
วุฒิสภา จ่อ ถก 'MOU 43 – MOU 44' 18 พ.ค. หลัง 'กมธ.ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย' มติเอกฉันท์ ยกเลิก 2 ฉบับรวด - ชู เหตุผล เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ-เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย-อ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูด ซัด กัมพูชาละเมิดไม่รักษาสัญญา - ไม่จริงใจ วิเคราะห์ UNCLOS 1982 กัมพูชาเตรียมการใช้ศาลเป็นเครื่องมือหาข้อยุติพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า การประชุมวุฒิสภาในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 มีระเบียบวาระการประชุมเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อดีข้อเสียการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยที่ประชุมกมธ.ฯ มีมติเอกฉันท์ให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทั้งนี้ หากที่ประชุมเห็นชอบให้ส่งรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
สำหรับรายละเอียดเหตุผลการยกเลิก MOU 43 มี 6 ประการ ได้แก่ ประการที่หนึ่ง ข้อกำหนด ข้อ 1 (ค) ข้อ 2 ข้อ 5 ข้อ 8 MOU 2543 ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชา ประการที่สอง MOU 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผล 2 ประการ ดังนี้
1. ครม.ไม่ได้มีมติเห็นชอบแต่มีมติเพียงรับทราบเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2543 เรื่องที่นายกรัฐมนตรีอนุมัติให้ไปลงนามรับรอง MOU 2543 ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อครม. พ.ศ. 2531 ที่ได้กำหนดไว้ในข้อ 7 (8) ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะต้องเสนอครม.ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของครม.ในการให้ความเห็นชอบ
2.การยอมรับใน MOU 2543 ว่า แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เป็น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักเขตแดนสยาม-อินโดจีน มีผลทำให้เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
ประการที่สาม แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกไทย - กัมพูชาที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 จะไม่ได้รับการรับรองเนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ค.ศ. 1993 ประการที่สี่ การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี
ประการที่ห้า หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง กรอบและหลักเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมดแล้ว ไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงร่วม (Joint Statement) ของ GBC เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ กรอบการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวร จะต้องเริ่มจากจุดนี้เท่านั้น
ประการที่หก กัมพูชามีพฤติกรรมที่ละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งมีการยั่วยุเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายตนสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้ การทำข้อตกลงใดๆ กับกัมพูชาจึงต้องมีความรอบคอบและรัดกุมมากกว่าการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นทั่วไป ทั้งนี้ MOU 2543 เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีความรอบคอบและรัดกุมเพียงพอที่จะรับมือกับพฤติกรรมดังกล่าวของกัมพูชาได้
@ แจงขั้นตอนบอกเลิก-ไทยยกเลิก MOU 43 ฝ่ายเดียวได้
ขณะที่แนวทางการยกเลิก MOU 2543 ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (VCLT) ข้อ 60 (1) ไทยจึงสามารถยกเลิก MOU 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ตาม VCLT ข้อ 65 (2) โดยเมื่อไทยแจ้งยกเลิก MOU 43 ให้ทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน หากไทยต้องการจะเจรจากับกัมพูชาเพื่อปรับปรุง MOU 2543 ตามที่ไทยต้องการ ก็สามารถทำได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าการเจรจาประสบผลสำเร็จ ไทยก็ยกเลิก MOU 2543 ไปซึ่งจะทำให้ไทยไม่มีพันธผูกพันตาม MOU 2543 อีกต่อไป โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก MOU 2543
สำหรับแนวทางและข้อเสนอแนะในการดำเนินการหลังการยกเลิก MOU 2543 อาทิ เมื่อยกเลิก MOU 2543 แล้ว ไทยและกัมพูชายังคงมีสนธิสัญญาและกลไกทวิภาคีอื่นที่สามารถใช้ดำเนินการเกี่ยวกับเขตแดนทางบก ทั้ง อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) แถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของ GBC เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568
ส่วนเหตุผลในการยกเลิก MOU 44 มี 7 ประการ ได้แก่ ประการที่หนึ่ง เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ.2515 ของกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทย ประการที่สอง กัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตาม MOU 2544 ประการที่สาม ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
ประการที่สี่ กัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย ประการที่ห้า กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ ประการที่หก บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 พ้นลักษณะของข้อตกลงชั่วคราวไปแล้ว ประการที่เจ็ด ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจจากฝั่งกัมพูชาที่ส่งผลกระทบทางลบและไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา
@ อ่านเกมกัมพูชา เตรียมการใช้ศาลเป็นเครื่องมือหาข้อยุติข้อพิพาททางทะเล
รายงานยังเสนอการ วิเคราะห์การให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (United Nation Convention on the Law of the Sea 1982) หรือ UNCLOS 1982 ของกัมพูชา ว่า ปัจจุบันไทยและกัมพูชาได้ให้สัตยาบัน UNCLOS 1982 แล้วทั้งสองประเทศ
สำหรับประเทศไทยให้สัตยาบัน UNCLOS 1982 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2554 นับเป็นประเทศภาคีสมาชิกลำดับที่ 162 ส่วนกัมพูชาให้สัตยาบัน UNCLOS 1982 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นประเทศภาคีสมาชิกลำดับที่ 172 ส่งผลให้เกิดนัยยะต่อการเจรจาเขตแดนทางทะเลกับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MOU 2544 เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่กัมพูชาจะต้องให้สัตยาบัน UNCLOS 1982 ก็สามารถเจรจากับไทยเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลได้เพราะข้อ 3(b) ของ MOU 2544 ระบุให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาในการกำหนดเขตแดนทางทะเลในส่วนของทะเลอาณาเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ UNCLOS 1982 มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศโดยสมบูรณ์ เมื่อวิเคราะห์จากพฤติกรรมของกัมพูชาที่ผ่านมา จึงอาจเป็นไปได้ว่ากัมพูชากำลังเตรียมการในการใช้ศาลเป็นเครื่องมือเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย
คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ทำการวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่กัมพูชาจะดำเนินการ โดยนำผลการตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างจีน - ฟิลิปปินส์ และบทบัญญัติของ UNCLOS 1982 ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการวิเคราะห์ โดยผลการวิเคราะห์พบว่าจากพฤติกรรมที่ผ่านมากัมพูชาจะส่งคำร้องต่อศาลให้พิจารณาประเด็นที่นำไปสู่การจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา