
เหตุการณ์ลอบสังหาร นายชัชวาลล์ บูรณะเรข หรือ “เฮียชัช” วัย 60 ปี นักธุรกิจเจ้าของโรงงานไม้ยางพารา หจก.สามดาวพาราวู้ด หรือ “โรงไม้ 3 ดาว” เมื่อวันที่ 13 ก.ค.69 ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการปลิดชีพนักธุรกิจใหญ่ในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างอุกอาจเช่นนี้
เหตุลอบสังหาร “เฮียชัช” เกิดขึ้นกลางวันแสกๆ บริเวณหน้าอาคารสำนักงานของ บริษัท สามดาวพาราวู้ด เลขที่ 117 หมู่ 9 บ้านเจาะปันตัง ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงมาจากป้ากล้วย ซึ่งอยู่อีกฝั่งถนนตรงข้ามกับโรงงาน กระสุนปืนเจาะเข้าบริเวณหน้าอกซ้ายของ “เฮียชัช” ที่กำลังยืนอยู่หน้าอาคารอย่างแม่นยำ ทำให้เจ้าตัวล้มฟุบ พนักงานในโรงงานจึงได้ช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลบันนังสตาอย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากกระสุนถูกจุดสำคัญ จึงทำให้ “เฮียชัช” เสียชีวิตในเวลาต่อมา
อ่านประกอบ : “เฮียชัช” เสี่ยโรงไม้ยางพาราชื่อดังยะลา ถูกยิงดับหน้าสำนักงาน
ถือเป็นการสูญเสียนักธุรกิจรายสำคัญของวงการไม้ยางพาราในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
“เฮียชัช” ไม่ใช่คนพื้นที่ เพราะพื้นเพเป็นคนระยอง แต่ก็ทำธุรกิจโรงไม้ที่ยะลามานานกว่า 30 ปี ทำให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนแห่งนี้…ปลายด้ามขวาน
อ่านประกอบ : จากระยองสู่ยะลา “เฮียชัช” เสี่ยโรงไม้ยางพารา กัดฟันสู้จนสิ้นชื่อ!
แม้หลังเกิดเหตุจะมีกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับปมขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ แต่เรื่องนี้คนใกล้ชิดออกมายืนยันว่า ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะ “เฮียชัช” ไม่มีปัญหาขัดแย้งกับใคร และธุรกิจโรงงานไม้ยางพาราก็ถือเป็นแหล่งงานสำคัญของชาวบ้านหลายร้อยชีวิต

ปมเหตุชนวนสังหารจึงถูกมุ่งไปในเรื่องของการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เนื่องจากพบว่า โรงไม้ยางพาราของ “เฮียชัช” ในรอบ 10 ปีที่ผ่าน เคยตกเป็นเป้าโจมตีมาแล้ว 3 ครั้ง
- ถูกคนร้ายลอบวางเพลิง 2 ครั้ง วันที่ 8 ส.ค.59 และ 22 มี.ค.67)
- ถูกลอบยิงรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อของโรงงาน 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 10 พ.ค.69 แต่โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
เหตุการณ์ลอบยิงรถพ่วง เหมือนเป็นสัญญาณเตือนภัย แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าเรื่องจริงจะเลวร้ายถึงเพียงนี้
ต่อมามีรายงานว่า หลังการสูญเสีย “เฮียชัช” ทางครอบครัวได้ตัดสินใจยุติกิจการโรงงานไม้ยางพาราอย่างถาวร แต่ “ทีมข่าวอิศรา” ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าลูกชายคนโตยังคงสานต่อธุรกิจของบิดาต่อไป เพียงแต่ลดไซส์ ปรับขนาด รวมถึงรูปแบบการทำงานเพื่อความปลอดภัย และลดต้นทุน
ดังที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า เหตุการณ์ลอบสังหารนักธุรกิจรายสำคัญที่เคยเกิดขึ้นพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีของ “เฮียชัช” ไม่ใช่รายแรก แต่เกิดซ้ำๆ มาแล้วหลายครั้ง ด้วยวิธีการใกล้เคียงกัน

จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ทีมข่าวอิศรา” พบว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ย.68 เกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิง นายประเสริฐ คณานุรักษ์ หรือ “โกซาน” อายุ 68 ปี เจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
โกซาน เสียชีวิตคาล้งรับซื้อทุเรียนชื่อเดียวกับชื่อตัว บริเวณริมถนนสาย 410 ยะลา -เบตง พื้นที่ กม.40 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา
โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงจากระยะไกล ยิงมาจากฝั่งตรงข้างล้งทุเรียน ขณะที่ “โกซาน” กำลังอยู่ภายในล้งรับซื้อทุเรียนได้ มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากนั้นลูกน้องก็เห็น “โกซาน” มีเลือดไหลออกจากศีรษะ นั่งเสียชีวิตอยู่บนเก้าอี้พลาสติก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “โกซาน” แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตั้งประเด็นปมสังหารไว้หลายประเด็น ทั้งเรื่องส่วนตัว ปัญหาทางธุรกิจ และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่หลายฝ่ายก็ยังให้น้ำหนักไปที่ปัญหาไฟใต้

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นกับตระกูล “กิตติประภานันท์” ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าส่งและขนส่งสินค้ารายใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้
เมื่อวันที่ 24 เม.ย.64 คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงรถกระบะขนส่งสินค้า แล้วราดน้ำมัน และจุดไฟเผารถทั้งคัน เหตุเกิดบนนถนนสายปัตตานี-นราธิวาส ท้องที่บ้านละหาร หมู่ 5 ต.ละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายสุพร กิตติประภานันท์ ผู้เป็นพ่อ, นางสาวจิราภรณ์ กิตติประภานันท์ ลูกสาว ซึ่งยังเป็นนักศึกษาปี 2 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (ม.อ.หาดใหญ่) และ นายสัณห์พิพัฒ กิตติประภานันท์ เป็นหลายชายของนายสุพร ทั้งหมดมีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ก่อนเกิดเหตุนายสุพร ได้ขับรถยนต์กระบะบรรทุกสินค้าประเภทโฟมและพลาสติก เดินทางจาก อ.หาดใหญ่ เพื่อนำสินค้าไปส่งในพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยเดินทางพร้อมกับลูกสาว และหลานชาย
เมื่อรถยนต์แล่นถึงบริเวณพื้นที่บ้านละหาร ได้มีคนร้าย 4 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันขับขี่ตามหลัง แล้วใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่รถยนต์ของนายสุพร จนต้องเร่งเครื่องหลบหนี แต่เคราะห์ร้ายรถได้เสียหลักพุ่งลงไปชนต้นไม้ในร่องคูน้ำกลางถนน คนร้ายจึงตามลงไปยิงซ้ำแล้ว ราดน้ำมันเผารถจนเพลิงลุกไหม้ ก่อนจะหลบหนีไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมทารุณ ไร้มนุษยธรรม จากน้ำมือของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงของอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้จากเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมผู้ก่อความไม่สงบ 2 รายในเวลาต่อมา คือ นายมารวาน มีทอ และนายรอซาลี เจะเลาะ ในพื้นที่ ต.ละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 20 ม.ค.65
พื้นที่ที่มีการปิดล้อมและวิสามัญฆาตกรรม เป็นพื้นที่เดียวกับที่เกิดเหตุสังหาร 3 ชีวิต ตระกูลกิตติประภานันท์ สะท้อนว่าปืนที่ใช้วนเวียนอยู่ในมือของกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่นี้
ผลตรวจสอบอาวุธปืน AK 102 ของคนร้าย เคยก่อเหตุมาแล้ว 7 คดี ยิงประชาชนผู้บริสุทธ์และเจ้าหน้าที่รัฐมาแล้ว ซึ่งก็เป็นอาวุธปืนกระบอกเดียวกับที่ใช้ก่อเหตุกราดยิงรถขนส่งของตระกูล “กิตติประภานันท์” ด้วยเช่นกัน
อ่านประกอบ : ผลตรวจปืน 2 คนร้ายถูกวิฯสายบุรีชี้ชัดเคยใช้ก่อเหตุฆ่าเผา 3 ศพตระกูล “กิตติประภานันทน์”
เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับนักธุรกิจใหญ่ และผู้ประกอบการที่ชายแดนใต้ นอกจากความเศร้าเสียใจของครอบครัวและคนที่อยู่ข้างหลัง ผลสะเทือนยังรุนแรงยิ่งกว่า
เพราะพื้นที่นี้มีปัญหาความมั่นคงอยู่แล้ว ทำให้เศรษฐกิจฟุบมานานกว่า 2 ทศวรรษ
ความไม่ปลอดภัยในชีวิตของผู้ประกอบการ จึงเป็นเรื่องอ่อนไหวร้ายแรงกว่าความไม่ปลอดภัยของตัวสถานประกอบการเสียอีก
หากอนุมานว่า การทำลายชีวิตนักธุรกิจและผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นเรื่องการก่อความไม่สงบ และเชื่อมโยงกับความมั่นคง ก็น่าคิดต่อว่า เหตุผลของการล่าสังหาร คืออะไร

ในแถลงการณ์ของ BRN ฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2026 ซึ่งน่าจะเป็นฉบับล่าสุด ระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า “เป้าหมาย” ของกองกำลังติดอาวุธ BRN ถูกกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยเน้นย้ำว่าจะมุ่งเป้าไปที่กองกำลังติดอาวุธของไทย กลุ่มติดอาวุธที่จัดตั้งโดยรัฐบาลไทย ตลอดจนโครงการทุนนิยมต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนปัตตานี ทำลายสิ่งแวดล้อม และกัดกร่อนคุณค่าอัตลักษณ์ของสังคมมลายูมุสลิม
คำถามคือคนเหล่านี้อยู่ในข่ายหรือเงื่อนไขที่กล่าวอ้างนี้ด้วยหรือไม่
ถ้าไม่ใช่... แล้วทำกับพวกเขาทำไม?
