร้ายที่เราทำ คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อไปถึงสิ้นปี ซึ่งจะทำให้ตัวจีดีพีต่ำกว่า 1% และตัวเงินเฟ้อปีนี้จะสูงเกิน 5% ในกรณีนั้น เรายังมองว่าเงินเฟ้อก็จะลดลง และยังไม่ถือว่าเป็น stagflation แต่หากเป็นกรณีเงินเฟ้อ โดยเฉพาะคาดการณ์เงินเฟ้อหลุดลอย ยึดเหนี่ยวไว้ไม่ได้ เงินเฟ้อ 5% แทนที่จะลง แต่ 5% ยังค้างต่อ และขึ้นไป 7% ในปีหน้า อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง
เพราะถ้าถึงกรณีนั้นจริงๆ บทบาทของธนาคารกลางทั่วโลก สิ่งที่เขาทำ ก็คือว่า เขาจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะธนาคารกลางทั่วโลก พอถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างเงินเฟ้อกับการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว เขาจะเลือกเรื่องเงินเฟ้อ ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ สหรัฐฯในช่วงปี 1980 มีการเอาดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปเกือบ 20% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ recession คือ เขายอมแลก ยอมให้เกิด recession เพื่อจะเอาเงินเฟ้อลงมา”
แต่ถ้าเป็น ณ จุดนี้ เรายังมองว่าห่างไกลค่อนข้างเยอะกับจุดนั้น ของเราที่อาจจะต้องระวังมากกว่า คือ หลังจากช็อกนโยบายหมดไปแล้ว ช็อกของพลังงานหมดไปแล้ว จะเห็นได้ว่าในช่วงท้ายของประมาณการ ตัวเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำ ถ้าแต่ว่าอันนี้เดี๋ยวก็ต้องรอรอดูอีกที อันนั้นยังไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้า”
เมื่อถามว่า ในระยะข้างหน้า next move ในเรื่องดอกเบี้ยนโยบายจะอย่างไร ดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นหรือลง นายดอน กล่าวว่า “next move ว่าจะขึ้นหรือลง คงต้องขึ้นอยู่กับ Data ที่จะออกมา แต่ในภาพรวม กนง. มองว่าระดับอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ซึ่งลดลงมาเมื่อตอนต้นปี เป็นระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับตัวของภาวะเศรษฐกิจที่เราเห็นตอนนี้ แม้ว่ากรรมการฯจะให้ความเสี่ยงไปที่เรื่องของเงินเฟ้อ
แต่ว่าในระยะข้างหน้า จริงๆก็มีความเป็นไปได้สูง ที่เราไม่น่าจะเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันนี้มากนัก และเมื่อเทียบกับธนาคารกลางอื่นทั่วโลก ต้องบอกว่าเราอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างเอื้อว่า ไม่ให้เราต้องรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะว่าเรามาจากจุดที่ต่ำ อัตราเงินเฟ้อก่อนหน้านี้เราอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลก เงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเป้าหมายเกือบทั้งนั้น
ฉะนั้น แม้ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มที่ว่า next move จะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สำหรับประเทศไทย ต้องบอกว่าสามารถรอได้นานกว่าคนอื่นค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ดี กรรมการฯก็คงต้องนำข้อมูลในช่วงการประชุมครั้งถัดไปมาดูอีกทีว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่เรามอง ณ ตอนนี้ อย่างมีนัยยะหรือไม่”
ด้าน นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า จากข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 สะท้อนว่าเศรษฐกิจไตรมาสนี้น่าจะขยายตัวสูงกว่าที่ ธปท.คาดไว้ แต่หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นรวดเร็ว มีการหยุดชะงักของการขนส่ง ทั้งการขนส่งสินค้าและการโดยสาร โดยเฉพาะทางอากาศ ซึ่งได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อประเทศไทยที่มีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ จากสถานการณ์สงครามที่มีความไม่แน่นอนสูง ธปท.ได้ทำสมมติฐานเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีฐาน (Base line) และกรณีเลวร้าย ซึ่งตอนนี้ ธปท.มองว่ายังเป็นกรณี Base line คือ การเจรจาได้ข้อยุติเร็ว ,การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักถึงปลายครึ่งปีแรก และราคาน้ำมันสูงค้างในช่วงครึ่งปีแรกก่อนทยอยคลี่คลาย เป็นต้น ในกรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล และปี 2570 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล
“เนื่องจากไทยพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง ดังนั้น ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและวัตถุดิบที่ตึงตัว จึงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของครัวเรือนและต้นทุนของธุรกิจ อีกทั้งยังส่งผลกระทบในเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาน้อยลง” นางปราณี กล่าวและว่า จากการพูดคุยกับภาคธุรกิจ หลังจากเกิดสงครามในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจมีแนวโน้มได้รับผลกระทบชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/2569
“ในเรื่องของการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาเอง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าจะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 20% ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้สะท้อนความสามารถในการส่งผ่านราคาที่ยังจำกัดอยู่” นางปราณี กล่าว



นางปราณี ระบุว่า แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากสงคราม เช่น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 33 ล้านคนในปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะมีจำนวน 35 ล้านคนหรือลดลง 2 ล้านคน และการบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าโดยรวมยังปรับเพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเป็นสำคัญ โดยปี 2569 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวที่ 8.1%
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุนของเอกชนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งในปี 2569 คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 3% แต่ก็ยังต้องติดตามผลบวกของการลงทุนดังกล่าวต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่วนใหญ่ มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศค่อนข้างมาก จึงส่งผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไทยอย่างจำกัด
นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ซึ่งเร็วกว่าที่ ธปท.เคยคาดการณ์ไว้ และทำให้งบประมาณปี 2570 บังคับใช้ได้ตามกรอบเวลาปกติ จะมีผลทำให้การใช้จ่ายภาครัฐไตรมาส 4/2569 เพิ่มขึ้นได้ และทำให้การใช้จ่ายภาครัฐในปี 2569 ขยายตัว 0.5% และปี 2570 ขยายตัว 0.4%



นางปราณี ระบุว่า ในกรณีฐาน ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.5% และปี 2570 ขยายตัวที่ 2% โดยมีแรงส่งจากอุปสงค์ภาคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวสูงกว่ากรณีฐานประมาณ 0.6% หรือทำให้เศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัว 2.1% แต่ในปี 2570 เศรษฐกิจจะปรับตัวลดลง 0.4% หรือขยายตัวที่ 1.6% จากผลของฐานสูง ส่วนผลต่อเงินเฟ้อคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
“ส่วนผลต่อเงินเฟ้อ ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากกรณีฐาน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังเปราะบาง กำลังซื้อยังต่ำ และเรื่องของการแข่งขันที่สูง จะเป็นตัวที่ทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ปรับเร่งขึ้น แม้ว่าจะมีเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม” นางปราณี กล่าว
นางปราณี ระบุด้วยว่า “เราพอทราบเรื่องว่าจะใช้ 2 แสนล้านบาทแรกอย่างไร ส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง เรายังไม่มีรายละเอียด แต่ว่ารู้ว่าเป็นแบ่งเป็น 2 ก้อน ดังนั้น ในตัวประมาณการที่เบื้องต้นคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 0.6% นั้น ก็ได้ take เรื่องการใช้ 2 แสนล้านบาทแรก ในเรื่องมาตรการคนละครึ่งและการโอนเงินบัตรสวัสดิการ ในขณะที่ 2 แสนล้านบาทหลัง เราไม่ได้ให้ผลมากในปีนี้ ดังนั้น การประเมินครั้งนี้ จึงล้อไปกับสถานการณ์ปัจจุบัน”

ขณะที่ นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 มีแนวโน้มเร่งขึ้น โดยแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.9% ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะโน้มลดลงในปี 2570 โดยจะขยายตัวที่ 1.5% หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย จากราคาน้ำมันดิบดูไบที่อยู่ที่เฉลี่ย 100 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลในปี 2569 ลดลงมาเหลือเฉลี่ย 80 100 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลในปี 2570
“มีการประเมินว่า มีความเสี่ยงจำกัดที่จะเกิด second-round effect หรือภาวะราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวงกว้าง แล้วก็ฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูญเสียการยึดเหนี่ยว และยังคงต้องติดตามพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการ แล้วก็ตัวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด เพราะช็อกคราวนี้เป็นช็อกด้านอุปทานที่ค่องข้างใหญ่” นายสุรัช กล่าว




นายสุรัช กล่าวว่า ในด้านภาวะการเงิน ราคาสินทรัพย์มีความผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับในหลายประเทศ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการช่วยเหลือประชาชน และเงินบาทอ่อนค่านำภูมิภาค ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง.เมื่อเดือน ก.พ.2569 ส่วนในด้านสินเชื่อยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อและอยู่ระหว่างประเมินผลของสงคราม และยังคงให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลและ ธปท. อย่างไรก็ดี ธปท.จะต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป

“โดยหลักแล้ว การดำเนินนโยบายการเงินควรจะสอดคล้องกับที่มาของเงินเฟ้อ ไม่ควรจะตอบสนองกับปัจจัยด้านอุปทานที่ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราว อีกทั้งเศรษฐกิจไทยตอนนี้ ก็ไม่ได้ร้อนแรงถึงขนาดที่จะหล่อเลี้ยงการปรับขึ้นของเงินเฟ้อที่มาจากซัพพลายช็อก
ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยระดับปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงของภาวะสงครามก็ยังมีอยู่ ดังนั้น จึงนำไปสู่ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง จึงต้องติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้อ การปรับราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายสุรัช กล่าว


อ่านประกอบ :
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% มองจีดีพีปี 69 โต 1.5%-เงินเฟ้อทั่วไปพุ่ง 2.9%
หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว-บรรเทาภาระหนี้! ‘กนง.’มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดบ.นโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1%
มติเอกฉันท์! กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25%-ปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแค่ 1.5%
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ‘กก.ส่วนใหญ่’ให้ความสำคัญกับ‘จังหวะเวลา’
‘ภาษีสหรัฐฯ’ซ้ำเติม-เงินเฟ้อต่ำ! กนง.มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.5%
‘ส่งออก’ส่อหดตัวแรง! ‘ธปท.’ชี้‘ภาษีทรัมป์’ทุบเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อย 1 ปีครึ่ง
มติ 6 ต่อ 1! 'กนง.'คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% คาดเศรษฐกิจ 68 โต 2.3%-ปีหน้าเหลือ 1.7%
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.75%-'เทรดวอร์'ส่อฉุดGDPปี 68 เหลือ 1.3-2%
เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ประเมิน! กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2%
มติเอกฉันท์! 'กนง.'คงดอกเบี้ย 2.25% มอง GDP ปีหน้า 2.9%-จับตาเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง
บรรเทาภาระหนี้! กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25%-คาด GDP ปี 67 โต 2.7%
‘ผู้ว่าฯธปท.’เผย‘กนง.’กังวลสภาวะการเงิน‘ตึงตัว’ ย้ำ 3 เงื่อนไขปรับดบ.-ปัดตอบลดค่าฟี FIDF
มติ 6 ต่อ 1! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ชี้สอดคล้องการขยายตัวศก.-กังวล‘หนี้ครัวเรือน’สูง
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! 'บอร์ด กนง.' เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5%-มอง GDP ปี 67 โต 2.6%
'นายกฯ'เรียกร้อง'ธปท.'นัดประชุม'กนง.'ก่อนกำหนด ถกลด'ดอกเบี้ย'หลังมีข้อมูลใหม่'สภาพัฒน์'
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปี 67 โตไม่เกิน 3%
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 2.4%
3 กรรมการ'กนง.'ฝั่ง'แบงก์ชาติ' มองทิศทาง'ดอกเบี้ยนโยบาย' ท่ามกลาง'ปัจจัยเสี่ยง-แรงกดดัน'
เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น! กนง.มีมติเอกฉันท์ขึ้นดบ. 0.25% สู่ระดับ2.5%-มองGDPปีนี้โต 2.8%
สู่ระดับ 2.25%! 'กนง.'มีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%-มอง'เงินเฟ้อ'มีความเสี่ยงด้านสูง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา