
“สร้างโรงงานมา 31 ปี จะปิดตัวลงได้อย่างไร... ยอมอยู่ในความเสี่ยง แค่ปรับกิจการให้เล็กลง”
เป็นเสียงยืนยันแม้จะสั่นเครือเพราะความเศร้า แต่ก็หนักแน่นมั่นคงของ โระฮันนี แวนาแว ผู้จัดการทั่วไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) สามดาวพาราวู้ด หรือ โรงไม้สามดาว โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราชื่อดังขนาดใหญ่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีข่าวปิดกิจการหลังสูญเสียประมุขของกิจการ
13 ก.ค.69 คนร้ายซุ่มยิง ชัชวาลย์ บูรณะเรข หรือ “เสี่ยชัช” ซึ่งคนใกล้ชิดเรียกกันว่า “เฮียชัช” วัย 60 ปี เจ้าของกิจการ “โรงไม้สามดาว” จนเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าประตูสำนักงานใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา

หลังการจากไปของ “เฮียชัช” มีข่าวมาตลอดว่าโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราแห่งนี้น่าจะ “ไปต่อไม่ไหว” เพราะครอบครัวอยากเลิกกิจการเต็มที เนื่องจากที่ผ่านมาก็เคยถูกโจมตีรูปแบบต่างๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ทั้งวางเพลิงโรงงาน และซุ่มยิงรถบรรทุกไม้ แต่ครั้งนี้ทำกันถึงชีวิต แถมยังเป็นหัวเรือใหญ่ของกิจการ
อ่านประกอบ : “เฮียชัช” เสี่ยโรงไม้ยางพาราชื่อดังยะลา ถูกยิงดับหน้าสำนักงาน
“เฮียชัช” เป็นคนระยอง แต่ลงมาประกอบกิจการที่ยะลา พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นานกว่า 30 ปี จนเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ ผู้คนที่ไปร่วมงานศพเพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายก็พากันเชื่อว่า ครอบครัวน่าจะเลือกหนทาง “ปิดกิจการ สามดาวพาราวู้ด”

อ่านประกอบ : จากระยองสู่ยะลา “เฮียชัช” เสี่ยโรงไม้ยางพารา กัดฟันสู้จนสิ้นชื่อ!
กระทั่งช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวแชร์ต่อๆ กันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า หจก.สามดาวพาราวู้ด ประกาศกิจการ ทำให้คนงานซึ่งเป็นคนพื้นที่ชายแดนใต้กว่า 300 ชีวิต ต้องตกงาน
ข่าวนี้นำเสนออย่างกว้างขวาง โดยน่าจะมีต้นทางจากเพจเฟซบุ๊กของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่เปิดประเด็นนี้เพื่อตำหนิการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งทางเพจเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายๆ ทั้งหมด
@@ โรงงานยังไม่ปิด แต่ลดสายการผลิต ไม่ขวางลาออก

อย่างไรก็ดี “ทีมข่าวอิศรา” ลงพื้นที่ตรวจสอบถึงโรงงานสามดาวพาราวู้ด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 117 หมู่ 9 บ้านเจาะปันตัง ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา กลับพบว่าโรงงานยังไม่ได้ปิดตัวลงตามที่เป็นข่าว เพียงแต่บรรยากาศเงียบเหงาลงไปมาก และผู้จัดการโรงงานซึ่งเป็นผู้หญิง ก็ยืนยันด้วยตนเองว่า จะเปิดกิจการต่อไปเพื่อรักษาอนาคตพนักงานกว่า 200 ชีวิตเอาไว้
“โรงงานยังไม่ได้ปิดกิจการ แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรเพื่อความอยู่รอด โดยเปิดทางเลือกให้แก่พนักงานกว่า 200 ชีวิต ซึ่งเป็นแรงงานท้องถิ่น 60% และแรงงานต่างพื้นที่รวมถึงชาวเมียนมา 40%” โระฮันนี บอก

เธอขยายความว่า การเปิดทางเลือกให้พนักงาน มี 2 แนวทาง คือ 1.การย้ายสถานที่ทำงาน โดยจัดเตรียมตำแหน่งงานในโรงงานเครือข่าย ทั้งในพื้นที่ อ.เบตง และ อ.บันนังสตา รวมถึง อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา
2.สมัครใจลาออก สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะทำงานต่อ บริษัทจะมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งเพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพช่วงเปลี่ยนผ่าน

“เสี่ยชัชและครอบครัวสร้างโรงงานนี้มากับมือกว่า 31 ปี พวกเราจะไม่ยอมปิดมันลงแน่นอน โดยพร้อมจะผลักดันให้ลูกชายของเสี่ยชัชขึ้นมาดำเนินกิจการต่อ เพียงแต่ต้องปรับบทบาทในบันนังสตาให้เล็กลง เหลือเพียง ‘ศูนย์รับซื้อไม้ยางพารา’ เพื่อรวบรวมวัตถุดิบส่งต่อให้เครือข่ายแปรรูปแทน” โระฮันนี เล่าถึงแผนการปฏิรูปโครงสร้างกิจการ
ส่วนคดียิง “เฮียชัช” นั้น ผู้จัดการโรงงานบอกว่า ต้องรอความชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็หวังว่าจะสามารถนำตัวผู้บงการและคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย
เธอเปิดใจทิ้งท้ายว่า ด้วยภาระครอบครัว ทั้งตัวเธอและคนงานก็ต้องยอมทำงานบนความเสี่ยงต่อชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ต่อไป
@@ คนงานหลั่งน้ำตา สงสารเฮียชัช ห่วงอนาคตตัวเอง

จากการลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศภายในโรงงาน บรรยากาศมีแต่ความเงียบเหงา เหลือเพียงคนงานราว 10 คนที่กำลังแปรรูปไม้ส่วนที่เหลือ และคอยอำนวยการรับซื้อไม้ยางพาราเพื่อส่งต่อให้เครือข่าย
มาซีเตาะ กูเตะ อายุ 43 ปี คนงานชาวบันนังสตา ซึ่งทำงานมานานกว่า 20 ปี เผยความรู้สึกทั้งน้ำตาว่า “เสี่ยชัชเป็นคนใจบุญ ให้โอกาสทุกคน และไม่เคยมีเรื่องกับใคร ทำไมต้องทำร้ายท่านด้วย ไม่ว่าจะพุทธหรืออิสลาม เราก็คนไทยด้วยกัน ผลกระทบตกอยู่กับพวกเราคนหาเช้ากินค่ำ ถ้าโรงงานปิดลง เราจะไปหางานที่ไหนต่อ ครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร”
ขณะที่ ซาการียา มะดอ หนึ่งในคนงานเก่าแก่ ยืนมองเครื่องเลื่อยไม้ที่เคยส่งเสียงดังทุกวัน แต่วันนี้กลับหยุดนิ่ง ด้วยสายตาเหม่อลอย
“หลายวันแล้วที่ไม่มีงานให้ทำ แต่ผมก็ยังมาที่นี่ทุกวัน ความผูกพันที่มีต่อเสี่ยชัชและโรงงานนี้ มันคือทั้งหมดของชีวิตเรา คนที่ไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนที่กำลังจะไม่เหลืออะไรกิน และครอบครัวของเสี่ยชัชที่ลงทุนทั้งชีวิตจะปวดร้าวกว่าพวกเราขนาดไหน”
@@ ไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดา จี้รัฐยกแก้ปัญหา 3 ด้าน

เหตุการณ์ซุ่มยิงเจ้าของโรงไม้สามดาว ไม่ใช่คดีอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบที่หยั่งลึกถึงระบบเศรษฐกิจฐานราก เมื่อวิสาหกิจท้องถิ่นถูกคุกคาม ความมั่นคงในชีวิตและปากท้องของประชาชนย่อมพังทลายลงเป็นโดมิโน
ด้านคดีและการบังคับใช้กฎหมาย ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและฝ่ายความมั่นคงต้องเร่งแกะรอยพยานหลักฐานเพื่อจับกุมทั้งผู้ก่อเหตุและ “ผู้บงการ” มาลงโทษโดยเร็วที่สุด เพื่อหยุดยั้งการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรง และลดข้อคลางแคลงใจของสังคม
ด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยเขตเศรษฐกิจ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และฝ่ายปกครอง ต้องปรับแผนการลาดตระเวนและตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด ล้อมรอบพื้นที่สถานประกอบการ วิสาหกิจ และโรงงานในจุดเสี่ยง เพื่อสร้าง “ไข่แดงความปลอดภัย” ให้ภาคเอกชนยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ด้านการเยียวยาและฟื้นฟูแรงงาน กระทรวงแรงงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องเข้าไปดูแลพนักงานกว่า 200 ชีวิตอย่างใกล้ชิด ทั้งการจัดหางานใหม่ การฝึกอาชีพเสริม รวมทั้งเยียวยาสภาพจิตใจของคนงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างเร่งด่วน
