
“…ทั้งในคดีนี้ โจทก์มีพยานหลักฐานจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ตรวจพบความผิดปกติในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความเสียหายลึกถึงระดับพันธุกรรม อันเนื่องมาจากการได้รับสัมผัสสารพิษต่อเนื่อง…”
...........................................
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ศาลชั้นต้น) อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ สว2/2559 คดีหมายเลขแดงที่ สว3/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ น.ส.สื่อกัญญา หรือธัญญารัศมิ์ ธีระชาติดำรง กับพวกรวม 4 คน ตัวแทนชาวบ้าน จ.พิจิตร และจ.เพชรบูรณ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ต่อ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี กรณีการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ สร้างผลกระทบในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตให้กับชาวบ้านในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี
โดยศาลฯ พิพากษาให้ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม และต้องแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของจำเลย เป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค
ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องนับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 10 ปี ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย กับกำหนดให้จำเลยเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินมาตรการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เป็นเงิน 40,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ทั้งนี้ หากปรากฎว่าโจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มคนใดเกิดความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและต้องรักษาอาการหลังจากวันฟ้องจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีก จึงสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลา ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคสอง อย่างไรก็ดี ล่าสุด บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ได้อุทธรณ์ในคดีนี้ไปแล้ว (อ่านประกอบ : ศาลฯสั่ง‘บ.อัคราฯ’ชดใช้‘ค่าเสื่อมสุขภาพ-จิตใจ’ชาวบ้าน 386 ราย ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง)
โดยในตอนที่แล้ว สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ศาลชั้นต้น) ในคดีนี้ไปแล้ว 3 ประเด็นจากทั้งหมด 7 ประเด็น ได้แก่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ,ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ (อ่านประกอบ : ฉบับเต็ม!คดีสั่ง‘อัคราฯ’ชดใช้ฯ(1) อายุความไม่เริ่มนับ ตราบเท่าที่‘กระทำละเมิด’ยังดำเนินอยู่)
ในตอนนี้ สำนักข่าวอิศรา ขอนำเสนอคำวินิจฉัยของศาลฯ ในประเด็นที่ 4 คือ การทำเหมืองแร่ของจำเลยก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม หรือเกิดเสียงดัง สั่นสะเทือนต่อพื้นที่ชุมชนหรือไม่ มีรายละเอียด ดังนี้
@‘พยานหลักฐาน’เชื่อมโยง ยืนยันสารพิษ‘รั่วไหล’จากเหมือง
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่สี่มีว่า การทำเหมืองแร่ของจําเลย (บมจ.อัครา รีซอร์สเซส) ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม หรือเกิดเสียงดัง สั่นสะเทือนต่อพื้นที่ชุมชนหรือไม่
เห็นว่า ในประเด็นข้อพิพาทนี้ มี 2 ประเด็นย่อย ที่ต้องพิจารณา
ประเด็นย่อยแรก คือการทำเหมืองแร่ของจำเลย ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรมหรือไม่ นั้น
โจทก์นำสืบพยานหลักฐานเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่แหล่งกำเนิดมลพิษ การแพร่กระจาย และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยมีนายธนพล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เบิกความประกอบรายงานฉบับสมบูรณ์โครงการสำรวจตรวจสอบโอกาสโอกาสรั่วไหลของสารพิษจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.181
ยืนยันว่า พยานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูการปนเปื้อนสารอันตราย ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโครงการที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ตรวจสอบการรั่วไหลของสารพิษจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 และเป็นผู้จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เอกสารหมาย จ.181
พยานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด โดยใช้วิธีสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ เพื่อตรวจวัดความต้านทานไฟฟ้าใต้ดินบริเวณบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ด้วยตนเอง
จากการตรวจวัดด้วยตนเอง พบความผิดปกติของค่าความต้านทานไฟฟ้าที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญใต้โครงสร้างบ่อ ซึ่งมีลักษณะเป็นการรั่วซึมผ่านรอยแตกทางธรณีวิทยาลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน เนื่องจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ไม่วัสดุกันซึมมาแต่ต้น ทำให้น้ำกากแร่ที่มีสารไซยาไนด์และโลหะหนักเข้มข้นรั่วไหลออกสู่ภายนอกเขตประทานบัตร กระจายตัวไปตามทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินสู่พื้นที่ชุมชน
จากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บตัวอย่างดินบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่รอบเหมืองแร่ของจำเลย เพื่อวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษ ผลการตรวจวิเคราะห์พบการสะสมของสารหนู (Arsenic) และแมงกานีส (Manganese) ในชั้นดินสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เกษตรกรรมอย่างมีนัยสำคัญ
โดยมีเหตุผลเชิงวิชาการว่า การปนเปื้อนในดินเกิดจาก 2 ช่องทางหลัก คือ การรั่วไหลจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ที่ซึมผ่านน้ำใต้ดินแล้วขึ้นมาสะสมในดินชั้นบนผ่านกระบวนการระเหยและการใช้สารปรับปรุงดิน
และการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองที่มีโลหะหนักปนเปื้อนจากการระเบิดหินและการขนส่งแร่ ซึ่งตกลงมาทับถมบนผิวหน้าดินในพื้นที่เกษตรกรรม ลักษณะการกระจายตัวของสารพิษในดิน มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระยะห่างจากขอบเหมืองและทิศทางลม ยิ่งใกล้เขตประทานบัตรยิ่งพบค่าสารพิษเข้มข้นสูง
คำเบิกความของพยานโจทก์ปากซึ่งเป็นบุคคลที่ประกอบด้วยคุณวุฒิ ความรู้ความเชี่ยวชาญ พยานโจทก์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม จากสถาบันการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีประสบการณ์ทำงานวิจัย และปฏิบัติงานด้านการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนจากกิจการเหมืองแร่โดยตรงทั้งในและต่างประเทศ
อีกทั้งดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำในคณะวิศวศวกรรมศาสตร์ และมีผลงานทางวิชาการเกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงและการปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่โดยตรง แสดงให้เห็นว่า พยานมีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญตรงกับประเด็นแห่งคดีนี้ มิใช่เป็นเพียงผู้มีความรู้ทั่วไป
พยานโจทก์ มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดในคดีนี้ ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจหรือผลประโยชน์กับโจทก์หรือจำเลย คำเบิกความของพยานจึงปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า เป็นการเบิกความโดยมีอคติหรือเพื่อประโยชน์แห่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
พยานโจทก์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรั่วไหลของสารพิษจากบ่อกักเก็บกากแร่ ตามคำสั่งของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย ทั้งในระดับกระทรวงและระดับจังหวัด การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่การเข้าดำเนินการโดยพลการ
และเป็นการมอบหมายหน้าที่ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ในประเด็นทางเทคนิคเฉพาะด้าน ซึ่งพยานมีความเชี่ยวชาญ การปฏิบัติหน้าที่ของพยานเป็นไปตามกรอบอำนาจหน้าทีที่ได้รับมอบหมาย มีการใช้ข้อมูลจากการตรวจสอบภาคสนาม การวิเคราะห์ทางวิชาการ
และการทำงานร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง มิได้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของพยาน แต่เป็นผลจากกระบวนการตรวจสอบตามหลักวิชาการและการบริหารราชการแผ่นดิน
นอกจากนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว มีความสอดคล้องกับรายงานการตรวจสอบและพยานเอกสารอื่นในสำนวนที่เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของทางราชการ ไม่ปรากฎข้อพิรุธหรือความขัดแย้งในสาระสำคัญ
อีกทั้งคำตอบของพยานต่อคำถามค้านของทนายจำเลย เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่หลีกเลี่ยง และไม่ปรากฏว่ามีการให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือเกินเลย ข้อเท็จจริงที่พยานเบิกความเป็นไปตามที่พยานได้ไปรู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง
ที่สำคัญพยานมีหลักฐานวิดีโอ ตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 ที่บันทึกเหตุการณ์น้ำผุดรั่วซึมออกมาจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ซึ่งถ่ายไว้ขณะพยานลงตรวจพื้นที่ครั้งที่ 2 ยืนยันประกอบคำเบิกความว่า ที่เบิกความนั้น เป็นไปตามความจริงที่เห็นด้วยตาตนเอง
โดยมีคลิปวิดีโอวัตถุพยานเอกสารหมาย วจ.2 และภาพถ่ายในเอกสารหมาย จ.216 ที่เป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นจุดที่น้ำผุดที่เชื่อว่าไหลออกมาจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่า เป็นความเท็จหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น
บอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานโจทก์ปากนางสิตางศุ์ เบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม และได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานตรวจสอบผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่จังหวัดพิจิตร พยานตรวจสอบการปนเปื้อนในน้ำบาดาล น้ำผิวดิน และตะกอนดิน
โดยมีการเก็บตัวอย่างจริงจากพื้นที่รอบเหมืองของจำเลย และส่งตรวจในห้องปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐ ผลการตรวจสอบพบโลหะหนักและสารพิษหลายชนิดเกินค่ามาตรฐานน้ำเพื่อการบริโภคและมาตรฐานดินเพื่อการเกษตร ตามเอกสารหมาย จ.233 และ จ.234 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานที่เป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และยังเชื่อมโยงกับรายงานการตรวจสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
คำเบิกความของพยานดังกล่าว ช่วยยืนยันเส้นทางการแพร่กระจายของมลพิษจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ไปสู่ระบบน้ำและดิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ความเสียหายของโจทก์และสมาชิกกลุ่มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงมีน้ำหนักสนับสนุนคำเบิกความของนายธนพล เกี่ยวกับโครงสร้างทางธรณีวิทยาในพื้นที่เป็นระบบเชื่อมถึงกัน โดยน้ำใต้ดินไหลจากบริเวณเหมืองลงสู่ที่ราบทิศใต้ ซึ่งเป็นชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม ทิศทางน้ำนี้ คือ เส้นทางหลักที่พัดพาสารมลพิษที่นายธนพลตรวจพบ กระจายตัวเข้าสู่ระบบนิเวศชุมชน
สอดคล้องกับหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์จากนายสุรณรงค์ และนางสาวรัชนีกร พยานผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์และห้องปฏิบัติการ พยานทั้งสองปากเป็นผู้ปฏิบัติงานตรวจวิเคราะห์สารโลหะหนักและไซยาไนด์ในร่างกายประชาชนโดยตรง ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐาน
พยานทั้งสองยืนยันว่า พบโลหะหนักและไซยาไนด์ในร่างกายประชาชนในอัตราสูงผิดปกติ และมีลักษณะของการได้รับสารพิษอย่างต่อเนื่อง สอดดดล้องกับข้อเท็จจริงด้านสุขภาพ และเชื่อมโยงกับพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ
สอดคล้องกับคำเบิกความของนางลักษณา พยานผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชศาสตร์และสารพิษ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการศึกษาสารมลพิษตกค้างในพืชที่ปลูกใกล้เหมืองแร่ทองคำของจำเลย พยานอ้างอิงงานวิจัยที่มีการเก็บตัวอย่างพืชจากหลายพื้นที่ที่อยู่ในแนวการแพร่กระจายของมลพิษ และมีการวิเคราะห์ในเชิงสถิติ ผลการวิจัยพบสารไซยาไนด์ในพืชบางชนิด ซึ่งไม่ควรพบตามธรรมชาติ และพบโลหะหนักในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
คำเบิกความของพยานปากนี้ มีความสำคัญในการเชื่อมโยงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคดีสิ่งแวดล้อมที่ความเสียหายมิได้จำกัดอยู่เพียงทรัพย์สิน หากแต่ขยายไปถึงความเสี่ยงในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีพยานปากนายอดิศักดิ์ พยานผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเป็นผู้ตรวจร่างกายประชาชนและเด็กในพื้นที่ คำเบิกความของพยานแสดงให้เห็นผลกระทบทางสุขภาพที่สอดคล้องกับการได้รับโลหะหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเป็นกลุ่มเปราะบาง
การที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังมีคำสั่งระงับการทำเหมืองแร่แล้ว ค่าสารหนูในร่างกายเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักเชิงเหตุผล สนับสนุนความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างการดำเนินกิจการของจำเลยกับผลกระทบด้านสุขภาพ
และมีนายสุรณรงค์ เบิกความสนับสนุนว่า จากการตรวจสอบผลกระทบพบข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันว่า มีประชากรที่มีสารโลหะหนักในร่างกายสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานถึง 401 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก
ซึ่งสอดคล้องกับพยานปากนางสาวเพ็ญโฉม และว่าที่ร้อยตรีสมชาย ที่เบิกความยืนยันตรงกันว่า การปนเปื้อนในดิน ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน เช่น ข้าวและพืชผัก ไม่สามารถนำมาบริโภคได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากมีการดูดซึมโลหะหนักจากดินเข้าสู่ลำต้นและเมล็ดพันธุ์
นอกจากนี้ โจทก์มีพยานบุคคล ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เข้าเบิกความสอดคคล้องต้องกันว่า ต่างเป็นผู้อยู่อาศัยและประกอบอาชีพในพื้นที่รอบเหมืองแร่ทองคำของจำเลย
และได้รับความเสียหายจากการรั่วไหลของสารพิษและโลหะหนักจากบ่อกักเก็บกากแร่ การปนเปื้อนของแหล่งน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค การเสื่อมโทรมของผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งความเดือดร้อนจากเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองจากการระเบิดหิน และการเดินเครื่องจักรหนัก
คำเบิกความของพยานกลุ่มนี้ แม้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่เป็นการเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ตนประสบโดยตรง มีรายละเอียดสอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งด้านเวลา ลักษณะของผลกระทบและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย
อีกทั้งยังสอดคล้องกับพยานเอกสารทางวิทยาศาสตร์และพยานผู้เชี่ยวชาญในคดี จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ โดยเฉพาะโจทก์มีพยานปาก นางสาวสุทรากร สมาชิกกลุ่ม เบิกความถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับที่ดินทำกินของพยาน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ่อกักเก็บกากแร่ที่ 2 ของจำเลย
โดยมีปรากฏการณ์น้ำหลากผิดธธรรมชาติ น้ำมีสีดำ มีกลิ่นเหม็น และมีฝ้าขาว ส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพอย่างรุนแรง ตามภาพถ่ายหมาย จ.224 และ จ.225 และผลการตรวจวิเคราะห์ดินตามเอกสารหมาย จ.226 ระบุว่า ดินมีความเป็นกรดรุนแรงผิดปกติ
อีกทั้งผลการตรวจร่างกายของพยานปากนี้ ยังพบโลหะหนักในร่างกายพยานเกินมาตรฐานปกติ พยานปากนี้จึงเบิกความประกอบพยานเอกสารราชการและพยานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างมีเหตุผล แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินกิจการของจำเลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์พยานผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่ได้รับผลกระทบของฝ่ายโจทก์ทั้งหมดแล้ว พยานโจทก์แต่ละปากทำหน้าที่อธิบายตั้งแต่แหล่งกำเนิดมลพิษ กลไกการแพร่กระจาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่ออาหาร และผลกระทบต่อสุขภาพ
ซึ่งสอดคล้องต้องกันทั้งในเชิงข้อเท็จริงและเชิงวิชาการ ที่ตรวจพบสารไซยาไนด์และโลหะหนักในเลือดของโจทก์และสมาชิกกลุ่มในปริมาณสูงผิดปกติ ชี้ให้เห็นว่า สารเหล่านี้เป็นอัตลักษณ์จำเพาะของเหมืองทองคำ
การที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มเป็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่อยู่ท้ายน้ำตรวจพบสารพิษชนิดเดียวกัน ย่อมเป็นพยานหลักฐานสอดคล้องเชื่อมโยง เพื่อยืนยันการรั่วไหลจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่ของจำเลย
@ข้อเท็จจริงปรากฏ‘โลหะหนัก’กระจายตัวในแหล่งน้ำ-ร่างกายชาวบ้าน
ส่วนประเด็นย่อยที่ 2 ว่า จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ของจำเลย ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง แรงสั่นสะเทือน อันเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญต่อโจทก์และพื้นที่ชุมชนรอบข้างหรือไม่นั้น
ในประเด็นนี้โจทก์มีพยานปากสำคัญคือ นายวินัย ข้าราชการสังกัดสำนักงานป้องกับควบคุมโรคที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก กรมควบคุมโรค เป็นพยานเบิกความว่า จากการตรวจสอบและศึกษาสัณฐานวิทยาของฝุ่นละออง พบว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่พยานเก็บตัวอย่างมาจากบ้านพักอาศัยของชาวบ้านรอบพื้นที่เหมือง
เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบว่าฝุ่นมีลักษณะเหลี่ยมแหลมคมคล้ายผลึก ผิวเรียบมันวาว ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพที่บ่งชี้ว่า ไม่ใช่ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั่วไป ผลการศึกษาพบว่าฝุ่นดังกล่าวมีเขี้ยวทรงเลขาคณิต มันวาว ผิวขรุขระ ซึ่งฝุ่นที่มีลักษณะดังกล่าวอาจเกิดจากการระเบิดหิน ที่ทำให้ปลิวขึ้นสู่บรรยากาศ การขนส่ง การเทกองหิน ตามรายงานเอกสารหมาย จ.191
ฝุ่นที่มีความคมและประกอบด้วยธาตุโลหะ เมื่อสัมผัสกับร่างกายจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และหากสูดดมเข้าไปจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ
เห็นว่า พยานปากนายวินัย เป็นข้าราชการสังกัดกรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุ้มครองสุขภาพประชาชน พยานไม่มีส่วนได้เสียในคดี และไม่มีความสัมพันธ์กับคู่ความฝ่ายใด อันแสดงถึงความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
คำเบิกความของพยานตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติหน้าที่และการศึกษาทางวิชาการ มิใช่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว การรายงานผลการศึกษา การเก็บตัวอย่าง และการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งสามารถตรวจสอบความถูกต้องและที่มาของข้อมูลได้
การตรวจสอบมีวิธีการศึกษาและเครื่องมือที่ใช้ เช่น การเก็บตัวอย่างฝุ่น การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี และการใช้การพยากรณ์ด้วยแบบจำลอง AERMOD เป็นวิธีการที่ยอมรับกันในระดับสากล แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบ เป็นระบบ และมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการ
คำเบิกความของพยานมีความสอดคล้องต่อเนื่องกันตลอด ไม่มีข้อพิรุธหรือความขัดแย้งในสาระสำคัญ และสามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการทำเหมืองแร่กับปัญหาฝุ่นละอองและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีเหตุผล อีกทั้งผลการศึกษาดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อร้องเรียนและสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏในพื้นที่
นอกจากนี้ โจทก์ยังมีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่เบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยประกอบกิจการเหมืองแร่แบบเปิด ซึ่งต้องใช้วัตถุระเบิดในปริมาณมหาศาลเพื่อเปิดหน้าดินและสกัดสินแร่ทองคำ การระเบิดหินดังกล่าวส่งผลให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและแรงสั่นสะเทือน กระจายไปเป็นวงกว้าง แรงสั่นสะเทือนจากการระเบิด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคารบ้านเรือนประชาชนที่ตั้งอยู่รอบเหมืองแร่
แม้จำเลยจะอ้างว่า มีการตรวจวัดค่าแรงสั่นสะเทือน แต่อาการหวาดกลัวต่อความปลอดภัยและเสียงดังที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ได้สร้างความกระทบกระเทือนต่อสุขภาพจิตและความสงบสุขในการดำรงชีวิตของโจทก์และสมาชิกกลุ่มจำเลยมักจะทำการระเบิดในช่วงเวลาที่ชุมชนกำลังใช้ชีวิตปกติ ทำให้เกิดความสะดุ้งตกใจ และเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญที่เกินกว่าวิสัยของราษฎรจะพึงทนได้
สอดคล้องกับเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการทำเหมืองของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความหวาดกลัว ขาดความสงบสุข และอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวคำเบิกความของนายวินัยและโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และสมาชิกกลุ่ม จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในประเด็นมลพิษทางเสียงและฝุ่นละอองได้
ส่วนที่จำเลยนำสืบ โดยมีนายเชิดศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กรของจำเลย เบิกความประกอบเอกสารได้ความว่า
การประกอบกิจการของจำเลยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการตรวจสอบควบคุมมลพิษจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ทั้งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจำเลยได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเคร่งครัด
ทั้งยังอ้างสรุปผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีว่า การประกอบกิจการไม่ได้กล่าวโทษว่า ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผลตรวจวัดเสียงและแรงสั่นสะเทือนอยู่ในค่ามาตรฐาน และอ้างถึงคำพิพากษาศาลปกครองพิษณุโลก เพื่อแสดงว่า ไม่มีการแพร่กระจายซองไซยาไนด์เกินมาตรฐานนั้น
คำเบิกความของพยานปากนี้ นำสืบเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนทางธุรการและเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยงานราชการกำหนดเท่านั้น แต่ในคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อพิพาทเรื่องการได้รับสารพิษสะสมในร่างกายและความเสียหายต่อทรัพย์สิน การที่จำเลยอ้างว่าปฏิบัติตามมาตรการ EIA หรือได้รับอนุญาตจากรัฐ มิใช่ข้อพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัยว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นจริง
เนื่องจากมาตรฐานมลพิษของรัฐ เป็นเพียงเกณฑ์ควบคุมขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการต้องกระทำ แต่มิใช่ข้อยกเว้นความรับผิด หากการกระทำนั้นยังคงก่อให้เกิดความเสียหายจริงต่อร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น
การที่จำเลยอ้างว่าหน่วยงานรัฐ ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา หรือพื้นที่ยังไม่ถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เป็นเพียงขั้นตอนทางปกครองในการบริหารจัดการของรัฐ มิได้เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่มีการรั่วไหลของสารพิษเกิดขึ้น และมิใช่เป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยแก่ประชาชน
เมื่อโจทก์มีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และผลการตรวจเลือดที่ยืนยันการพบสารพิษเกินค่าปกติในตัวบุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว คำเบิกความของนายเชิดศักดิ์ที่นำสืบ เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้
ส่วนพยานปากนายสุรชาติ หมุนสมัย ผู้จัดการฝ่ายสำรวจ และผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาของจำเลย ที่เบิกความว่า พยานได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ตามสำเนารายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.260 และ ล.261 ในประเด็นเรื่องกระบวนการประกอบโลหกรรมของจำเลย
จำเลย มีมาตรการป้องกันกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมค่าความเป็นด่างในขั้นตอนการบดแร่ เพื่อป้องกันโอกาสที่สารละลายโซเดียมไซยาไนด์จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ การใช้ระบบปิดในขั้นตอนชะละลายแร่ด้วยไซยาไนด์ และมีกระบวนการกำจัดไซยาไนด์ ก่อนส่งกากแร่ไปยังบ่อกักเก็บกากแร่ ซึ่งกากแร่จะมีสารไชยาไนด์ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน
โดยผลการวิเคราะห์น้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตมีค่าไซยาไนค์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และไม่เป็นอันตรายต่อประชาชน และไม่มีการใช้สารหนูและแมงกานีสในขั้นตอนทั้งหมด
สำหรับบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 พยานยืนยันว่า โครงสร้างถูกออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานวิศวกรรมสากล มีการปูพื้นด้วยวัสดุดินเหนียวอัดแน่นเพื่อป้องกันการรั่วซึม และมีระบบรวบรวมน้ำใต้พื้นบ่อเพื่อลดแรงดันน้ำ ทั้งยังมีการติดตั้งบ่อสังเกตการณ์รอบพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำใต้ดินอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา เมื่อปรากฏข้อร้องเรียนเรื่องการรั่วซึม คณะทำงานที่พยานได้เข้าตรวจสอบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน โดยใช้เทคนิคทางธรณีฟิสิกส์และการสำรวจทางไฟฟ้า ผลการตรวจสอบไม่พบหลักฐานยืนยันการรั่วซึมชองน้ำจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ออกสู่ภายนอกในลักษณะที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลความผิดปกติที่พบในบางจุด เป็นเพียงลักษณะทางธรณีวิทยาตามธรรมชาติ หรือน้ำฝนที่ชะล้างผิวหน้าดินเท่านั้น
ในประเด็นเรื่องสารโลหะหนักและสุขภาพของประชาชน การประกอบกิจการของจำเลยไม่ได้ก่อให้เกิดสารหนูหรือแมงกานีสสู่สิ่งแวดล้อม พื้นที่รอบเหมืองแร่ของจำเลย มีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นแหล่งแร่ ซึ่งมีธาตุโลหะหนัก อาทิ แมงกานีส และสารหนู ปะปนอยู่ในดินและน้ำได้ดินตามธรรมชาติอยู่ก่อนการประทานบัตร
โดยมีรายงานการศึกษาพื้นฐานทางสิ่งแวดล้อมยืนยันว่า พบค่าสารดังกล่าวสูงเกินมาตรฐานในหลายจุดตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ดังนั้น การที่พบบุคคลมีสารโลหะหนักในร่างกาย จึงอาจเกิดจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมเดิมหรือพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคของคนในท้องถิ่นเอง มิได้มีสาเหตุมาจากการทำเหมืองของจำเลยนั้น
เห็นว่า การที่พยานเบิกความว่า มีการพิสูจน์เพียงช่องทางเดียว ย่อมไม่ครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษทั้งหมด แม้พยานจะอ้างว่า พื้นที่มีค่าโลหะหนักสูงตามธรรมชาติอยู่ก่อนเริ่มโครงการ
แต่ตามหลักการทางธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อม การทำเหมืองแร่แบบเหมืองเปิด เป็นการขุดคุ้ยและนำสายแร่ที่เคยถูกกักเก็บอยู่ใต้ชั้นหินขึ้นมาทำปฏิกิริยากับน้ำและอากาศ รวมถึงการใช้สารเคมีในกระบวนการแต่งแร่ ซึ่งเป็นการกระตุ้นและปลดปล่อยสารพิษให้มีความเข้มข้นและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสภาพธรรรมชาติเดิมหลายเท่าตัว
พยานจำเลยจึงไม่สามารถอ้างเพียงสภาพทางธรณีวิทยาเดิม เพื่อปฏิเสธความรับผิดจากการที่กิจกรรมของจำเลยเป็นตัวการเพิ่มปริมาณการแพร่กระจายของมลพิษได้ เมื่อเทียบกับพยานหลักฐานโจทก์ที่พบการปนเปื้อนในดิน น้ำกินน้ำใช้และในเลือดของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ซึ่งอยู่กระจายโดยรอบพื้นที่เหมือง
คำเบิกความของพยานที่อ้างเพียงความมั่นคงของโครงสร้างบ่อตามมาตรฐานวิศวกรรม จึงไม่เพียงพอที่จะหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลย เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ปล่อยให้มีการแพร่กระจายของสารอันตรายออกไปสู่พื้นที่ของโจทก์จนเกิดความเสียหายได้
การที่พยานจำเลยอ้างว่าตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติ แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีสารไซยาไนด์และโลหะหนักกระจายตัวในแหล่งน้ำและในร่างกายชาวบ้าน พยานกลับไม่สามารถนำสืบหรืออธิบายถึงที่มาของสารพิษเหล่านั้นจากแหล่งอื่นได้ การอ้างเพียงว่าจำเลยทำตามมาตรฐาน จึงมีน้ำหนักน้อย เมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชน
การที่พยานปากนายเชิดศักดิ์และนายสุรชาติ มาเบิกความในฐานะพนักงานระดับสูงของจำเลย พยานทั้งสองจึงเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับผลของคดี ในฐานะผู้แทนของจำเลย คำเบิกความจึงมีลักษณะเป็นการกล่าวอ้างตามเอกสารและหน้าที่ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ขององค์กรตนเองเท่านั้น คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน้อย
@‘พยานจำเลย’ไม่มีน้ำหนักหักล้าง‘ข้อเท็จจริง’พบ‘โลหะหนัก’ปนเปื้อน
ส่วนพยานปากนายจักรพันธ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา ที่เบิกความว่า พยานเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกด้านธรณีวิทยา และมีตำแหน่งทางวิชาการะดับศาสตราจารย์ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานย่อยผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1
พยานโต้แย้งรายงานผลการศึกษาของนายธนพล เอกสารหมาย จ.181 ใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเลือกใช้เทคนิคไม่เหมาะสม โดยคัดค้านการสำรวจด้านธรณีฟิสิกส์ว่า ไม่มีความจำเป็น
เนื่องจากมีบ่อสังเกตการณ์เพียงพออยู่แล้ว การละเลยข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพยานเห็นว่าข้อมูลบริเวณบ่อสังเกตการณ์ 5338 มีสารหนูสูง ไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดตามธรรมชาติอยู่ก่อนแล้วหรือว่าเกิดจากการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 และกระบวนการขาดความโปร่งใสและเร่งรัดสรุปผล พยานจึงไม่เห็นชอบ และยืนยันว่า รายงานของนายธนพลดังกล่าว ไม่สามารถพิสูจน์เรื่องการรั่วซึมได้อย่างชัดเจนนั้น
เป็นการโต้แย้งในเชิงระเบียบวิธีวิจัย มิใช่การปฏิเสธข้อเท็จจริงความเสียหาย แม้พยานเป็นคณะทำงานหลายคณะ แต่พยานตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของกลุ่มว่า พยานไม่ได้เข้าร่วมประชุมเป็นส่วนใหญ่ แต่พิจารณาจากเอกสารเท่านั้น
คำเบิกความของพยาน นำสืบไปที่การวิพากษ์วิจารณ์เชิงวิชาการต่อวิธีการทำงานของนายธนพล ผู้จัดทำรายงานเอกสารหมาย จ.181 ว่า มีความไม่เหมาะสมในทางเทคนิคอย่างไร แต่พยานจำเลยปากนี้ ไม่ได้นำสืบหรือมีพยานหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่นว่า สารพิษที่พบในร่างกายชาวบ้านและในสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้มาจากกิจกรรมเหมือง
การโต้แย้งว่ารายงานของโจทก์ที่นำสืบว่า ไม่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิด แม้พยานจะอ้างข้อมูลจากรายงานการประชุมว่า พื้นที่บางจุดมีสารหนูสูงตามธรรมชาติ
แต่พยานไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของโจทก์และสมาชิกกลุ่มที่อาศัยกระจายอยู่โดยรอบพื้นที่เหมือง จึงพบปริมาณสารหนูและแมงกานีสพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่มีการดำเนินกิจการ และพบความผิดปกติในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความเสียหายในตัวบุคคล ซึ่งมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากกว่าการแปลความหมายข้อมูลทางธรณีวิทยาเพียงอย่างเดียว
ส่วนพยานจำเลยปาก นายวิชยุตม์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมและการจัดการ ที่เบิกความว่า พยานเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม และเป็นคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ 1/2558 และ 1/2559 เอกสารหมาย ล.224 และ ล.226
พยานเบิกความโต้แย้งรายงานวิจัยของโจทก์เอกสารหมาย จ.181 ในประเด็นความไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการของการเก็บตัวอย่างน้ำว่า อาจมีการปนเปื้อนจากกาวประสานท่อ PVC และการตรวจวัดค่าแบททีเรียในน้ำขาดความแม่นยำ เนื่องจากไม่มีการตรวจซ้ำ ทั้งยังโต้แย้งว่า ลักษณะทางกายภาพของน้ำผุดกับน้ำเสียในเหมืองแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังให้ความเห็นว่าผลการตรวจสุขภาพตามเอกสารหมาย จ.15, จ.22 ถึง จ.24 และ จ.26 ถึง จ.31 ไม่อาจพิสูจน์ความเสียหายได้ เนื่องจากกระบวนการตรวจไม่ครบถ้วนตามมาตรฐานการชักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้น
คำเบิกความของพยานที่นำสืบความบกพร่องของอุปกรณ์เก็บตัวอย่างน้ำ หรือวิธีการตรวจวัดในห้องปฏิบัติการ เป็นเพียงการโต้แย้งในประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยของรายงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งเท่านั้น แต่มิได้นำสืบหรือพิสูจน์ให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่นว่า สารพิษและโลหะหนักที่พบในดินและแหล่งน้ำรอบพื้นที่เหมือง ซึ่งโจทก์นำสืบประกอบพยานปากอื่นนั้น มีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใด หากมิใช่จากกิจกรรมของจำเลย
การที่พยานเบิกความว่า การตรวจสุขภาพตามเอกสารฝ่ายโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามมาตรฐานการวินิจฉัยโรคของแพทย์นั้น ในทางคดีสิ่งแวดล้อมความเสียหายต่อสุขภาพ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเจ็บป่วยจนถึงขั้นเป็นโรคที่ระบุชื่อได้ชัดเจนเท่านั้น แต่การที่ร่างกายได้รับสารพิษสะสมเกินกว่าเกณฑ์ปกติที่มนุษย์ทั่วไปควรได้รับจากการใช้ชีวิตตามปกติ ย่อมถือว่าสิทธิในชีวิตและร่างกายของโจทก์ถูกละเมิดแล้ว
พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พบสารพิษในเลือดของกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก จึงมีน้ำหนักมั่นคงกว่าความเห็นของพยานที่พยายามจำกัดวงเฉพาะการเจ็บป่วยตามมาตรฐานคลินิก
ส่วนพยานปากนายวชิราชัย นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรธรณี ที่เบิกความว่า พยานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาธรณีฟิสิกส์ประยุกต์ และเป็นผู้แทนกรมทรัพยากรธรณี ในคณะทำงานตรวจสอบการรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1
พยานโต้แย้งรายงานวิจัยเอกสารหมาย จ.181 ว่า เป็นรายงานที่มีปัญหาเชิงวิชาการและไม่สามารถอ้างอิงได้ เนื่องจากมีการแสดงค่าซัลเฟตในกราฟผิดเพี้ยนไปจากความจริงมาก และมีการเลือกใช้ข้อมูลเพียงบางส่วน นอกจากนี้ ยังมีข้อบกพร่องร้ายแรงทางเทคนิคเรื่องการบันทึกค่าพิกัด และโต้แย้งการตีความค่า “ND” (Not Detected) ว่า ผู้วิจัยแปลความหมายผิดไปจากหลักสากลนั้น
แม้พยานจะชี้ให้เห็นความบกพร่องเชิงเทคนิคในรายงานฉบับของนายธนพล เอกสารหมาย จ.181 แต่ข้อบกพร่องดังกล่าว มิได้ทำให้ข้อเท็จจริงเรื่องการปนเปื้อนของโลหะหนักในพื้นที่โดยรวมหมดสิ้นไป เนื่องจากโจทก์ยังมีพยานหลักฐานอื่นประกอบ
ทั้งรายงานการจัดทำ Mapping ผลการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมและสุขภาพรอบเหมืองแร่ทองคำรอยต่อ 3 จังหวัดของกรมอนามัย ตามเอกสารหมาย จ.63 และผลการตรวจวิเคราะห์ดินและน้ำจากสถาบันกลางอื่นๆ ที่ยืนยันสอดคล้องไปในทางเดียวกันว่า พบสารหนูและแมงกานีสในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การที่พยานอ้างว่าข้อมูลไอโชโทปบ่งชี้ว่าน้ำในบ่อสังเกตการณ์เป็นน้ำเก่าแก่กว่า 50 ปี เพื่อปฏิเสธว่า ไม่ใช่น้ำที่รั่วไหลจากเหมืองนั้น ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการพิสูจน์เพียงประเด็นน้ำบาดาลชั้นลึก แต่ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ในส่วนการปนเปื้อนของน้ำผิวดินและน้ำในระดับตื้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะล้างพังทลายของกากแร่หรือฝุ่นละอองจากการระเบิดเหมืองที่ตกลงสะสมในแหล่งน้ำชุมชน
ส่วนพยานจำเลยปากนางธิดารัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ที่เบิกความว่า พยานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ และเป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัยโครงการประเมินเสถียรภาพและโอกาสรั่วซึมของบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.278 ถึง ล.280 พยานได้กำหนดสมมติฐานการศึกษาไว้ 7 ประเด็น
โดยใช้การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า VES ทั้งในแนวดิ่งและแบบตัดขวาง 2 มิติ เพื่อตรวจสอบรอยแยกหรือโพรงใต้ดิน โดยสรุปผลการศึกษาบ่งชี้ว่า บ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 มีเสถียรภาพที่ดี และไม่พบการรั่วซึมของไซยาไนด์และโลหะหนักจากภายในบ่อกักเก็บกากแร่ออกสู่ภายนอกนั้น
ตามรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินเสถียรภาพและโอกาสการรั่วซึมของบ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 บริษัทจำเลยของพยานตามเอกสารหมาย ล.280 มุ่งเน้นการพิสูจน์เฉพาะเรื่องความเสถียรของโครงสร้างบ่อ และการรั่วซึมผ่านชั้นใต้ดินเป็นหลัก
แต่ในทางคดีสิ่งแวดล้อม มลพิษจากเหมืองแร่สามารถแพร่กระจายได้หลายทาง การที่พยานยืนยันว่าไม่พบข้อบ่งชี้การรั่วซึมใต้พื้นบ่อ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องการไหลบ่าของสารพิษปนเปื้อนทางน้ำผิวดินในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สารหนูและแมงกานีสแพร่กระจายสู่นาข้าวและพื้นที่เกษตรกรรม
ข้อมูลดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ทางสถิติและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานความเสียหายเชิงประจักษ์ที่โจทก์นำสืบ คือ การพบโลหะหนักสะสมในร่างกายโจทก์และสมาชิกกลุ่มจริงๆ จนเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ การอ้างแบบจำลองความเสี่ยงของพยาน จึงไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้
@‘บ่อกักแร่’รั่วไหล-‘สารพิษ’แพร่กระจายกระทบ‘ชาวบ้าน’ลึกระดับ DNA
ส่วนพยานจำเลยปากนายยงยศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ จังหวัดพิษณุโลก ที่เบิกความว่า พยานเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์ ได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพประชาชนรอบเหมืองแร่ของจำเลยรวม 5 ครั้ง ตลอดปี 2558 เกี่ยวกับการตรวจหาสารโลหะหนัก
พยานเบิกความอ้างความเห็นของนายวินัย วนานุกูล ว่า การตรวจแมงกานีสจากเลือดทั้งหมดมีความน่าเชื่อถือกว่า และผลการตรวจในระยะแรกที่พบค่าสูงนั้น เมื่อตรวจซ้ำครั้งที่ 2 ปริมาณก็ลดลงสู่ระดับปกติ
สำหรับสารหนู พยานอ้างงานวิจัยของพยานเองว่า การพบค่าสารหนูสูงในปี 2557 เกิดจากการที่ไม่ได้งดอาหารทะเล ซึ่งการกินอาหารทะเลทำให้ค่าสารหนูสูงขึ้นได้ถึง 5.5 เท่า และการตรวจสุขภาพของประชาชนไม่พบผู้เข้ารับการตรวจรายใดมีลักษณะอาการทางคลินิกที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคพิษจากสารหนูหรือแมงกานิสเลยนั้น
ข้ออ้างของพยานที่ว่าสารหนูในร่างกายเกิดจากการบริโภคอาหารทะเลนั้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานทางวิชาการในลักษณะกว้างๆ จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มทุกคนมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารทะเลในปริมาณที่สูงและต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้พบสารหนูสูงพร้อมกันทั้งชุมชน ซึ่งขัดกับสภาพภูมิศาสตร์ของที่ตั้งชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลและวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชาวบ้านในพื้นที่
ข้อสันนิษฐานของพยาน จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการทำเหมืองที่มีสารหนูปะปนอยู่กับมลพิษที่ตรวจพบ
แม้พยานจะเบิกความว่า คำโลหะหนักลดลงในการตรวจครั้งที่ 2 หรืออ้างว่ายังไม่พบอาการทางคลินิกที่บ่งชี้ว่าเป็นโรค แต่ในคดีสิ่งแวดล้อม การที่ร่างกายได้รับสารพิษหรือโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายจนเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย ย่อมถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิในชีวิตและร่างกายของบุคคลนั้นแล้ว
จำเลยไม่อาจอ้างความไม่มีอาการของโรคเพื่อปฏิเสธความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการที่ร่างกายโจทก์และสมาชิกกลุ่มต้องแบกรับภาระสารพิษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความหวาดกลัวต่อสภาวะสุขภาพในระยะยาว
ทั้งในคดีนี้ โจทก์มีพยานหลักฐานจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ตรวจพบความผิดปกติในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความเสียหายลึกถึงระดับพันธุกรรม อันเนื่องมาจากการได้รับสัมผัสสารพิษต่อเนื่อง
คำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าว ที่นำสืบเพียงการตรวจร่างกายภายบอกว่า ไม่พบรอยโรคชัดเจน จึงไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงความเสียหายในระดับที่ลึกกว่าของฝ่ายโจทก์ได้ พยานจำเลยปากนี้จึ งไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้
ส่วนข้อต่อสู้จำเลยเรื่องมูลเหตุจูงใจและการร้องเรียนจากการเจรจาที่ดินล้มเหลว โดยจำเลยให้การว่าโจทก์ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ เพราะจำเลยไม่ยอมรับซื้อที่ดินในราคาสูงเกินจริง และโจทก์เคยเป็นลูกจ้างที่มีสุขภาพดีมาก่อนนั้น
ประเด็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวหรือการเสนอขายที่ดิน เป็นเพียงมูลเหตุจูงใจส่วนบุคคล ซึ่งไม่อาจนำมาลบล้างพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เรื่องสารพิษได้ ข้ออ้างเรื่องการเจรจาที่ดิน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้เชื่อว่าโจทก์ปั้นแต่งเรื่องความเจ็บป่วยขึ้นเอง เนื่องจากมีผลการตรวจเลือดมาจากหน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถือ
ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ให้การต่อสู้เรื่องเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน ที่ศาลเคยมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1947/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นั้น แม้จำเลยจะอ้างว่าค่าแรงสั่นสะเทือนไม่เกินมาตรฐาน
แต่โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คือ นายวินัย และพยานโจทก์ที่เป็นชาวบ้านเบิกความยันถึงความรู้สึกและความสะดุ้งตกใจที่เกิดขึ้นจริงจากการระเบิดหินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อปกติวิสัยของการดำรงชีวิตในเคหสถาน อันเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญ
ส่วนที่จำเลยให้การนำสืบต่อสู้ เรื่อง แหล่งที่มาของสารหนูจากอาหารทะเล โดยจำเลยนำสืบว่าสารหนูในปัสสาวะอาจมาจากอาหารทะเลนั้น ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการสันนิษฐานแบบทั่วไป ที่ไม่เฉพาะเจาะจง จำเลยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลทะเลกลุ่มใหญ่ จึงได้รับสารหนูในปริมาณสูงพร้อมกันในช่วงเวลาที่มีข้อร้องเรียนเรื่องเหมือง
จำเลยไม่สามารถอธิบายแหล่งที่มาของสารไซยาไนด์ในเลือดชาวบ้านจากอาหารทะเลได้ เพราะไซยาไนด์ไม่ใช่สารที่พบในอาหารทั่วไป พยานหลักฐานจำเลยในส่วนนี้ จึงเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็นที่ไม่มีน้ำหนักหักล้างความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษจากเหมืองแร่จำเลยกับกลุ่มของโจทก์ พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมา ล้วนเป็นการปฏิเสธโดยการใช้ตัวเลขทางสถิติที่จำเลยจัดทำขึ้น ขาดความเป็นกลางเมื่อเทียบกับพยานผู้เชี่ยวชาญอิสระของโจทก์
ส่วนที่จำเลยน้ำสืบโต้แย้งประเด็นมลพิษทางเสียงและแรงสั่นสะเทือนว่า มีการตรวจวัดเสียงและแรงสั่นสะเทือนไม่เกินค่ามาตรฐานว่า จำเลยใช้เทคโนโลยีการระเบิดแบบหน่วงเวลาเพื่อควบคุมทิศทางและจำกัดแรงสั่นสะเทือนไม่ให้เกินค่ามาตรฐานตามที่กฎหมายและรายงาน EA กำหนด
โดยมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนไว้รอบพื้นที่เหมืองแร่ และผลการตรวจวัดส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่กำหนดไว้นั้น
มาตรฐานตัวเลขตามเครื่องตรวจวัด เป็นเพียงเกณฑ์ที่รัฐกำหนดไว้เพื่อควบคุมทางปกครอง แต่มิได้เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า จำเลยจะพ้นจากความรับผิดในทางแพ่ง หากการกระทำนั้นยังคงก่อให้เกิดความเสียหาย หรือเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นจริง
การที่บ้านเรือนชาวบ้านจำนวนมากเกิดรอยร้าวในเวลาที่สอดคล้องกับการประกอบกิจการของจำเลย ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักรับฟังได้
ประกอบกับเมื่อโจทก์มีนายวินัย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมมีความเป็นกลาง มาเบิกความยืนยันว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนจริง พบว่ามีเหตุเดือดร้อนรำคาญปรากฏอยู่จริง ยิ่งเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น พยานหลักฐานจำเลยที่อ้างเพียงตัวเลขจากเครื่องวัด ซึ่งจำเลยเป็นผู้จัดจ้างบริษัทเอกชนมาตรวจวัดเอง จึงขาดน้ำหนักและความน่าเชื่อถือที่จะนำมาหักล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
พยานหลักฐานของจำเลย ล้วนนำสืบถึงข้อมูลในเชิงทฤษฎีและตัวเลขทางสถิติ ที่ขาดความเชื่อมโยงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ดังนั้น การที่พยานจำเลยเบิกความเพียงเพื่อทำลายน้ำหนักรายงานวิจัยชิ้นใดชิ้นหนึ่งของโจทก์ โดยไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามลพิษเหล่านั้นมาจากแหล่งอื่นใดที่มิใช่เหมืองของจำเลย จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ที่นำสืบประกอบกันมาทั้งพยาพยานบุคล พยานวัตถุ และพยานผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานกลางของรัฐได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การประกอบกิจการเหมืองแร่ของจำเลยก่อให้เกิดการรั่วไหล แพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 สู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม และก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงและแรงสั่นสะเทือนอันเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์
อ่านประกอบ :
ฉบับเต็ม!คดีสั่ง‘อัคราฯ’ชดใช้ฯ(1) อายุความไม่เริ่มนับ ตราบเท่าที่‘กระทำละเมิด’ยังดำเนินอยู่
ไม่รับไว้พิจารณา! ป.ป.ช.ตีตกกล่าวหา‘สุริยะ-พวก’ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปม‘อัคราฯ’ขุดถนนหลวง
ศาลฯสั่ง‘บ.อัคราฯ’ชดใช้‘ค่าเสื่อมสุขภาพ-จิตใจ’ชาวบ้าน 386 ราย ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง
‘ชาวบ้าน’นำ‘ปทส.’ชี้จุดเก็บ‘ตัวอย่างน้ำ’ ประกอบสำนวนคดี‘บ่อเก็บกากแร่’เหมืองทองรั่วปี 58
‘ดีเอสไอ’รับคดี‘บมจ.อัคราฯ’ส่อใช้‘นอมินี’ถือครองที่ดินทำ‘เหมืองทองคำ’เป็น‘คดีพิเศษ’
‘ศาลปค.กลาง’พิพากษายกฟ้อง‘อธิบดี กพร.’สั่ง‘อัคราฯ’แก้ไขปัญหา‘บ่อกักเก็บกากแร่’รั่วซึม
'กลุ่มปฏิรูปเหมืองทองฯ'ร้อง'อสส.' ข้องใจ'อัยการ'ไม่ฟ้อง'บ.อัคราฯ'ข้อหาลักลอบขุดถนนหลวง
อัยการสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา คดีเหมืองทองอัครา ข้อหายึดที่ดินรัฐ-ครอบครองป่า
คดีสั่งฟ้อง‘บ.อัคราฯ’ข้อหานอมินี ถึงมือ‘อัยการสูงสุด’แล้ว-เร่ง‘ดีเอสไอ’สอบเพิ่มคดีเก่า
DSI แถลงผลคดีพิเศษ 4 ด้าน ยกความสำเร็จปมโรงพัก สตช.-ป.ป.ช.ชี้มูลเหมืองทองอัครา
มีรั้วกั้นเขตแต่ไม่ตรวจสอบ! พลิกคดีออกโฉนด‘บ.อัคราฯ’มิชอบ-ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลฯ
‘ป.ป.ช.’ชี้มูลความผิด‘จนท.รัฐ-บ.อัคราฯ’ คดีออกโฉนดรุกพื้นที่ป่าไม้-ส่งสำนวน‘อัยการ’แล้ว
‘ดีเอสไอ’ตั้งเรื่องสืบสวนฯ กรณีร้องเรียน‘บ.อัคราฯ’ทำสารพิษรั่วไหลออกนอกเหมืองทองคำปี 60
ไม่มีเหตุอันควร! แพร่คำสั่ง‘อัยการสูงสุด’ไม่อุทธรณ์ คดีเปลี่ยนแปลงแผนผังเหมืองทองอัคราฯ
ยกฟ้อง! อดีตอธิบดีกรมอุตฯ-พวก ไฟเขียว บ.อัคราฯ เปลี่ยนผังเหมืองทอง- ป.ป.ช.ค้าน อสส.
DSI สั่งฟ้อง‘บ.อัคราฯ’ข้อหานอมินี-เครือข่ายปชช.จี้‘อัยการ’สาง 4 คดี ชี้ 4 ปีไม่คืบหน้า
เปิดตัว‘สวนสักพัฒนา’เครือ‘อัคราฯ’ ในสำนวน ป.ป.ช.คดีรับเงินเอื้อ บ.เหมืองแร่

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา