
“…การกระทำที่โจทก์อ้างว่าเป็นละเมิด มิใช่การกระทำเพียงครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด แต่เป็นการกระทำที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และทรัพย์สินของประชาชน โดยสะสมในร่างกายและสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่การละเมิดมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่อง อายุความย่อมยังไม่เริ่มนับ ตราบเท่าที่การกระทำละเมิดยังคงดำเนินอยู่ หรือความเสียหายยังคงเกิดขึ้นและปรากฎผลอยู่ต่อเนื่อง เพราะยังไม่อาจถือได้ว่าการละเมิดได้สิ้นสุดลงแล้ว…”
...................................
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ศาลชั้นต้น) อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ สว2/2559 คดีหมายเลขแดงที่ สว3/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ น.ส.สื่อกัญญา หรือธัญญารัศมิ์ ธีระชาติดำรง กับพวกรวม 4 คน ตัวแทนชาวบ้าน จ.พิจิตร และจ.เพชรบูรณ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ต่อ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี กรณีการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ สร้างผลกระทบในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตให้กับชาวบ้านในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี
โดยศาลฯ พิพากษาให้ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม และต้องแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของจำเลย เป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค
ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องนับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 10 ปี ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย กับกำหนดให้จำเลยเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินมาตรการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เป็นเงิน 40,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ทั้งนี้ หากปรากฎว่าโจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มคนใดเกิดความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและต้องรักษาอาการหลังจากวันฟ้องจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีก จึงสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลา ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี ล่าสุด บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ได้อุทธรณ์ในคดีนี้ไปแล้ว นั้น (อ่านประกอบ : ศาลฯสั่ง‘บ.อัคราฯ’ชดใช้‘ค่าเสื่อมสุขภาพ-จิตใจ’ชาวบ้าน 386 ราย ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาล ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ศาลชั้นต้น) ในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ สว2/2559 คดีหมายเลขแดงที่ สว3/2569) แต่เนื่องจากคำพิพากษาในคดีนี้มีจำนวน 107 หน้า สำนักข่าวอิศราจึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาแบ่งเป็น 3 ตอน
โดยในตอนแรกนี้ สำนักข่าวอิศราขอนำเสนอคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลในข้อ 1-3 ในประเด็นที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ,ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ มีรายละเอียด ดังนี้
@ตั้งประเด็นวินิจฉัย 7 ประเด็น คดีฟ้อง‘อัคราฯ’ชดใช้สินไหม
ชั้นชี้สองสถาน ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท ดังนี้
ข้อ 1 โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
ข้อ 2 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่
ข้อ 3 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่
ข้อ 4 การทำเหมืองแร่ของจำเลยก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม หรือเกิดเสียงดัง สั่นสะเทือนต่อพื้นที่ชุมชนหรือไม่
ข้อ 5 โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายทางร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตชุมชนถูกทำลาย จากสารพิษและโลหะหนัก หรือเสียงดังและการสั่นสะเทือนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ของจำเลยหรือไม่
ข้อ 6 จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม รวมทั้งต้องแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของจำเลยหรือไม่ เพียงใด
ข้อ 7 จำเลยต้องรับผิดจ่ายเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ ประเพณี และวิถีชีวิตหรือไม่
พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยโดยตลอดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า
โจทก์ทั้งสี่ (น.ส.สื่อกัญญา หรือธัญญารัศมิ์ ธีระชาติดำรง กับพวกรวม 4 คน) และสมาชิกกลุ่ม มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่ที่ 2 บ้านเขาตะพานนาก หมู่ที่ 3 บ้านเขาดิน หมู่ที่ 4 บ้านจิตเสือเต้น หมู่ที่ 7 บ้านหนองขนาก หมู่ที่ 8 บ้านนิคม หมู่ที่ 9 บ้านเขาหม้อ ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และหมู่ที่ 1 บ้านวังขนาง หมู่ที่ 4 บ้านด่านช้าง หมู่ที่ 5 บ้านวังชะนางใต้ หมู่ที่ 7 บ้านทุ่งนางงาม หมู่ที่ 8 บ้านดงหลง หมู่ที่ 10 บ้านหนองแสง ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์
ส่วนจำเลย (บมจ.อัครา รีซอร์สเซส) เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจการทำเหมืองแร่ รวมทั้งการะเบิดและย่อยหิน สกัด แยก แปรสภาพ ถลุง แต่ง สำรวจ หาตัวอย่าง ขุดเจาะ วิเคราะห์ ทำความสะอาด บด และขนส่งซึ่งแร่ เดิมจำเลยได้รับใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำปี 2543 ที่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และได้ดำเนินการผลิตแร่และประกอบโลหะกรรมตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมา
ปัจจุบันจำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองพื้นที่ประทานบัตร การทำเหมืองแร่ทองคำและเงิน ตั้งอยู่บริเวณเขตติดต่อระหว่างตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ การทำเหมืองแร่ทองคำของจำเลยบริเวณที่ได้รับประทานบัตร เป็นการทำเหมืองแร่ทองคำแบบเหมืองหาบหรือเหมืองเปิด มีบ่อเหมืองหลัก 2 บ่อ คือ บ่อตะวัน และบ่อจันทรา ตั้งอยู่บริเวณเขาหม้อ
@‘โจทก์’มีอำนาจฟ้อง-คำพิพากษาของ‘ศาลปค.’ไม่ก่อผลผูกพัน
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มมีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่ที่ 2 บ้านเขาตะพานนาก หมู่ที่ 3 บ้าบเขาดิน หมู่ที่ 4 บ้านจิตเสือเต้น หมู่ที่ 7 บ้านหนองขนาก หมู่ที่ 8 บ้านนิคม หมู่ที่ 9 บ้านเขาหม้อ ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และหมู่ที่ 1 บ้านวังขนาง หมู่ที่ 4 บ้านด่านช้าง หมู่ที่ 5 บ้านวังชะนางใต้ หมู่ที่ 7 บ้านทุ่งนางงาม หมู่ที่ 8 บ้านดงหลง หมู่ที่ 10 บ้านหนองแสง ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์
โดยตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายสืบทอดติดต่อกันมานานหลายช่วงอายุคน โดยตั้งบ้านเรือนพักอาศัยและประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นบริเวณที่อยู่รอบพื้นที่ประทานบัตรและพื้นที่ประกอบกิจการแต่งแร่ทองคำของจำเลย
ส่วนจำเลยเป็นนิตินิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจการทำเหมืองแร่ รวมทั้งการระเบิดและย่อยหิน สกัด แยก แปรสภาพ ถลุง แต่ง สำรวจ หาตัวอย่าง ขุดเจาะ วิเคราะห์ ทำความสะอาด บด และขนส่งซึ่งแร่ เดิมจำเลยได้รับใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำปี 2543 ที่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และได้ดำเนินการผลิตแร่และประกอบโลหกรรมตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมา
ปัจจุบันจำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ทองคำและเงิน ตั้งอยู่บริเวณเขตติดต่อระหว่างตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และตำบลท้ายดง อำเภอวังโป้ง จังหวัดเพชรบูรณ์
การทำเหมืองแร่ทองคำของจำเลยบริเวณที่ได้รับประทานบัตร เป็นการทำเหมืองแร่ทองคำแบบเหมืองหาบ หรือเหมืองเปิด มีบ่อเหมืองหลัก 2 บ่อ คือ บ่อตะวัน และบ่อจันทรา ตั้งอยู่บริเวณเขาหม้อ ซึ่งพื้นที่โดยรอบประทานบัตรดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนา ไร่มันลำปะหลัง และข้าวโพด
การทำเหมืองแร่ของจำเลยเริ่มจากการระเบิดหิน เพื่อนำสินแร่ที่ปนอยู่ในเนื้อดินและหินไปประกอบโลหะกรรมและขุดขนสินแร่จากบ่อเหมืองไปยังโรงแต่งแร่
โดยสินแร่จะถูกบดจนละเอียดและนำผ่านกระบวบการแยกโลหะทองคำด้วยสารไซยาไนด์ ส่วนกากแร่ที่เกิดขึ้นหลังจากการแยกโลหะทองคำออกแล้ว จะถูกนำไปผ่านกระบวนการขจัดสารไซยาไนค์ แล้วถูกขนส่งทางท่อไปเก็บไว้ในบ่อกับเก็บกากแร่ ซึ่งเป็นระบบบ่อเปิด สายแร่ทองคำจะพบปะปนอยู่กับสายแร่โลหะหนัก เช่น สารหนู แมงกานีส ตะกั่ว ปรอท
การทำเหมืองดังกล่าวใช้เครื่องจักรขุดเปิดหน้าดิน และขุดเจาะระเบิด ขนย้ายเก็บกองเปลี่ยนขนาดของหินแร่ที่มีทองคำเป็นองค์ประกอบหลักมาใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของฝุ่นละอองโลหะหนักที่มีพิษออกสู่ภายนอกเหมือง โดยการพัดปลิวไปตามกระแสลม เกิดเสียงดังและสั่นสะเทือนจากการระเบิดหิน
เกิดการรั่วไหลของสารพิษไซยาไนด์ที่ถูกกักเก็บไว้ในบ่อกักเก็บกากแร่ เกิดการแพร่กระจายของสารโลหะหนักอื่นๆ เช่น สารหนู แมงกานีส เหล็ก อันเป็นสารพิษที่เกิดจากกระบวนการทำเหมืองแร่ และแต่งแร่ทองคำและเงินของจำเลยโดยตรง แพร่กระจายไหลลงสู่คลองล่องหอย คลองสายรุ้ง และอ่างเก็บน้ำเขาหม้อ
จากนั้นแพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ที่อาศัยบริเวณโดยรอบลำคลองและอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการสะสมของสารพิษอยู่ในผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการบริโภคข้าวและอาหารจากแหล่งน้ำดังกล่าว มีสารไซยาไนด์ สารหนู และแมงกานีส เจือปน
นอกจากนี้ การทำแหมืองแร่ของจำเลยมีกระบวนการระเบิดหิน เป็นเหตุให้เกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือน เกิดการแพร่กระจายของฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เป็นเหตุให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มเจ็บป่วยได้รับอันตรายต่อชีวิตร่างกาย สุขภาพ อนามัย และจิตใจ
โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้ทำการสุ่มตรวจเลือดและปัสสาวะของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม พบว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มจำนวนมาก มีสารหนูในปัสสาวะและสารแมงกานีสในเลือดเกินค่าปกติ เกิดความเสียหายต่อดีเอ็นเอมนุษย์ โจทก์และสมาชิกกลุ่มต้องเจ็บป่วยมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย แผลพุพอง เป็นผื่นแดงและคันตามผิวหน้าและลำตัว อ่อนเพลีย มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง
โจทก์และสมาชิกกลุ่ม หายใจเอาฝุ่นสารหนูเข้าไปเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอันตรายต่อทางเดินหายใจ ปอด ถุงลมโป่งพองเรื้อรัง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง รักษาไม่หาย และเป็นสารก่อมะเร็งคับ โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจเสื่อมสมรรถภาพในการทำงาน ขาดโอกาสใบการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตเป็นปกติสุข หวาดวิตกต่อการเกิดโรคจากสารพิษ
นอกจากนี้ ที่ดินและผลผลิตทางการเกษตรของโจทก์และสมาชิกกลุ่มยังได้รับความเสียหาย อันเกิดจากการปนเปื้อนของสารพิษในดินและผลผลิต ทำให้ที่ดินเสื่อมค่า ผลผลิตขายไม่ได้ราคา พืชผลได้รับสารพิษยืนต้นตาย น้ำประปาชุมชนที่เคยใช้ดื่มกิน ต้องปนเปื้อนสารพิษไม่สามารถดื่มกินได้ ต้องซื้อน้ำถังมาอุปโภคบริโภค ทำให้มีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงขึ้น
จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองแหล่งแร่ทองคำ และบ่อเก็บกักกากแร่ อันเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษและมีมลพิษรั่วไหลหรือแพร่กระจายออกจากแหล่งแร่และบ่อกักกากแร่ดังกล่าว ทำให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และทรัพย์สินเสียหาย ขาดประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน จำเลย จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม
ส่วนจำเลยให้การและนำสืบว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย เดิมโจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยทำงานที่เหมืองแร่ทองคำของจำเลยมาก่อน ตั้งแต่ประมาณปี 2544 ถึงปลายปี 2550 ในระหว่างที่โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยนั้น จำเลยได้ดำเนินการให้มีการตรวจสุขภาพของโจทก์เป็นประจำทุกปี ซึ่งจากข้อมูลผลตรวจสุขภาพประจำปี 2547 ถึงปี 2550 นั้น ปรากฏว่า โจทก์มีสุขภาพแข็งแรงดี อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกประการ
ต่อมาในช่วงปี 2551 โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินมีเอกสารสิทธินอกบริเวณพื้นที่ประทานบัตร ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกมาเสนอขายที่ดินของตนและพวกบริเวณใกล้วัดเขาหม้อให้แก่จำเลย โดยมีเนื้อที่รวมกันกว่า 100 ไร่ ในราคาไร่ละประมาณ 300,000 บาท ถึง 500,000 บาท
โดยเฉพาะที่ดินในส่วนที่โจทก์นำมาเสนอขายให้จำเลยรับซื้อ มีราคาสูงถึง 12,000,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินและราคาตลาดอย่างมาก ทำให้จำเลยไม่สามารถรับซื้อไว้ได้ อีกทั้งเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่ประทานบัตร ซึ่งไม่มีความจำเป็นทางธุรกิจกับจำเลย
หลังจากการเจรจาซื้อดินล้มเหลว โจทก์ก็ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับจำเลยมาโดยตลอด โดยได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการและองค์กรอิสระหลายแห่ง รวมทั้งการฟ้องคดีต่อศาลปกครองในปี 2553 กล่าวหาว่า เหมืองแร่ทองคำของจำเลยเป็นแหล่งมลพิษและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เป็นความจริง
ระหว่างพิจารณาของศาลปกครองได้มีคำสั่งตั้งผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสุขภาพของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ปรากฏว่าโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ไม่ได้รับผลกระทบจากโลหะหนักในเลือดเกินค่ามาตรฐาน
อีกทั้งในคดีหมายเลขแดงที่ พ.1947/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ฟ้องจำเลยว่า กระทำละเมิด โดยการระเบิดหิน ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านโจทก์ ต่อมาศาลวินิจฉัยว่า การระเบิดเหมืองของจำเลยอยู่ในค่ามาตรฐาน และการร้าวของบ้านโจทก์ อาจเกิดจากการต่อเติมบ้านของโจทก์เอง จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า โจทก์ได้ร้องเรียนกล่าวโทษจำเลยต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำเหมืองแร่ และการแต่งแร่ของจำเลย
และหน่วยงานดังกล่าวได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า จำเลยเป็นผู้ก่อให้เกิดมลพิษและเหมืองแร่ทองคำของจำเลยเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (3), มาตรา 69 มาตรา 70 และมาตรา 96 หรือไม่ อย่างไร
อีกทั้งพื้นที่เหมืองของจำเลย ก็ไม่เคยถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้หน่วยงานราชการใดเข้ามาจัดการควบคุมและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบ เนื่องจากโดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ได้เกิดสถานการณ์ใดๆ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างที่จะเป็นมูลเหตุให้ต้องมีการประกาศให้พื้นที่เหมืองของจำเลยเป็นเขตควบคุมมลพิษดังกล่าว
คำฟ้องโจทก์มีลักษณะเป็นการเรียกค่าชดเชยหรือค่าทดแทนจากรัฐ หากมีเหตุการณ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง โจทก์ต้องไปฟ้องเรียกร้องเอากับรัฐหรือหน่วยงานราชการของรัฐ ซึ่งอยู่ภายได้อำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 6
โจทก์ได้นำคดี ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่สำคัญเรื่องเดียวกันมาฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลปกครอง เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษายกฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลปกครอง และไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้
โดยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ในฐานะผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองพิษณุโลก คดีหมายเลขดำที่ 228/2553 และศาลมีคำสั่งให้จำเลยเข้ามาเป็นคู่กรณีในฐานะผู้ร้องสอด
โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า การอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทำเหมืองแร่ทองคำ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลเสียต่อสุขภาพของผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนรอบเหมืองอย่างร้ายแรง มีการกล่าวหาว่า น้ำเสียจากการแต่งแร่กักเก็บไว้ในบ่อที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโลหะหนัก
โดยเฉพาะสารหนูและแมงกานีส ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำใต้ดินเกินกว่ามาตรฐาน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและชาวบ้านเกิดอาการเจ็บป่วย ด้วยโรคพิษสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย ได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทุพพลภาพ ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพตามปกติ
แม้คดีปกครองดังกล่าว เป็นเรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ และโจทก์ได้ฟ้องคดีแพ่งคดีนี้เพื่อเรียกค่าเสียหาย โดยตั้งข้อหาว่าจำเลยกระทำละเมิด
แต่การพิจารณาของศาลในคดีแพ่งก็ต้องพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า การทำเหมืองแร่ทองคำและการประกอบโลหกรรมในเขตพื้นที่ประทานบัตร จำเลยกระทำโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นเหตุให้สารพิษจากโลหะหนักปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำใต้ดิน จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่
ข้อเท็จจริงที่สำคัญดังกล่าวทั้งในคดีปกครองและคดีแพ่งเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งในด้านเวลาที่อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิด และสถานที่คือเหมืองแร่ทองคำที่อ้างว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ เมื่อศาลปกครองพิษณุโลกได้พิจารณาพยานหลักฐานและมีคำพิพากษายกฟ้อง
โดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์กับสมาชิกกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบจากโลหะหนักในเลือดเกินกว่าค่ามาตรฐาน โจทก์จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลปกครองและไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้
เห็นว่า ในประเด็นนี้ลำดับแรกต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ในฐานะผู้แทนกลุ่มมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล หากปรากฏว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ย่อมเป็นเหตุให้ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยข้อพิพาทประการอื่นต่อไป
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 กำหนดให้การฟ้องคดีต้องกระทำโดยผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิดังนั้น การพิจารณาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ต้องวินิจฉัยจากข้อกล่าวอ้างและข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาฟ้องว่า หากเป็นจริงแล้ว กฎหมายให้ความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิแก่โจทก์หรือไม่ ยังมิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าข้ออ้างนั้น เป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระของคดีใบชั้นวินิจฉัยต่อไป
คดีนี้ โจทก์ฟ้องคดี โดยกล่าวอ้างว่า จำเลยประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำและการแต่งแร่ โดยใช้กระบวนการที่ก่อให้มีเกิดการระเบิด การฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง การรั่วไหลและแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนัก
อันเป็นเหตุให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มซึ่งอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่โดยรอบเหมืองแร่ ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตตามปกติสุข อันเป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
แต่เมื่อพิจารณาลักษณะคดีดังกล่าว เป็นคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีละเมิดทั่วไป จึงต้องพิจารณาเหตุละเมิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ด้วย เนื่องจากความเสียหายจากมลพิษและกิจกรรมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นความเสียหายที่อาจไม่ปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน แต่ค่อยเป็นค่อยไป มีลักษณะต่อเนื่อง สะสม และแผ่ขยายไปยังบุคคลหลายรายในพื้นที่เดียวกัน
การพิจารณาสถานะของผู้เสียหาย ต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของผลกระทบ มิใช่จำกัดความหมายอย่างเคร่งครัด เฉพาะกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นโดยตรงและทันทีเท่านั้น
บุคคลซึ่งอยู่อาศัย ใช้ประโยชน์ หรือประกอบอาชีพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแหล่งกำเนิดมลพิษ และอ้างว่าตนได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือทรัพย์สิน เป็นการเฉพาะตัว ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้ความเสียหายนั้นจะต้องอาศัยการพิสูจน์ในภายหลังว่า มีสาเหตุมาจากการกระทำของจำเลยหรือไม่ก็ตาม
โจทก์และสมาชิกกลุ่ม มิได้อ้างเพียงความเดือดร้อนในเชิงนามธรรม แต่บรรยายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเองโดยตรง ทั้งในด้านสุขภาพอนามัย การเจ็บป่วยจากสารพิษ การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ที่ดิน และผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการดำรงชีพ
ข้ออ้างดังกล่าว หากพิสูจน์ได้ ย่อมเป็นความเสียหายที่เฉพาะเจาะจงต่อโจทก์และสมาชิกกลุ่ม มิใช่เพียงความเสียหายทั่วไปของประชาชนโดยไม่จำแนก ดังนั้น เมื่อพิจารณาในชั้นอำนาจฟ้อง ย่อมต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ซึ่งอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายจากการกระทำละเมิดของจำเลย จึงถูกโต้แย้งสิทธิ และเป็นผู้มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว
ส่วนข้อต่อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะยังไม่มีหน่วยงานของรัฐวินิจฉัยหรือรับรองว่าเหมืองแร่ของจำเลยเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ และพื้นที่เหมืองไม่เคยถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ นั้น
ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2435 มาตรา 96 กำหนดหลักความรับผิดของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษในลักษณะความรับผิดโดยเคร่งครัด
โดยมุ่งหมายคุ้มครองผู้เสียหาย มิได้กำหนดให้การใช้สิทธิฟ้องคดีของผู้เสียหาย ต้องขึ้นอยู่กับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ หรือการดำเนินการของหน่วยงานทางปกครอง การฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นสิทธิของผู้เสียหายโดยตรง
การที่หน่วยงานของรัฐยังไม่ได้มีคำสั่งหรือความเห็นว่า กิจการใดเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ไม่เป็นเหตุให้ผู้ได้รับความเสียหายหมดสิทธิฟ้องคดีแพ่ง เพราะการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง มิใช่ความรับผิดทางปกครอง
ส่วนกรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เคยนำข้อเท็จจริงเดียวกันไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และศาลปกครองมีคำพิพากษายกฟ้องแล้วนั้น
คดีปกครองเป็นคดีที่ว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจทางปกครองหรือการละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ขณะที่คดีนี้เป็นคดีแพ่งว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน แม้ข้อเท็จจริงบางประการจะเกี่ยวข้องกัน แต่ฐานแห่งสิทธิและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน
คำพิพากษาของศาลปกครองไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันศาลแพ่งในประเด็นความรับผิดทางละเมิด เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ขาดอำนาจฟ้องคดีแพ่งนี้
เมื่อโจทก์เป็นบุคคลซึ่งอ้างว่าตนได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย อันเป็นเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแห่งและพาณิชย์ จึงมีสถานะเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลแห่งได้
การที่ยังไม่มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ การที่หน่วยงานของรัฐยังไม่มีคำวินิจฉัย หรือการที่โจทก์เคยฟ้องคดีปกครองมาก่อน ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ขาดอำนาจฟ้องในคดีนี้ ข้อต่อสู้ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง
@คำฟ้อง‘โจทก์’ไม่เคลือบคลุม-‘จำเลย’ต่อสู้คดีได้โดยไม่เสียเปรียบ
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่
โจทก์บรรยายฟ้อง โดยได้บรรยายสถานที่ตั้งเหมืองแร่ ลักษณะกิจการ กระบวนการทำเหมืองและแต่งแร่ แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจายของมลพิษ ตลอดจนความเสียหายที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับ
ส่วนจำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ว่า โจทก์บรรยายเหตุแห่งการกระทำละเมิดหลายลักษณะ มิได้ระบุวันเวลาแห่งการกระทำละเมิดโดยชัดแจ้ง สมาชิกกลุ่มแต่ละรายได้รับความเสียหายแตกต่างกัน เป็นคนละมูลละเมิด คนละเหตุ และคำขอบังคับเป็นการคำนวณค่าเสียหายโดยเหมารวม อันทำให้คำฟ้องไม่แสดงสภาพแห่งข้อหาโดยชัดเจน จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น
เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแห่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า “คำฟ้องต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น”
บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ศาลสามารถทราบถึงขอบเขตแห่งคดี และเพื่อให้จำเลยทราบว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำการใด อันจะได้จัดเตรียมการต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม มิได้มุ่งหมายให้คำฟ้องต้องบรรยายรายละเอียดในระดับเดียวกับคำพิพากษา
การจะถือว่าคำฟ้องเคลือบคลุมคลุมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสาระสำคัญของคำฟ้องเป็นหลัก มิใช่พิจารณาโดยเคร่งครัดในเชิงรูปแบบ หากคำฟ้องสามารถทำให้ศาลเข้าใจมูลคดี สามารถกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้ และจำเลยสามารถยื่นคำให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีได้โดยไม่เสียเปรียบ ย่อมไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
แม้คำบรรยายจะมิได้ระบุรายละเอียดในทุกรายการก็ตาม เมื่อพิจารณาลักษณะคดีนี้เป็นคดีสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการประกอบกิจการเหมืองแร่และการแต่งแร่ ซึ่งเป็นกิจกรรมอุตสาหกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน มิใช่การกระทำละเมิดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือเกิดขึ้นในวันเวลาใดวันเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ
การกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการละเมิด จึงมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่อง และความเสียหายที่อ้างว่าเกิดขึ้นก็เป็นความเสียหายที่สะสม ค่อยเป็นค่อยไป และอาจปรากฏผลในระยะยาวในกรณีที่การกระทำละเมิดมีลักษณะต่อเนื่อง
การบรรยายวันเวลาแห่งการกระทำ โดยระบุเป็นช่วงระยะเวลาหรือระบุลักษณะของการกระทำที่ดำเนินต่อเนื่อง ย่อมถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องระบุวันและเวลาที่แน่นอนของการกระทำแต่ละครั้ง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจกระทำได้ในทางปฏิบัติ และหากบังคับให้โจทก์ต้องบรรยายเช่นนั้น ย่อมเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษโดยไม่สมควร
เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ในคดีนี้ ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายถึงกิจการของจำเลย สถานที่ตั้งเหมืองแร่ วิธีการทำเหมืองและการแต่งแร่ ตลอดจนลักษณะของมลพิษที่อ้างว่าเกิดขึ้น เช่น การแพร่กระจายของฝุ่นละออง โลหะหนัก การรั่วไหลของสารไซยาไนด์ การปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรกรรม
และได้บรรยายถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม ทั้งในด้านสุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิต โดยระบุช่วงเวลาที่ได้รับผลกระพบอย่างต่อเนื่อง
แม้คำฟ้องจะกล่าวถึงเหตุละเมิดหลายลักษณะ แต่เมื่อพิจารณาโดยสภาพแล้ว เหตุละเมิดดังกล่าว ล้วนมีแหล่งกำเนิดจากการประกอบกิจการเหมืองแร่และการแต่งแร่ของจำเลยในพื้นที่เดียวกัน เป็นการกล่าวอ้างถึงการกระทำที่มีลักษณะเชื่อมโยงและต่อเนื่อง มิใช่เป็นการกล่าวอ้างถึงเหตุละเมิดที่แยกขาดจากกับโดยเด็ดขาด
การที่จำเลยอ้างว่าเป็นคนละมูลละเมิด คนละเหตุ และคนละคราว จึงเป็นเพียงข้อโต้แย้งในเนื้อหาสาระของคดี ซึ่งต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา มิใช่เป็นเหตุให้คำฟ้องตกเป็นฟ้องเคลือบคลุม
สำหรับกรณีที่สมาชิกกลุ่มแต่ละรายอาจได้รับความเสียหายแตกต่างกันนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้โจทก์ฟ้องแทนสมาชิกกลุ่มที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำในลักษณะเดียวกัน หรือมีลักษณะร่วมกันได้ แม้ระดับความเสียหายหรือรายละเอียดของความเสียหายของสมาชิกแต่ละรายจะไม่เท่ากันก็ตาม การกำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณค่าเสียหายเป็นกลุ่ม จึงเป็นเรื่องของของวิธีการเยียวยา มิใช่ข้อบกพร่องแห่งคำฟ้อง
นอกจากนี้ จากข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยสามารถยื่นคำให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาตามคำฟ้องของโจทก์ได้โดยละเอียด โดยอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อสู้ในทุกประเด็น ทั้งในเรื่องอำนาจฟ้อง ความเคลือบคลุม อายุความ และเนื้อหาการกระทำละเมิด แสดงให้เห็นจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาและขอบเขตแห่งคดีเป็นอย่างดี การฟ้องจึงมิได้ทำให้จำเลยตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบในการต่อสู้คดี
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
@คดี‘ไม่ขาดอายุความ’-ชี้มีลักษณะ‘ละเมิดต่อเนื่อง’-เสียหายสะสม
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 3 มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่
โจทก์ มีว่าที่ร้อยตรีสมชาย อามีน ทนายโจทก์ของกลุ่ม เป็นพยานเบิกความว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2554 และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากการเริ่มทำเหมืองแร่ของจำเลย
ดังนั้น การกระทำที่เป็นเหตุแห่งคดีเป็นผลจากการประกอบกิจการเหมืองแร่และการแต่งแร่ของจำเลย จึงเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และความเสียหายจากสารพิษและโลหะหนักเป็นความเสียหายที่มีลักษณะสะสม และปรากฎผลภายหลัง มิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในคราวเดียว
โจทก์และสมาชิกกลุ่มเพิ่งทราบถึงความเสียหายที่แท้จริงและความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำของจำเลยกับความเสียหาย ภายหลังจากมีการตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายและมีอาการเจ็บป่วย การฟ้องคดีจึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความ และเป็นกรณีการละเมิดต่อเนื่อง
ส่วนจำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อ้างว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าความเสียหายเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2558 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 อันเป็นการพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความมูลละเมิดแล้ว
เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ทำละเมิด”
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทกฎหมายทั่วไปว่าด้วยอายุความคดีละเมิด อย่างไรก็ดี การตีความบทบัญญัตินี้โดยคำนึงถึงลักษณะของการละเมิดและความเสียหายเป็นสำคัญ มิได้ใช้การนับอายุความในลักษณะตายตัว โดยไม่พิจารณาสภาพข้อเท็จจริงของคดี
เมื่อพิจารณาลักษณะคดีนี้เป็นคดีสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการประกอบกิจการเหมืองแร่และการแต่งแร่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน การกระทำที่โจทก์อ้างว่าเป็นละเมิด มิใช่การกระทำเพียงครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด แต่เป็นการกระทำที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และทรัพย์สินของประชาชน โดยสะสมในร่างกายและสิ่งแวดล้อม
ในกรณีที่การละเมิดมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่อง อายุความย่อมยังไม่เริ่มนับ ตราบเท่าที่การกระทำละเมิดยังคงดำเนินอยู่ หรือความเสียหายยังคงเกิดขึ้นและปรากฎผลอยู่ต่อเนื่อง เพราะยังไม่อาจถือได้ว่าการละเมิดได้สิ้นสุดลงแล้ว
สำหรับความเสียหายจากมลพิษหรือสารพิษ ซึ่งมีลักษณะสะสมและอาจไม่ปรากฏผลในทันที การนับอายุความตามมาตรา 448 ต้องนับตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายรู้หรือควรรู้ถึงความเสียหายที่แท้จริง และรู้ตัวผู้จะต้องรับผิด มิใช่นับแต่วันที่เริ่มมีการกระทำหรือวันที่อาจคาดหมายได้โดยทั่วไปว่าอาจเกิดความเสียหาย
จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์และสมาชิกกลุ่มอ้างว่าได้รับผลกระทบจากสารพิษและโลหะหนัก ซึ่งแพร่กระจายจากกิจการเหมืองแร่ของจำเลย ความเสียหายดังกล่าวมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป สะสมในร่างกายและสิ่งแวดล้อม และปรากฎผลในระยะเวลาต่อมา
โจทก์นำสืบว่า มีการตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกาย และมีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้นภายหลังจากการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในพื้นที่มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงไม่อาจถือเอาวันที่เริ่มมีการประกอบกิจการเหมืองแร่ หรือวันที่เริ่มมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม เป็นวันเริ่มต้นนับอายุความได้โดยเคร่งครัด เพราะความเสียหายยังไม่ปรากฏชัดเจน และผู้เสียหายยังไม่อาจรู้ได้โดยแน่ชัดว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้าวว่า เป็นการแพร่กระจายของสารพิษอย่างต่อเนื่องจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ ซึ่งยังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ฟ้องคดี ย่อมถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อเนื่อง อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ
พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำที่โจทก์อ้างว่าเป็นละเมิดมีลักษณะเป็นการละเมิดต่อเนื่อง และความเสียหายเป็นความเสียหายที่สะสมและปรากฎผลภายหลัง
การนับอายุความจึงต้องพิจารณาตามสภาพแห่งคดี มิอาจนับโดยตายตัวจากวันเริ่มต้นของกิจการหรือช่วงเวลาที่คาดหมายได้โดยทั่วไป เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 จึงยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องพ้นกำหนดอายุความ คดีจึงไม่ขาดอายุความ
เหล่านี้เป็นคำวินิจฉัยของศาลฯในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ,ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลฯวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ,ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ
ในตอนหน้าสำนักข่าวอิศราจะขอนำเสนอคำพิพากษาของศาลฯ ซึ่งได้วินิจฉัยในประเด็นถัด คือ การทำเหมืองแร่ของจำเลย (บมจ.อัครา รีซอร์สเซส) ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม หรือเกิดเสียงดัง สั่นสะเทือนต่อพื้นที่ชุมชนหรือไม่ ฯลฯ ?
อ่านประกอบ :
ไม่รับไว้พิจารณา! ป.ป.ช.ตีตกกล่าวหา‘สุริยะ-พวก’ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปม‘อัคราฯ’ขุดถนนหลวง
ศาลฯสั่ง‘บ.อัคราฯ’ชดใช้‘ค่าเสื่อมสุขภาพ-จิตใจ’ชาวบ้าน 386 ราย ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง
‘ชาวบ้าน’นำ‘ปทส.’ชี้จุดเก็บ‘ตัวอย่างน้ำ’ ประกอบสำนวนคดี‘บ่อเก็บกากแร่’เหมืองทองรั่วปี 58
‘ดีเอสไอ’รับคดี‘บมจ.อัคราฯ’ส่อใช้‘นอมินี’ถือครองที่ดินทำ‘เหมืองทองคำ’เป็น‘คดีพิเศษ’
‘ศาลปค.กลาง’พิพากษายกฟ้อง‘อธิบดี กพร.’สั่ง‘อัคราฯ’แก้ไขปัญหา‘บ่อกักเก็บกากแร่’รั่วซึม
'กลุ่มปฏิรูปเหมืองทองฯ'ร้อง'อสส.' ข้องใจ'อัยการ'ไม่ฟ้อง'บ.อัคราฯ'ข้อหาลักลอบขุดถนนหลวง
อัยการสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา คดีเหมืองทองอัครา ข้อหายึดที่ดินรัฐ-ครอบครองป่า
คดีสั่งฟ้อง‘บ.อัคราฯ’ข้อหานอมินี ถึงมือ‘อัยการสูงสุด’แล้ว-เร่ง‘ดีเอสไอ’สอบเพิ่มคดีเก่า
DSI แถลงผลคดีพิเศษ 4 ด้าน ยกความสำเร็จปมโรงพัก สตช.-ป.ป.ช.ชี้มูลเหมืองทองอัครา
มีรั้วกั้นเขตแต่ไม่ตรวจสอบ! พลิกคดีออกโฉนด‘บ.อัคราฯ’มิชอบ-ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลฯ
‘ป.ป.ช.’ชี้มูลความผิด‘จนท.รัฐ-บ.อัคราฯ’ คดีออกโฉนดรุกพื้นที่ป่าไม้-ส่งสำนวน‘อัยการ’แล้ว
‘ดีเอสไอ’ตั้งเรื่องสืบสวนฯ กรณีร้องเรียน‘บ.อัคราฯ’ทำสารพิษรั่วไหลออกนอกเหมืองทองคำปี 60
ไม่มีเหตุอันควร! แพร่คำสั่ง‘อัยการสูงสุด’ไม่อุทธรณ์ คดีเปลี่ยนแปลงแผนผังเหมืองทองอัคราฯ
ยกฟ้อง! อดีตอธิบดีกรมอุตฯ-พวก ไฟเขียว บ.อัคราฯ เปลี่ยนผังเหมืองทอง- ป.ป.ช.ค้าน อสส.
DSI สั่งฟ้อง‘บ.อัคราฯ’ข้อหานอมินี-เครือข่ายปชช.จี้‘อัยการ’สาง 4 คดี ชี้ 4 ปีไม่คืบหน้า
เปิดตัว‘สวนสักพัฒนา’เครือ‘อัคราฯ’ ในสำนวน ป.ป.ช.คดีรับเงินเอื้อ บ.เหมืองแร่

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา