“...ใครจะสอนวิชาไหนก็ตามจะหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมายซึ่งในกฎหมายบัญญัติว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประสาทปริญญาได้เพียงหลักสูตรและสาขาเดียวคือ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่ในกรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่า ไม่สามารถประเมินไปเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใดเพราะว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจมีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น...”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) การชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นคุณสมบัติและผลงานทางวิชาการของศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช บุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569
อ่านข่าวประกอบ : 'กก.สรรหา' ลงมติสองในสาม เลือก 'จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช' นั่ง 'ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' แทน 'นครินทร์'
นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ (ประธานกรรมการสรรหา) : เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของท่าน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ใช้สมัครเข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กรณีผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีและยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
จึงขอให้ท่านชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเป็นผู้มีคุณสมบัติในสาขารัฐประศาสนศาสตร์หรือสาขานิติศาสตร์ เนื่องจากเนื้อหาวิชาการสอนตามรายละเอียดที่ปรากฏนั้นอาจเป็นผลงานทางวิชาการทางด้านนิติศาสตร์ จึงขอให้ท่านอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท พร้อมทั้งการได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ว่ามีความเป็นมาอย่างไร
ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช : ข้อพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขารัฐประศาสนศาสตร์เพิ่มเติม อันดับแรกการประเมินทางด้านศาสตราจารย์ มีการประเมินการสอนและงานวิชาการ โดยประเมินในหลักสตรสถาบันการศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้แก่ หลักสูตรทางรัฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งแต่เดิมมีหลักสูตรเดียว คือ รัฐประศาสนศาสตร์ ขณะนั้นยังไม่มีหลักสูตรนิติศาสตร์ จึงเป็นข้อจำกัดผม ไม่สามารถประเมินในหลักสูตรนิติศาสตร์ได้แต่อย่างใด
ต่อมาผมเป็นศาสตราจารย์ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 ตามมาตรา 32 คือ ให้มีสถานะเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายฉบับนี้ ความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผมเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ เพราะว่า ผมประเมินในหลักสูตรของรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต ซึ่งมีหลักสูตรเดียวเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551
“เรื่องการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐประศาสนศาสตร์ ผมจบทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์โดยตรงคือ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ซึ่งตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันองค์ความรู้ในการเป็นนักบริหารจัดการรัฐอย่างแท้จริง นอกจากผมจบทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์โดยตรงแล้ว ผมมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์โดยตรงเช่นกัน คือ หนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน ข้อสำคัญในเรื่องหลักและทฤษฎีการสอบสวนเป็นกลไกในการทำงานของระบบงานยุติธรรม ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกระบวนการบริหารจัดการที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความสงบสุขในสังคมและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ตรงนี้เป็นหัวใจของรัฐประศาสนศาสตร์และเป็นสาระสำคัญของวิชารัฐประศาสนศาสตร์โดยตรง”
ความจริงผลงานของผมเป็นกรอบในการใช้อำนาจให้เป็นไปตามหลักนิติธธรรม เราจะเห็นว่าความยุติธรรมไม่ได้มีเพียงกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเกิดขึ้นด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลจึงจะเกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องมีในเรื่องของการบริหารจัดการทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล
เรื่องการบริหารจัดการ กระบวนการต้องให้มีประสิทธิภาพและประหยัด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของรัฐ ความจริงอยู่ในแก่นแท้ของผลงานวิชาการซึ่งเป็นสาระสำคัญในผลงานทางด้านวิชาการของผม
นายเจษฎา กตเวทิน (กรรมการสรรหา) : ตามที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ เมื่อปี 2550 โดยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ และท่านยืนยืนยันยันยันตามข้อเท็จจริงว่า ขณะนั้นมีเพียงการสอนในเรื่องรัฐประศาสนศาสตร์เป็นหลัก แต่จากเอกสารแนบท้ายคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อปี 2550 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จากเดิมซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ ภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นตำแหน่งศาสตราจารย์ ภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ
“ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่า คำสั่งแต่งตั้งตามเอกสารแนบท้ายนั้น มิได้กล่าวถึงการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสาขารัฐประศาสนศาสตร์แต่อย่างใด ในส่วนนี้ขอให้ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า ตามหลักสูตรวิชาที่ท่านสอนนั้น มีการสอนเรื่องใดและวิชาใด แม้ตามประวัติท่านจะมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านสาขารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จึงขอให้อธิบายถึงความเชี่ยวชาญทางด้านการสอนตามหลักสูตรวิชาที่สอน เป็นสาระสำคัญที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องนำมาพิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านที่ท่านสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561”
ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช : ผมเป็นศาสตราจารย์ก่อนจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 กรณีดังกล่าวเป็นศาสตราจารย์ปี 2550 เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 ระบุว่าให้มีสถานะเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายฉบับนี้
กรณีนี้จะเห็นว่าในหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 มีเฉพาะเพียงหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์เพียงหลักสูตรเท่านั้น การประเมินการเรียนการสอนต้องประเมินในหลักสูตรวิชาใดวิชาหนึ่ง ความจริงผมต้องการเป็นศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมาย แต่ไม่สามารถเป็นได้ เนื่องจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้นมีข้อจำกัดไม่เหมือนปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 มีสาขานิติศาสตร์แล้ว แต่เดิมไม่เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไปที่มีคณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมวิทยา โรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีคณะ มีเฉพาะภาควิชาต่าง ๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์
“ใครจะสอนวิชาไหนก็ตามจะหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมายซึ่งในกฎหมายบัญญัติว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประสาทปริญญาได้เพียงหลักสูตรและสาขาเดียวคือ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่ในกรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่า ไม่สามารถประเมินไปเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใดเพราะว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจมีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น”
สำหรับที่สอบถามว่า ผมสอนวิชาใดนั้น ผมสอนวิชาเกี่ยวกับหลักทฤษฎีการสอบสวนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งหลักทฤษฎีการสอบสวนเป็นหัวใจของรัฐประศาสนศาสตรโดยตรง เป็นกลไกการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นรัฐประศาสนศาสตร์โดยตรงที่ผมได้สอนวิชานี้ กรณีโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นภาควิชาจะมีภาควิชาสอบสวน ภาควิชาป้องกันปราบปราม ภาควิชาบริหารงานตำรวจ ภาควิชากฎหมายจะไม่เป็นสาขา แต่เป็นภาควิชา
เพราะฉะนั้นอาจารย์ทุกท่านที่ประเมินในหลักสูตรนี้ จะเป็นสาขารัฐประศาสนศาสตร์ทุกคน ซึ่งจะเป็นสาขาอื่นไม่ได้ ในกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติจึงมีเพียงสาขาเดียว คือ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ เมื่อมีพระราชบัญญัติออกมาแล้วก็มีเพียงสาขาเดียว คือ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งในคณะนิติศาสตร์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 ปัจจุบันนี้มีความชัดเจนในการแบ่งว่าอาจารย์ที่อยู่ในคณะใดจะประเมินในสาขานั้น แต่ในอดีตไม่มีสาขาที่ชัดเจน คือหลอมรวมกันเป็นสาขารัฐประศาสนศาสตร์
นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ (กรรมการสรรหา) : ตามคำสั่งแต่งตั้งศาสตราจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในตารางเอกสารแนบท้ายนั้น ระบุว่า ท่านได้รับการแต่งตั้งจากรองศาสตราจารย์ สบ 4 ภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ กลุ่มงานวิชาการกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่งใหม่ คือ ศาสตราจารย์ สบ 5 ภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ กลุ่มงานวิชาการกฎหมาย จึงขอสอบถามว่า ท่านใช้ผลงานทางวิชาการใดในการประเมินผลงาน เพื่อเข้ารับการประเมินผลงานเป็นศาสตราจารย์ สบ 6
ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช : ผมประเมินขึ้นเป็นศาสตราจารย์ สบ 6 โดยใช้หลักทฤษฎีการสอบสวน โดยเสนอผลงานทางวิชาการหลักและทฤษฎีการสอบสวน ประเมินเป็นผลงานที่ประจักษ์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประเมินขึ้นมาเป็นศาสตราจารย์
นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ (กรรมการสรรหา) : ขอให้ท่านสรุปเค้าโครงของหนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน มีรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาอย่างไร

ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช : หลักและทฤษฎีการสอบสวนมี 2 หลัก คือ หลักผู้นำและหลักเหตุผล เป็นการนำหลักผู้นำ และหลักเหตุผลมาใช้เป็นหลักแนวคิดในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้พยานหลักฐานที่เป็นความจริงและถูกต้องอันจะทำให้เกิดความยุติธธรรมตามความเป็นจริงได้อย่างแน่แท้ มี 2 หลัก ที่นำมาเป็นทฤษฎีการสอบสวน หลักผู้นำประกอบด้วย 6 ประการ ดังนี้
1. การรับฟังความทุกฝ่าย ตรงนี้เป็นหลักนิติธรรม ต้องรับฟังความทุกฝ่ายก่อนจะมีความเห็นทางคดี
2. การตรวจสอบอย่างละเอียด
3. การตรวจพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
4. การนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ
5. การจัดให้พยานหรือผู้เสียหายทำการชี้ตัวผู้ต้องหาในทันที
6. การใช้วิธีการสืบสวนก่อนการกระทำความผิดเกิดขึ้น
หลักเหตุผล ประกอบด้วย 3 หลัก ดังนี้
1. หลักเหตุผลธรรมดา คือ ที่มาของสิ่งที่อ้างถึง เพราะเหตุใดจึงมารู้เหตุ และสิ่งแวดล้อมที่ใกล้เคียง
2. เหตุผลทางวิทยาการและเหตุผลทางจิตวิทยา ซึ่งแยกย่อยได้ 4 ประการ คือ 1) ต้องทราบความสัมพันธ์ของพยานกับคู่กรณี หรือความเกี่ยวข้องในทางคดีของพยานให้ชัดเจนเสียก่อน 2) ความเป็นมนุษย์ของการกระทำของคู่กรณี 3) การบันทึกถ้อยคำด้วยความรวดเร็ว และ 4) อากัปกิริยาของพยานในขณะให้การและเบิกความ
ทั้ง 2 หลัก เป็นทฤษฎีการสอบสวน ช่วยให้การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้ความเป็นจริงอย่างแน่แท้ ในกรณีดังกล่าวเป็นหลักวิธีกระบวนการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ ประหยัด และสร้างมาตรฐานเดียวกันในการทำงานสอบสวน เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป กระบวนการยติธรรมในการสอบสวนเป็นกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น หากกระบวนการเบื้องต้นไม่ดีต่อไปถึงชั้นอัยการหรือชั้นศาลก็จะไม่ดีแน่นอน เพราะฉะนั้นในหลักทฤษฎีการสอบสวนที่สร้างไว้เป็นการสร้างมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความยุติธรรมอย่างแท้จริง
นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ (ประธานกรรมการสรรหา) : หลักการสอบสวนทั้งหมดตามที่ท่านได้ชี้แจงนั้น เป็นการประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาสอนใช่หรือไม่
ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช : ในเรื่องความยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะมีกฎหมาย แต่เกิดขึ้นเพราะเรื่องการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลเรื่องการสอบสวนจะอยในประมวลกุฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว แต่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเพียงแค่กฎหมายเพื่อวางกรอบแนวทาง แต่ในกระบวนการจัดการ กลไกการทำงานที่จะให้เกิดความเป็นธรรม เป็นกระบวนการต่อไปที่จะดำเนินการให้เกิดสัมฤทธิ์ผลตามนโยบายของรัฐ
นายเจษฎา กตเวทิน (กรรมการสรรหา) : ขอสอบถามว่า ท่านเห็นว่าตนเองผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐประศาสนศาสตร์
ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช : การจะเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี คือ จะต้องมีกฎหมายเป็นตัวหลักที่เป็นหลักการ หลักเกณฑ์ที่จะทำให้นักรัฐประศาสนศาสตร์ได้บริหารจัดการอย่างถูกต้อง ชอบธรรม และมีประสิทธิภาพตามหลักนิติธรรม ผมมองว่าอย่างไรก็ตามการที่บุคคลมีความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ด้วยอยู่แล้ว ซึ่งผมจบปริญญาโท ทางรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการองค์การของรัฐและเข้าใจอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว และมีความรู้ทางด้านกฎหมายด้วย ผมว่าเป็นอะไรที่สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ดีอย่างยิ่ง เพราะว่าในกรณีดังกล่าวต้องมีเรื่องมหาชน อย่างที่บอกว่ามหาชนเป็นตัวนำ และมีศาสตร์ในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม ประเทศชาติ เป็นแนวคิดที่ต้องผสมผสานกันจึงจะทำให้การทำงานเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ (กรรมการสรรหา) : การประเมินผลงานทางวิชาการให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ สบ 6 ของท่าน ผู้ที่มีหน้าที่ประเมินผลงานของท่านคือผู้ใด
ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช : ผลงานทางวิชาการของผม อาจารย์ที่ประเมิน คือ ศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม ประเมินผลงานของผมเรื่องหลักทฤษฎีการสอบสวนได้ดีเด่น จึงจะดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ได้ ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผมได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการคนที่เป็นรองศาสตราจารย์และจะขึ้นดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์
นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ (ประธานกรรมการสรรหา) : การชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของท่านครบถ้วนแล้ว ในนามของคณะกรรมการสรรหา ขอขอบคุณศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช มากครับ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องประกอบ :
-
เปิดคำวินิจฉัย กก.สรรหาตุลาการศาลรธน. ปม 'ศ.': 'อดิศักดิ์' เสียงข้างน้อย-วิษณุ ประเมินผลงานวิชาการ
-
ลงมติรอบเดียว! อินไซด์ 'กก.สรรหา' 6 ต่อ 2 เลือก 'จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช' นั่ง ตุลาการศาลรธน.
-
เปิดประวัติ ‘ศ.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช’ ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
-
'เทวฤทธิ์' ร่อนหนังสือ ชะลอตั้ง 'ตุลาการศาลรธน.' - 'กก.สรรหา' เดินหน้า-ส่งวุฒิสภา ไฟเขียว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา