
“...มีความเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน เนื่องจากการผลักดันโครงการพัฒนาส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (Noth Expansion) มีความเชื่อมโยงกับการประมูลงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2554-2559) เป็นเหตุให้ North Expansion ถูกคัดค้าน...”
....................................
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2569 ที่ประชุม ครม. ได้มีมติรับทราบ ‘ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ
พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (คค.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ
โดยให้กระทรวงคมนาคมสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป นั้น (อ่านประกอบ : ครม.รับทราบข้อเสนอป.ป.ช.ล้อมคอกทุจริตแผนพัฒนา ‘สุวรรณภูมิ’)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับรายงาน ‘ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ของ ป.ป.ช. ดังนี้
@ย้อนข้อเสนอแนะ‘ป.ป.ช.’เบรก‘ทอท.’สร้าง‘North Expansion’
ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันทุจริต โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
1.ความเป็นมา
คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยสำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำ 'ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 กรณีการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion)'
เพื่อเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามบทบัญญัติ มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2564
โดยพบว่ามีประเด็นความเสี่ยงที่อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ในกับเอกชนรายใดรายหนึ่ง ดังนี้
1.ประเด็นความคุ้มค่าในการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) เมื่อเทียบกับงบประมาณในการลงทุน เนื่องจากการก่อสร้างอาคาร North Expansion เพื่อรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี ตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เสนอนั้น จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 42,000 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกับการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก (East & West Expansion) ซึ่งใช้งบประมาณเพียง 12,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 29 ของงบประมาณในการก่อสร้าง North Expansion แต่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 39 ล้านคนต่อปี เช่นเดียวกับ North Expansion

2.การคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารของ ทอท. ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากข้อมูลการจัดอันดับ 10 สนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในโลกประจำปี พ.ศ.2561 โดย Airport Council International ปรากฏว่า มีเพียง Hartsfield-Jackson Atlanta International Airport (สนานบินแอตแลนต้า) และ Beijing Capital International Airport (สนามบินปักกิ่ง) เท่านั้น ที่มีจำนวนผู้โดยสารเกินกว่า 100 ล้านคนต่อปี
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ ICAO ได้จัดทำรายงานเสนอต่อ ทอท. พบว่า หาก ทอท. จะดำเนินการก่อสร้าง North Expansion ตรงจุดที่ว่างอยู่ (Reserve Area for Terminal) จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
1) สนามบินสุวรรณภูมิต้องเป็นสนามบินเดียวของกรุงเทพมหานคร (Single Airport)
2) สร้างอาคารเทียบเครื่องบินส่วนขยายฝั่งคองคอร์ส A (Concourse A-Annex) ขนาด 100,000 ตารางเมตร (ไม่ใช่เกือบ 348,000 ตรม. ตามที่ ทอท. ปรับเปลี่ยน)
3) จะต้องสร้างให้แล้วเสร็จก่อนปี พ.ศ.2558 ปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด
4) เมื่อก่อสร้างครบทุกเฟสจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้เต็มที่ 103 ล้านคนต่อปี
5) จะต้องก่อสร้างรันเวย์ที่ 5 ซึ่งจะต้องมีการเวนคืนที่ดินเพิ่มเติมมากกว่า 3,000 ไร่
ดังนั้น การสร้าง North Expansion จึงไม่สามารถทำให้สนามบินสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 150 ล้านคนต่อปี จึงเป็นไปไม่ไม่ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิจะรองรับผู้โดยสาร 150 ล้านคนต่อปี ด้วยจำนวนรันเวย์เพียง 4 เส้น ในขณะที่รายงานของ ICAO ระบุว่า หากสนามบินสุวรรณภูมิต้องการรองรับผู้โดยสาร 103 ล้านคนต่อปี จะต้องก่อสร้างรันเวย์เส้นที่ 5 เพิ่มเติม

3.ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากดำเนินตามแผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ฉบับปี พ.ศ.2562 ที่ ทอท. ดำเนินการศึกษาเอง ได้แก่
1) ทำให้เกิดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสารหลักเพิ่มมากขึ้น จนส่งผลต่อระดับการให้บริการสนามบินทั้งระบบ เนื่องจากส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2554-พ.ศ.2560) ที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1) เพื่อให้บริการสำหรับผู้โดยสารในการ Check in และการเปลี่ยนเครื่องบิน
2) ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณผู้โดยสารกับจำนวนหลุมจอดอากาศยานของส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) ทำให้เกิดคอขวดในการให้บริการทั้งระบบ เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันที่ออกแบบเพื่อรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี มีหลุมจอดประชิดอาคารจำนวน 51 หลุมจอด
ในขณะที่ North Expansion ซึ่งออกแบบรองรับผู้โดยสารจำนวน 30 ล้านคนต่อปี กลับมีจำนวนหลุมจอดประชิดอาคารเพียง 14 หลุมจอดเท่านั้น ทำให้จำนวนผู้โดยสารไม่สมดุลกับหลุมจอดอากาศยาน
3) หากมีการก่อสร้างและเปิดใช้งาน North Expansion จะทำให้การจราจรบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี ติดขัดขัดเมืองจากอาคารผู้โดยสารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ร่วมกันด้านฝั่งถนนมอเตอร์เวย์เพียงด้านเดียว ส่งผลให้ผู้ใช้บริการต้องเผื่อเวลาในการเดินทางมายังสนามบินเพิ่มมากขึ้น

4) สร้างความสับสนและไม่สะดวกแก่ผู้โดยสาร เนื่องจากต้องเดินทางไปมาระหว่างอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน (MTB) อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (North Expansion) และอาคารเทียบเครื่องบินรอง (SAT)
ตัวอย่าง เช่น กรณีที่ผู้โดยสารเช็คอินที่อาคาร North Expansion แต่ต้องโดยสารเครื่องบินที่อาคารเทียบเครื่องบินรอง ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของอาคารผู้โดยสารปัจจุบัน ผู้โดยสารจะต้องนั่งรถไฟ 3 ถึง 4 ต่อ เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้โดยสารโดยไม่จำเป็น

@พบ‘ทอท.’คงแผนสร้าง‘North Expansion’ในการพัฒนาระยะ 3
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2563 ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 กรณีการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion)
และประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้ลงนามในหนังสือที่ ปช 0008/0004 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2564 นำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุบปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริต ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ไปยังคณะรัฐมนตรี ดังนี้
1.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ควรเร่งดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2553 ซึ่งอยู่ในแผนงานเดิมโดยเร็ว ให้สอดคล้องกับอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ที่กำลังจะเปิดให้บริการในปี 2565
และในขณะที่ดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้ใดยสารด้านทิศตะวันออก ทอท. ควรดำเนินโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันตกในคราวเดียวกัน เพื่อให้สนามบินสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 75 ล้านคนต่อปีเพื่อลดความแออัดของอาคารผู้โดยสารปัจจุบัน
2.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ควรดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามคำแนะนำของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เห็นควรให้ดำเนินการขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออกและทิศศตะวันตก และก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 120 ล้านคนต่อปี เป็นลำดับแรกก่อน แล้วจึงนำโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) มาพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งหนึ่ง
ต่อมา คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 ได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 กรณีการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ
และให้กระทรวงคมนาคม (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)) รับข้อเสนอแนะดังกล่าว รวมทั้งความเห็นของสำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการต่อไป
สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ติดตามการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พบว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาขน) ยังคงแผนการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) ไว้ในแผนการพัฒนาระยะที่ 3
และปรับแผนการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออกและทิศศตะวันตก (East & West Expansion) ออกไปอยู่ในการพัฒนาระยะสุดท้าย (Extra Phase) ซึ่งไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีศึกษา โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 กรณีการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ
ดังนั้น หาก ทอท. ยังคงยืนยันที่จะดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) อาจทำให้เสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาและเฝ้าระวังการทุจริต กรณีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินการติดตามเฝ้าระวัง และมีข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังคณะรัฐนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
@ปรับแผนตามผู้บริหาร‘ที่มีอำนาจ’กระทบพัฒนา‘สนามบิน’
ข้อพิจารณา
การจัดทำแผนแม่บทสนามบิน เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการบินอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นต่อการตอบสบสนองต่ออุตสาหกรรมการบินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในการจัดทำแผนแม่บทสนามบิน จะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสนามบินในระยะยาว มีการวางแผนที่ครอบคลุมในทุกด้าน เพื่อให้สนามบินสามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแผนแม่บท ฉบับปี พ.ศ.2562 ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ทำการศึกษาด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ตามนโยบายของผู้บริหารที่เข้ามามีอำนาจ ณ ขณะนั้น ซึ่งแผนแม่บทฉบับดังกล่าว
มีการเสนอโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) โดยมีพื้นที่เชิงพานิชย์ ขนาด 1 ใน 3 ของพื้นที่อาคาร และเลื่อนการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East expansion) ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2553 ออกไปโดยไม่มีกำหนด ถึงแม้ว่านักวิชาการ และที่ปรึกษาโครงการได้แสดงความไม่เห็นด้วย แต่ ทอท. ยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการดังกล่าว
จนกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้มีนโยบายผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โดยพัฒนาอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ โดยไม่มีโครงการก่อสร้างอาคาร North Expansion ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้ง 5 ฉบับ (ฉบับ พ.ศ.2536-2562) แล้วมีข้อสังเกต ดังนี้
1.แผนการปรับเปลี่ยนแผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามนโยบายของผู้บริหารที่เข้ามาบริหารงาน ณ ขณะนั้น ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และมีความเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน
เนื่องจาก พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (5) กำหนดให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีหน้าที่และอำนาจ “พิจารณาข้อเสนองบประมาณประจำปีของรัฐวิสาหกิจซึ่งมิใช่บริษัทมหาชน จำกัด...”
ดังนั้น ตั้งแต่กระบวนการจัดทำข้อเสนอกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2563 เป็นต้นต้นมา รัฐวิสาหกิจประเภทบริษัทมหาขนจำกัด จึงไม่ต้องจัดทำข้อเสนองบประมาณประจำปีให้ สศช. พิจารณา และไม่ต้องถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2550
และหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2563 ที่ สศช. ใช้กำกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจประเภทที่ไม่ใช่บริษัทมหาชนจำกัด (ไม่รวมสถาบันการเงิน) โดยเป็นเพียงการจัดส่งรายงานผลการเบิกจ่ายลงทุนและการเปลี่ยนแปลงงบลงทุนให้ สศช. ทราบ เท่านั้น
ดังนั้น การจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทอท. จึงสามารถกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเพื่อใช้กำกับดูแลการปฏิบัติงานขององค์กรได้เอง โดยมีคณะกรรมการ ทอท. เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องนำเสนอต่อต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทำให้การปรับเปลี่ยนแผนการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ผ่านมา เป็นไปตามความต้องการของผู้บริหารที่เข้ามามีอำนาจ ณ ขณะนั้น
ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2554-2559) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2553 ซึ่ง ทอท.ได้ขออนุมัติปรับเปลี่ยนแผนการพัฒนา โดยขอยกเลิกโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) และขออนุมัติโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) แทน

ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2564 ได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 กรณีก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (Noth Expansion) ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)) นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้ให้ความเห็นต่อข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า “มติของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถของอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการประชุมครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2564 สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.”
โดยกระทรวงคนาคมยังคงยืนยันที่จะพัฒนาส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) ควบคู่กับส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก (East + West Expansion) ในคราวเดียวกัน
จนกระทั่งรัฐบาล โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้แถลงวิสัยทัศน์ ‘Ignite Thailand, Aviation Hub’ เพื่อผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2567 ณ ห้องสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
โดยในการแถลงนโยบายดังกล่าวไม่ปรากฎแผนการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) แต่อย่างใด ปัจจุบัน ทอท. ได้กลับมาดำเนินการโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ตามแผนงานเดิมแล้ว
จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-ปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนแผนการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปมา เพื่อตอบสนองนโยบายของผู้บริหารที่เข้ามามีอำนาจ ณ ขณะนั้น ดังเช่นกรณีการผลักดันโครงการก่อสร้าง North Expansion ทั้งที่ไม่ได้มีการศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน เป็นผลให้โครงการดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังสร้างปัญหาให้สนามบินสุวรรณภูมิเกิดความแออัด เนื่องจากโครงการก่อสร้าง East Expansion ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และมีความพร้อมในการดำเนินการถูกระงับแผนการก่อสร้างออกไป
ถึงแม้ว่า ทอท. จะได้กลับมาดำเนินโครงการ East Expansion ตามแผนเดิมแล้ว โดยอยู่ระหว่างการเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็น
แต่ความล่าช้าในการดำเนินการส่งผลทำให้งบประมาณในการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่จะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 6,780 ล้านบาท แต่ปัจจุบันได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 13,520 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากงบประมาณที่ตั้งไว้เมื่อปี พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนแผนไปมาของหน่วยงานเจ้าของโครงการ
ดังนั้น ถึงแม้ว่าแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะเป็นการจัดทำแผนระดับที่ 3 ซึ่งไม่จำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักที่สำคัญของประเทศและเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงกับสนามบินทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนแผนแม่บทในสาระสำคัญโดยไม่ผ่านความเห็นชอบขอบของคณะรัฐมนตรี จึงอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เพื่อพัฒนาสนามบินภายในประเทศโดยไม่คุ้มค่า
@แผนแม่บทพัฒนา‘สุวรรณภูมิ’ฉ.2 ส่อเอื้อประโยชน์เอกชน
2.การจัดทำแผนแม่บท พ.ศ.2562 อาจเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนหรือไม่
เนื่องจาก ทอท. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2554-2559) ตามแผนที่ได้รับอนุมัติ ยกเว้นโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่ถูกชะลอการก่อสร้างและเลื่อนแผนออกไปโดยไม่มีกำหนด และพยายามผลักดันโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) แทน
โดย ทอท. ให้เหตุผลว่าอาคารNorth Expansion จะทำให้ ทอท. มีพื้นที่เชิงพานิชย์เพิ่มมากกว่าอาคาร East Expansion ถึง 3 เท่า โดยมีพื้นที่ให้เช่าทั้งหมดรวม 39,600 ตารางเมตร ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ให้กับ ทอท. ตลอดระยะเวลา 30 ปี สูงถึง 208,874.13 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ของ East Expansion และ West Expansion รวมกันถึง 114,981.62 ล้านบาท

3.รายงานผลการศึกษาทบทวนแผนแม่บทฉบับปี พ.ศ.2562 ที่จัดทำโดยจ้างสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) ขาดความน่าเชื่อถือ โดยมีประเด็นข้อสังเกต ดังนี้
1) รายงานฉบับดังกล่าว เป็นเพียงการศึกษา ‘ทางเลือกในการพัฒนา’ เท่านั้น ไม่ใช่การศึกษาเพื่อปรับปรุงแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Master Plan) ในภาพรวมของทั้งสนามบิน และการประเมินความเหมาะสมของการสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารต้านทิศเหนือ (Noth Expansion) ยังขาดข้อมูลในส่วนเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ปริมาณการจราจร และการวิเคราะห์สิ่งอำนวยความสะดวกที่ชัดเจน
2) รายงานฉบับดังกล่าว เป็นการศึกษาภายใต้กรอบทางเลือกการพัฒนา โดยไม่ครอบคลุมศักยภาพของสนามบินในภาพรวม เช่น ความสามารถของทางขับ ทางวิ่ง และหลุมจอด อีกทั้งไม่มีการจัดทำแบบจำลองด้านที่ใช้ในการวิเคราะห์ และการวางแผนในระยะยาว ทำให้ไม่สอดคล้องกับแนวทางการพิจารณากำหนด Master Plan ที่ต้องมององค์รวมของขีดความสามารถของสนามบิน
3) บริษัทที่ปรึกษา IATA Consulting ได้ระบุข้อจำกัดความรับผิดชอบ โดยไม่ได้ตั้งใจให้รายงานฉบับดังกล่าวเป็นเงื่อนไขพื้นฐานเดียวในการตัดสินใจ ดังนั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้เป็นข้อยุติว่าการขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดได้
4) การคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารไม่สอดคล้องกับข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการสนามบิน ที่จัดทำโดยองค์กรระหว่างประเทศ เนื่องจากผลการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารของกรุงเทพมหานคร ที่วิเคราะห์โดย ทอท. โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2566 สนามบินสุวรรณภูมิจะมีผู้โดยสาร 86.04 ล้านคนต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 153.67 ล้านคนต่อปี ในปี พ.ศ.2581
ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการสนามบินที่จัดทำโดย Airport Council International : ACI ที่เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ.2566 มีผู้ใช้บริการสนามสุวรรณภูมิจำนวน 51.6 ล้านคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าที่ ทอท. คาดการณ์ไว้ถึง 34.44 ล้านคน
นอกจากนี้ การคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารที่สูงเกินความเป็นจริง ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อพัฒนาสนามบินในประเทศเกิดความไม่คุ้มค่า และทำให้รัฐเสียประโยชน์
ยกตัวอย่างเช่น อากาศยานนานาชาติเบตง ที่ใช้งบประมาณในการลงทุนกว่า 1,900 ล้านบาท โดยออกแบบให้รองรับผู้โดยสาร จำนวน 800,000 คนต่อปี แต่จากข้อมูลการบินของกรมท่าอากาศยาน พบว่าในปี พ.ศ.2565 มีจำนวนผู้โดยสารเพียง 12,869 คนต่อปี และในปี พ.ศ.2566 มีจำนวนผู้โดยสารเพียง 47 คน ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงร้อยละ 99.99
และในกรณีของท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ ที่ได้คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารไว้สูงถึง 1.3 ล้านคนต่อปี แต่ข้อมูลการบินในปี พ.ศ.2561 พบว่ามีจำนวนผู้โดยสารเพียง 1,082 คนต่อปี ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงร้อยละ 99.92 และปัจจุบันท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ได้ยกเลิกการให้บริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์แล้ว
ดังนั้น การคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารที่ขาดการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน อาจทำให้การพัฒนาท่าอากาศยานในประเทศไม่เป็นไปตามแผนที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน และทำให้รัฐเสียประโยชน์

จากข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้น ถึงแม้ว่าการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะเป็นการจัดทำแผนระดับที่ 3 ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานเจ้าของโครงการในการจัดทำแผน โดยไม่จำเป็นต้องเสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามเฝ้าระวังการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ฉบับปี พ.ศ.2562 จะเห็นได้ว่าระหว่างการดำเนินโครงการ หน่วยงานเจ้าของโครงการมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนแผนแม่บท ตามนโยบายของผู้บริหาร ทอท. ณ ขณะนั้น โดยขาดการวิเคราะห์ในรายละเอียดถึงความสามารถของทางขับ ทางวิ่ง และหลุมจอดอากาศยาน
อีกทั้งไม่มีการจัดทำแบบจำลองด้านที่ใช้ใช้ในการวิเคราะห์ และการวางแผนในระยะยาว ทำให้แผนแม่บทฉบับดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับแนวทางการพิจารณากำหนด Master Plan ตามคำแนะนำของคู่มือ AIRPORT PLANING MANUAL (Doc 9184-AN/902) Part 1: MASTER PLANNING ที่จัดทำโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน เนื่องจากการผลักดันโครงการพัฒนาส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (Noth Expansion) มีความเชื่อมโยงกับการประมูลงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2554-2559) เป็นเหตุให้ North Expansion ถูกคัดค้านจากนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ทำให้ ทอท. ต้องศึกษาทบทวนแผนแม่บทฉบับปี พ.ศ.2562 อีกครั้ง ส่งผลให้การพัฒนาของสนามบินสุวรรณภูมิไม่ทันกับการขยายตัวของจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นเกินขีดความสามารถในการรองรับของสนามบิน
นอกจากนี้ ยังส่งให้งประมาณในการลงทุนก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศศตะวันออก (East Expansion) เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากงบประมาณที่ตั้งไว้ รวมถึงส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเพื่อพัฒนาสนามบินภายในประเทศโดยไม่คุ้มค่ากับการลงทน รวมถึงความเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งอีกด้วย
@แนะรัฐบาลสั่ง‘ทอท.’เสนอแผนแม่บท‘สุวรรณภูมิ’ให้‘ครม.’เคาะก่อน
ข้อเสนอแนะ
จากประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิข้างต้น พบว่า การจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะจัดเป็นแผนระดับที่ 3 ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. สามารถดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
และพบว่าในการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฉบับปี พ.ศ.2562 มีความพยายามในการปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของแผนแม่บท ให้เป็นไปตามตามนโยบายของผู้บริหาร โดยอาจจะไม่สอดคล้องกับแนวทางการพิจารณากำหนดแผนแม่บทขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO)
และการที่ ทอท. ผลักดันโครงการพัฒนาส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) แทนการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มีความเชื่อมโยงกับการประมูลงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2554-2559)
อาจมีความเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ทำให้แผนแม่บทฉบับดังกล่าวถูกคัดค้านจากนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังไม่สามารถขยายขีดความสามารถได้ตามแผนที่วางไว้
และทำให้งบประมาณในการลงทนโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่ใช้งบประมาณจำนวน 6,780 ล้านบาท เป็นงบประมาณจำนวน 13,520 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากงบประมาณเดิมที่ตั้งไว้
ดังนั้น เพื่อให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีความคุ้มค่ากับงประมาณที่ใช้ในการลงทุนเป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบสนามบินขององค์กรการบินระหว่างประเทศ และเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการปรับเปลี่ยนแผนแม่บทที่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่ง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรมีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติ มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1.การจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและการปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของแผนแม่บท รัฐบาลควรกำหนดให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค และเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการจัดทำแผนแม่บทที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ
2.รัฐบาลควรพิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติที่สำคัญของประเทศให้ชัดเจนว่า จะกำหนดแนวทางการพัฒนาสนามบินในรูปแบบใด เพื่อไม่ให้กระทบกับการพัฒนาสนามบินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
นอกจากนี้ รัฐบาลควรพิจารณาให้ความสำคัญในการกำหนดแนวทาง กระบวนการ วิธีการในการศึกษาจัดทำแผนแม่บทพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาในการทบทวนแผนแม่บทที่เหมาะสม โดยมีหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาทบทวน เพื่อให้การจัดทำแผนแม่บทเป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
เหล่านี้เป็นสาระสำคัญของ ‘ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันทุจริต โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะฯ ที่ต่อเนื่องมาจากข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 กรณีการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) เมื่อปี 2564
และต้องติดตามกันต่อไปว่า ‘รัฐบาล’ จะมีการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. เกี่ยวกับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือไม่และอย่างไร ?
อ่านประกอบ :
ทอท.เตรียมลงทุน ‘สุวรรณภูมิเฟสใหม่' 1.42 แสนล. หั่น 3 อาคารออกจากแผน
‘คมนาคม-ทอท.’ ตั้งเป้า 5 ปี ‘สุวรรณภูมิ’ ต้องรับผู้โดยสารให้ได้ 200 ล้านคน/ปี
‘สุริยะ’ เดินหน้าแผนพัฒนา ‘สุวรรณภูมิ’ ตัดอาคารทิศเหนือออก สั่งทอท.ดูงานห้องน้ำห้างดัง
รับลูกป.ป.ช.! ครม.เบรก 'ทอท.' สร้างอาคารผู้โดยสารทิศเหนือ-ประหยัด 3 หมื่นล้าน
โชว์หนังสือ! ป.ป.ช.เบรก 'ทอท.' สร้าง ‘อาคารผู้โดยสารทิศเหนือ’ สุวรรณภูมิ
ป.ป.ช.เบรกสร้างอาคารผู้โดยสารด้านเหนือสุวรรณภูมิ 4.2 หมื่นล.! ให้’ทอท.’ ยึดมติ ครม.ปี 53
บอร์ดทอท.ไฟเขียว สร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ สนามบินสุวรรณภูมิ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา