
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนดฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่า ทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และรับรองได้ว่าไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์อย่างเดียว รัฐมนตรีทุกคนใน ครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน”
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569
สาระสำคัญระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานที่มีต่อประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ การรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้หยุดชะงัก และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลมูลค่าไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 ก.ย.2570
ทั้งนี้ ให้เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้ไม่ได้ คือ เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยแผนงานหรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามบัญชีแนบท้าย
การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย ในกรณีจำเป็นคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ปรับวงเงินกู้ที่กำหนดไว้ตามบัญชีแนบท้ายพระราชกำหนดนี้ก็ได้ แต่เมื่อรวมวงเงินกู้ทั้งหมดต้องไม่เกิน 400,000 ล้านบาท และให้คณะกรรมการกลั่นกรองการจ่ายเงินกู้มีอำนาจตามที่กำหนด โดยให้ รมว.คลัง รักษาการตามพระราชกำหนดนี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
@โปรดเกล้าฯลงมาแล้ว นายกฯรับผิดชอบเอง
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า เรื่องนี้ ตน และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงรัฐมนตรีทั้งหลายที่กำกับดูแลใช้งบประมาณโดยตรงจะใช้ความเข้มงวดในการดำเนินการอย่างเต็มที่ เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้ก็จะถูกส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ไม่มีโครงการอะไรต่างๆ มาคั่นกลางกับสิ่งที่เราจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนทำให้คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อถามว่า ที่จะมีการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลจะทำให้โครงการที่ใช้งบนี้สะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมายเลย เรื่องนี้ได้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้แล้ว จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของตน
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนดฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่า ทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และรับรองได้ว่าไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์อย่างเดียว รัฐมนตรีทุกคนใน ครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน” นายอนุทิน กล่าว






Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา