
“…มิใช่แผนการใช้จ่ายเงินที่จะสามารถทำให้สำเร็จได้โดยใช้เงินกู้อย่างฉุกเฉินรีบด่วน อันจะเป็นเหตุให้ฝ่ายบริหารต้องละเลยกระบวนการขั้นตอนทางนิติบัญญัติปกติ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบแผนงานโครงการ และการอนุมัติวงเงินงบประมาณสำหรับแผนการโครงการต่างๆ จากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท แทนที่จะดำเนินการโดยการตราพระราชบัญญัติ…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเสรีรวมไทย ร่วมลงชื่อยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยกฎหมายให้เวลาประธานสภาฯ ภายใน 3 วัน ในการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดคำร้อง (ตอนที่ 2) เสนอเป็นตอนจบ ดังนี้
อ่านประกอบ : เปิดคำร้องฉบับเต็ม 'พ.ร.ก.กู้เงิน' 4 แสนล้าน (1) ไม่เป็นไปเพื่อปย.รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
@ เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ทำตอนนี้ ไม่ส่งผลกระทบอย่างเฉียบพลัน
สำหรับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะประเด็น “การเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เห็นได้ว่า
ประการที่ 1 แม้การเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจะเป็นนโยบายที่ฝ่ายบริหารต้องทำหรือสมควรกระทำ แต่หากฝ่ายบริหารไม่ดำเนินการในตอนนี้ ก็มิได้ส่ง “ผลกระทบอย่างเฉียบพลัน” ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกิดความไม่มั่นคง จนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างฉุกเฉินรีบด่วนด้วยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาทแทนที่จะตราเป็นพระราชบัญญัติตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่ตราบทบัญญัติพิพาทแห่งพระราชกำหนดฉบับพิพาทในทันที กรณีก็ยังไม่ก่อให้เกิด “ความเสียหายร้ายแรงอย่างเฉียบพลัน” ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน การขาดแคลนพลังงาน หรือภาวะหยุดชะงักของระบบเศรษฐกิจ อย่างปัจจุบันทันด่วน อันเป็นเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญมุ่งหมายให้สามารถใช้อำนาจตราพระราชกำหนดได้
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์แล้ว จะพบว่าขณะนี้ประเทศไทยก็มิได้อยู่ในสภาวะที่กำลังเผชิญกับสภาพความไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะต้องรีบจัดหามาตรการลดการพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างฉุกเฉินโดยมีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ อันจะเข้าข่ายวัตถุประสงค์ที่จะต้องตราพระราชกำหนดแต่อย่างใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงมาตรการ โครงการ หรือแผนงานสำหรับการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสองด้าน ทั้งในด้าน “การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้า” และในด้าน “การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคยานยนต์” กล่าวคือ
@ หลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ
ด้านที่หนึ่ง การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ต่อกรณีนี้ รัฐบาลได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 69.1 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และโรงไฟฟ้าจำนวนมากยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานที่ยังไม่สิ้นสุดอายุ รายละเอียดปรากฏตามสถิติการผลิตกระแสไฟฟ้ารายเดือนจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง (Monthly Electricity Generation by Fuel Type) จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เอกสารที่ส่งมาด้วย (3)
นอกจากนั้น ในปัจจุบัน ระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยก็ถูกออกแบบเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รวมศูนย์ มิได้ถูกออกแบบเพื่อให้รองรับระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ในระดับครัวเรือน หรือระดับชุมชน
ดังนี้ แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ยังต้องมีการปรับปรุงระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยให้รองรับระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์เพื่อรองรับระบบพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ระยะเวลาในขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง และการทดสอบระบบอันเป็นแผนงานในระยะยาว
นอกจากนั้น จากข้อมูลทางเทคนิคที่ว่า การลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยดังกล่าว ต้องอาศัยระยะเวลาอย่างน้อยประมาณ 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดปรากฏตามแผนแม่บทการพัฒนาสมาร์ทกริดของไทย จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เอกสารที่ส่งมาด้วย (4) ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยการดำเนินนโยบายพลังงานสะอาดนั้นเป็น “แผนระยะปานกลาง” และ “แผนระยะยาว” ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ผ่านการวางแผนเชิงเทคนิค การบริหารสัญญาสัมปทาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
มิใช่แผนการใช้จ่ายเงินที่จะสามารถทำให้สำเร็จได้โดยใช้เงินกู้อย่างฉุกเฉินรีบด่วน อันจะเป็นเหตุให้ฝ่ายบริหารต้องละเลยกระบวนการขั้นตอนทางนิติบัญญัติปกติ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบแผนงานโครงการ และการอนุมัติวงเงินงบประมาณสำหรับแผนการโครงการต่างๆ จากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท แทนที่จะดำเนินการโดยการตราพระราชบัญญัติ
ด้านที่สอง การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคยานยนต์
ต่อกรณีนี้ ตามข้อเท็จจริงในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกตลาดและมาตรการส่งเสริมที่มีอยู่ เมื่อพิจารณาสถิติการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในปี พ.ศ. 2568 พบว่า มีรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด รวมจำนวนทั้งสิ้น 273,537 คัน จากจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 550,290 คัน และในปี พ.ศ. 2569 ในช่วง 4 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน พ.ศ. 2569 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า
สถิติการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 131,449 คัน จากจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 232,759 คัน รายละเอียดปรากฏตามแผ่นซีดีรอมบันทึกข้อมูลสถิติการจดทะเบียนรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก จำแนกตามชนิดเชื้อเพลิง ทั่วประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2568 และประจำเดือนมกราคม - เมษายน ปี พ.ศ. 2569 สิ่งที่ส่งมาด้วย (5)
จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคยานยนต์กำลังดำเนินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้ว ผ่านกลไกตลาดและมาตรการสนับสนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น การสนับสนุนด้านภาษี การให้เงินอุดหนุน และการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกอบกับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ายังเป็นประเภทโครงการที่ภาคเอกชนและตลาดทุนมีความสนใจลงทุน ทั้งในรูปแบบตราสารหนี้สีเขียว หรือตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bond), กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน IFF (Infrastructure Fund: IFF) และการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) ดังจะเห็นได้จากโครงการพลังงานหมุนเวียนและสถานีชาร์จไฟฟ้าหลายโครงการที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนในปัจจุบัน
ดังนั้น การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคยานยนต์ จึงไม่ได้เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จนเป็นเหตุให้ต้องตราพระราชกำหนดพิพาทฉบับ แทนที่จะดำเนินการโดยการตราพระราชบัญญัติ เช่นกัน
@ ‘บันทึกกฤษฎีกา’ ตั้งข้อสังเกต "ไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายได้ทันอย่างไร"
ประการที่ 2 การที่พระราชกำหนดฉบับพิพาท กำหนดให้กระทรวงการคลัง โดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารนี้ ในนามรัฐบาล โดยสามารถลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570 ก็แสดงให้เห็นว่า
นโยบายการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการมีภยันตรายทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนโดยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท
นอกจากนั้น หากรัฐบาลต้องการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จำเป็นต้องมีการลงทุนที่มีลักษณะเป็นแผนการลงทุนระยะหลายปี ไม่ใช่ว่าเมื่อตราพระราชกำหนดฉบับพิพาทแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนผ่านระบบการใช้พลังงานของประเทศได้
อีกทั้ง เมื่อพิจารณาบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .... (เรื่องเสร็จที่ 373/2569) ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการในบัญชีท้ายร่างพระราชกำหนดฯ ตามข้อ 2. การใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ และชุมชนว่า
ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการในเรื่องนี้มาโดยตลอด ประกอบกับขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อันแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ได้มีการดำเนินการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง มิใช่มาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่จะต้องรีบดำเนินการ โดยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท แทนที่จะดำเนินการโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ


ประกอบกับเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทย ก็ปรากฏว่าเป็นการกำหนดแผนการดำเนินการไว้ล่วงหน้าใน “แผนพลังงานแห่งชาติ” (National Energy Plan: NEP) รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายหน้าจอเว็บไซต์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เอกสารที่ส่งมาด้วย (6) “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ” (Power Development Plan : PDP) รายละเอียดปรากฏตามสำเนาแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Revision 1) โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เอกสารที่ส่งมาด้วย (7) และ “พันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ” รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายหน้าจอเว็บไซต์องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) บทความเรื่อง “มารู้จักความตกลง UNFCCC ลดก๊าซเรือนกระจก” เอกสารที่ส่งมาด้วย (8) อันเป็นกรอบการดำเนินการในระยะยาวทั้งสิ้น
อนึ่ง เมื่อพิจารณาโครงการในบัญชีท้ายพระราชกำหนดฉบับพิพาท ในส่วนแผนงานที่ 2 ก็ปรากฏว่า เป็นการจัดทำโครงการที่มีลักษณะเป็นการลงทุนและพัฒนาเชิงโครงสร้าง เช่น การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การสนับสนุนสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาพลังงานทดแทน และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว อันเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการเป็นระยะยาว และทยอยลงทุนได้ตามลำดับความจำเป็น และมีลักษณะโดยสภาพของโครงการที่ล้วนแต่เป็นโครงการหรือแผนงานที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี
ทั้งนี้ ต้องกล่าวด้วยว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงข้างต้นประกอบกับหลักการและเหตุผลของพระราชกำหนดแล้ว เห็นได้ว่าคณะรัฐมนตรีกำหนดเป้าหมายในลักษณะของการ “ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” “การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่” “การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม” และ “การส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงาน” ซึ่งล้วนเป็น เป้าหมายเชิงนโยบายระยะยาว มิใช่มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าในระยะจำเป็นรีบด่วนตามนัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด

@ ปราศจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีภยันตรายเฉียบพลัน
ข้อ 4. จากที่กล่าวมาทั้งหมด สำหรับการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เมื่อปราศจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีภยันตรายเฉียบพลันที่คุกคามทางเศรษฐกิจของประเทศด้านพลังงานที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างฉุกเฉินรีบด่วน โดยใช้มาตรการที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติพิพาทแห่งพระราชกำหนด
นอกจากนั้น มาตรการที่กำหนดขึ้นตามแผนงานในพระราชกำหนดฉบับพิพาท ก็เป็นมาตรการที่เป็นแผนงานในระยะกลางถึงระยะยาว อันมิใช่เป็นแผนงานที่จำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างฉุกเฉินรีบด่วน ดังนี้
พระราชกำหนดฉบับพิพาท มาตรา 3 เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “... และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพรองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์...”, มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้ ... (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว”
และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 แผนงานหรือโครงการที่ 2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
จึงย่อมเป็นเนื้อหาของพระราชกำหนดฉบับพิพาทที่ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อจะแก้ไขภยันตรายทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้
ข้อ 5. อนึ่ง ต้องกล่าวด้วยว่า การดำรงอยู่และอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดฉบับพิพาทนี้ เมื่อนำมาใช้บังคับต่อการดำเนินโครงการตามบทบัญญัติพิพาทแห่งพระราชกำหนด ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงการหรือแผนงานระยะกลางถึงระยะยาว และคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจดุลพินิจในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติงบประมาณในการเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อดำเนินกิจการที่มีความหลากหลายและต่อเนื่องแล้ว เสมือนหนึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ย่อมขัดต่อ “หลักการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐสภา” หรือ “หลักความยินยอมของฝ่ายนิติบัญญัติ” อันเป็นหลักการสำคัญตาม “หลักแบ่งแยกอำนาจ” ที่การใช้งบประมาณของฝ่ายบริหาร ต้องผ่านการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบอนุมัติงบประมาณโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
นอกจากนั้น ยังเป็นการหลีกเลี่ยงหลัก “ความเป็นเอกภาพของงบประมาณ” เนื่องจากการตราพระราชกำหนดให้ฝ่ายบริหารพิจารณาและกำกับการใช้จ่ายงบประมาณทั้งหมดโดยลำพัง โดยปราศจากการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ย่อมทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่อาจได้รับรู้การใช้จ่ายเงินในแผนงานหรือโครงการที่ฝ่ายบริหารดำเนินการใช้จ่ายไปอย่างครบถ้วน และกระทบความเป็นเอกภาพและความไม่ซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน
อีกทั้งยังกระทบต่อ “หลักรายจ่ายเฉพาะเจาะจง” ที่กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องได้ทราบถึง “หน่วยงาน” ที่เป็นผู้รับงบประมาณ และ “รายการ” หรือ “แผนงาน” ที่หน่วยงานดังกล่าวจะนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบได้ว่า ฝ่ายบริหารจะนำรายจ่ายนั้นไปให้หน่วยงานใดใช้จ่ายในเรื่องอะไรบ้าง อันเป็นการป้องกันมิให้ฝ่ายบริหารนำเงินของแผ่นดินไปใช้จ่ายตามอำเภอใจ และมิให้ฝ่าฝืนต่อหลักการที่ว่า “ฝ่ายบริหารต้องใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้เป็นไปตามที่ได้อนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ” ไปใช้ในการดำเนินการอย่างอื่นได้โดยง่าย
@ ร้อง ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล. แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขัดรธน.
ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ข้าพเจ้า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังปรากฏตามรายชื่อและลายมือชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อเสนอความเห็นในเอกสารที่ส่งมาด้วย (2) จึงขอใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 3 เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “... และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพรองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์...”,
มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้ ... (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เฉพาะในส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของข้าพเจ้า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังปรากฏตามรายชื่อและลายมือชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อเสนอความเห็นในเอกสารที่ส่งมาด้วย (2) ไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับความเห็น เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
อนึ่ง ในการดำเนินการเกี่ยวกับการรับรองเอกสาร การจัดส่งเอกสารเพิ่มเติม และการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเข้าชื่อเสนอความเห็นตามหนังสือฉบับนี้ ตลอดจนการแก้ไขข้อผิดหลงหรือบกพร่อง ข้าพเจ้า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังปรากฏตามรายชื่อและลายมือชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อเสนอความเห็นใน เอกสารที่ส่งมาด้วย (2) ดังปรากฏตามรายชื่อและลายมือชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อเสนอความเห็นท้ายหนังสือนี้ ขอมอบหมายให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือนายธีระ สุธีวรางกูร หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นผู้ดำเนินการแทน
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน.
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องประกอบ :
-
'ราชกิจจาฯ' ประกาศ 5 หลักเกณฑ์ อนุมัติโครงการ 'พ.ร.ก.กู้เงิน' 4 แสนล้าน-ตั้ง 'กก.ติดตามประเมินผล'
-
‘นายกฯ’เมินฝ่ายค้านยื่นศาลรธน.ตีความ พ.ร.ก.4 แสนล.-’เอกนิติ’ย้ำมีความจำเป็นเร่งด่วน
-
'ปกรณ์' แจง 'พ.ร.ก.กู้เงิน' จำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ผ่าน-มีปัญหา 'รัฐบาลลาออก'
-
ยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ! ‘ณัฐพงษ์-กรณ์-ศิริกัญญา’ ลั่น ไม่กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
-
ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน-นายกฯชี้โปรดเกล้าฯแล้ว รับผิดชอบเอง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา