
“…มีความเป็นไปได้ที่กัมพูชาจะเสนอเรื่องเข้าสู่กลไกระงับข้อพิพาทตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีรัฐอื่นหรือองค์กรอื่นๆ เข้ามามีบทบาทหรืออิทธิพลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนมีความเป็นไปได้ที่พื้นที่ OCA จะทวีความตึงเครียด อันเป็นผลจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่างๆ…”
........................................
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 (MOU 2544)
และมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) กับกัมพูชา นั้น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดเอกสารที่ได้มีการนำเสนอต่อ ครม. ในการพิจารณายกเลิก ‘MOU 44’ ตลอดจนมติ ครม. ในเรื่องดังกล่าว มีดังนี้
@‘กต.’ชง'ครม.'ยกเลิก‘MOU44’หลังเจรจา 25 ปีไม่คืบหน้า
ข้อเสนอกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ต่อ ครม.
หนังสือกระทรวงการต่างประเทศ ด่วนที่สุด ที่ กต. 0803/286 เรื่อง แนวทางการดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ลงวันที่ 26 เม.ย.2569
กระทรวงการต่างประเทศขอเสนอเรื่อง แนวทางการดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน มาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยเรื่องนี้เข้าข่ายที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีได้ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 มาตรา 4 (7)
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) กำกับการบริหารราชการกระทรวงการต่างประเทศได้เห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวมีรายละเอียด ดังนี้
1.เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี
1.1 นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เร่งศึกษาแนวทางการดำเนินการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 (MOU 2544) ให้ชัดเจนและแล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ
และต่อมา คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า จะมุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
1.2 การดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area-OCA) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงเห็นควรนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 มาตรา 4 (7)
1.3 นอกจากนี้ โดยที่ MOU 2544 เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ดังนั้น การยกเลิก MOU 2544 จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนการดำเนินการ ตามนัยของมาตราดังกล่าว
2.ความเร่งด่วนของเรื่อง
บริบทและสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันสำหรับการเจรจาแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องพื้นที่ OCA มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ การทบทวนการดำเนินการที่ผ่านมาเพื่อกำหนดแนวทางการเจรจากับกัมพูชาในระยะต่อไปบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศให้ได้ข้อยุติที่มีความเที่ยงธรรมและเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย จะทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลในพื้นที่ OCA ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการสานต่อความพยายามแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา จึงเห็นควรเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในโอกาสแรก
3.สาระสำคัญ
3.1 ไทยและกัมพูชาต่างใช้สิทธิการประกาศฝ่ายเดียวในการกำหนดเขตไหล่ทวีปของตนในบริเวณอ่าวไทย โดยกัมพูชาประกาศเมื่อปี 2515 และไทยประกาศเมื่อปี 2516 การประกาศเขตไหล่ทวีปของทั้งสองประเทศทำให้เกิดการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ซึ่งมีขนาดพื้นที่ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร
โดยในอดีตฝ่ายไทยได้พยายามหยิบยกเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลขึ้นหารือกับฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากในขณะนั้นฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธที่จะเจรจาแบ่งเขตทางทะเล และมีจุดยืนที่จะหารือเฉพาะเรื่องการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในบริเวณพื้นที่ OCA เท่านั้น
3.2 จนกระทั่งในปี 2544 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีพัฒนาการที่ดี กอปรกับฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีที่ยืดหยุ่นขึ้นกว่าเดิม ทั้งสองฝ่ายจึงได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Memorandum of Understanding between the Royal Thai Government and the Royal Government of Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims to the Continental Shelf) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อเป็นกรอบสำหรับการเจรจาในระดับทวิภาคี
3.3 MOU 2544 กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงใน 2 เรื่อง กล่าวคือ การพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้มีการพัฒนาร่วมกัน และการแบ่งเขตทางทะเลบนพื้นฐานของหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
โดยต้องดำเนินการทั้ง 2 เรื่องควบคู่กันไป โดยมิอาจแบ่งแยกได้ (indivisible package) ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีและผลประโยชน์ของไทยที่ต้องการสร้างแรงผลักดันให้กัมพูชายินยอมตกลงแบ่งเขตทางทะเลกับไทยให้ชัดเจน โดยไม่มุ่งเน้นเฉพาะการแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยการพัฒนาพื้นที่ OCA ร่วมกันเท่านั้น
3.4 การดำเนินการภายใต้ MOU 2544 มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง โดยทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee- JTC) ไทย-กัมพูชา ตามข้อ 3 ของ MOU 2544 เพื่อเป็นกลไกหลักในการเจรจา รวมทั้งได้จัดตั้งกลไกย่อย คือ คณะอนุกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Sub-JTC) ไทย-กัมพูชา
โดยตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการแล้ว จำนวน 5 ครั้ง ได้แก่ การประชุม JTC จำนวน 2 ครั้ง (เมื่อปี 2544 และ 2545) การประชุม Sub-JTC จำนวน 2 ครั้ง (เมื่อปี 2545 และ 2566) และการประชุมคณะเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM) ของ JTC จำนวน 1 ครั้ง (เมื่อปี 2546)
อย่างไรก็ตาม การเจรจาในระดับ JTC หยุดชะงักลงภายหลังการประชุมครั้งที่ 2 สืบเนื่องจากปัจจัยหลายประการ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจรจา อาทิ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์การเมืองภายในของทั้งสองฝ่าย และการที่กัมพูชาเลือกตีความ MOU 2544 เฉพาะในส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน
โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งกัมพูชาได้พยายามขอพักการเจรจาในเรื่องนี้ไว้ก่อน และมุ่งเจรจาเฉพาะเรื่องการพัฒนาร่วม แม้ว่า MOU 2544 จะระบุให้ดำเนินการควบคู่กันไปก็ตาม ส่งผลให้การหารือในห้วง 25 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมตามเจตนารมณ์ของ MOU 2544 ได้
3.5 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กัมพูชาได้ยื่นสัตยาบันสารเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea-UNCLOS) ต่อเลขาธิการสหประชาชาติในฐานะผู้เก็บรักษา (depositary) โดย UNCLOS เริ่มมีผลใช้บังคับกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 (ไทยได้ให้สัตยาบัน UNCLOS เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2554 โดย UNCLOS เริ่มมีผลใช้บังคับกับไทยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554)
การให้สัตยาบัน UNCLOS ของกัมพูชา ถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญต่อกรอบกฎหมายที่ใช้บังคับในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตทางทะเลระหว่างสองประเทศ โดยส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ภายใต้บังคับของระบอบกฎหมายเดียวกัน ซึ่งเป็นระบอบที่ทันสมัย ชัดเจน และมีแนวคำพิพากษาศาลระหว่างประเทศที่สามารถใช้อ้างอิงในการตีความหลักกฎหมาย
3.6 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงกลาโหม (กรมอุทกศาสตร์ และกรมยุทธการทหารเรือ) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน (กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
โดยที่ประชุมฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลของการยกเลิก MOU 2544 ดังรายงานสรุปผลการประชุมฯ ปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
3.6.1 การยกเลิก MOU 2544 จะทำให้ไม่มีกรอบและกลไกการเจรจาระหว่างกัน
3.6.2 อย่างไรก็ดี การยกเลิก MOU 2544 จะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของทั้งไทยและกัมพูชา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกัน ดังนั้น การประกาศเขตไหล่ทวีปฝ่ายเดียวของแต่ละฝ่ายที่ส่งผลให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันยังคงมีผลอยู่
3.6.3 โดยที่ปัจจุบันกัมพูชาได้เข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว ดังนั้น ไทยและกัมพูชาสามารถเจรจาแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกันต่อไปบนพื้นฐานของ UNCLOS ซึ่งการแบ่งเขตทางทะเลให้มีความชัดเจนมากที่สุดเป็นความประสงค์ของฝ่ายไทยมาตั้งแต่ต้น
โดยทั้งสองฝ่ายมีพันธกรณีภายใต้ UNCLOS ที่จะต้องเจรจาเพื่อกำหนดเขตทางทะเลโดยสุจริตบนมูลฐานของกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้บรรลุผลอันเที่ยงธรรม และในระหว่างที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง ทั้งสองฝ่ายจะต้องงดเว้นการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่ยังมีการอ้างสิทธิทับซ้อน
3.7 กระทรวงการต่างประเทศได้หารือที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศในประเด็นการยกเลิก MOU 2544 แล้ว ซึ่งที่ปรึกษาฯ มีความเห็นว่า ไทยสามารถอ้างกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศตามที่สะท้อนในข้อ 56 (1) (บี) ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties) ในการบอกเลิกฝ่ายเดียวได้
เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของ MOU 2544 เป็นเพียงการกำหนดพันธกรณีที่จะเจรจา (obligation to negotiate) ซึ่งไม่สามารถถือได้ว่าพันธกรณีดังกล่าว จะมีผลผูกพันทั้งสองฝ่ายตลอดไปอย่างไม่มีกำหนด จึงสามารถอนุมานได้จากลักษณะของสนธิสัญญาดังกล่าว ว่าคู่ภาคีมีสิทธิที่จะบอกเลิกได้ ทั้งนี้ ที่ปรึกษาฯ เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องระบุเหตุผลดังกล่าวในหนังสือแจ้งบอกเลิก และควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน
4 ประโยชน์และผลกระทบ
ในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ OCA บนพื้นฐานของ UNCLOS ทั้งไทยและกัมพูชาต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเลต่างๆ และสิทธิหน้าที่ของรัฐชายฝั่งและรัฐอื่นๆในแต่ละเขตทางทะเล อาทิ สิทธิการเดินเรือ การแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล
รวมถึงการเข้าสู่กลไกการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากผลของอนุสัญญาฯ หากรัฐภาคีไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยวิธีการเจรจาระหว่างกันได้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบในการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา
ทั้งนี้ ในที่สุดแล้ว การเจรจาโดยการดำเนินการตามกลไกภายใต้ UNCLOS จะนำไปสู่การมีเขตทางทะเลที่ชัดเจน ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนอธิปไตยของไทยในฐานะรัฐชายฝั่ง และเป็นหลักประกันในการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทยต่อไป
5 ค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มา หรือการสูญเสียรายได้
ไม่มี
6.ความเห็นหรือความเห็นชอบ/อนุมัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
6.1 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติรับทราบแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 2544 จากผลการศึกษาฯตามที่กระทรวงฯ เสนอ และเห็นชอบให้กระทรวงฯ เสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
6.2 กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้
6.2.1 กรมสนธิสัญญาและกฎหมายเห็นว่า MOU 2544 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้คู่ภาคีทั้งสองฝ่ายเจรจากัน (obligation to negotiate) โดยมีลักษณะเป็นข้อตกลงชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ OCA เพื่อนำไปสู่การจัดทำความตกลงต่อไปในเรื่องแบ่งเขตทางทะเล และการพัฒนาพื้นที่ร่วม โดยกำหนดให้จัดตั้ง JTC เพื่อเป็นกลไกในการเจรจา
โดยมีถ้อยคำและบริบทที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
ทั้งนี้ เนื้อหาสาระของ MOU 2544 ไม่มีบทบัญญัติใดเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ได้มีบทบัญญัติให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน
ดังนั้น การยกเลิก MOU 2544 จึงไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสามของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรีเห็นว่า ยังมีปัญหาว่า MOU 2544 เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ ก็สามารถเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยก็ได้
6.2.2 กรมเอเชียตะวันออกเห็นว่า สถานะความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันอยู่ในสภาวะเปราะบาง อันเป็นผลจากเหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 2 รอบในห้วงปี 2568 และแม้ว่าการปะทะกันได้ยุติลงด้วยการบรรลุข้อตกลงการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำการยั่วยุทั้งด้านการทหาร การทูต และการข่าวอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งกำลังผลักดันอย่างหนักเพื่อให้ฝ่ายไทยเริ่มการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission-JBC) ไทย-กัมพูชา โดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลกัมพูชาถูกกดดันอย่างหนักภายในประเทศ
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แสดงท่าทีต่อการยกเลิก MOU 2544 ความว่า การจัดทำ MOU 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชา สะท้อนเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายที่จะจัดทำกรอบความร่วมมือการพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่ OCA พร้อมกับการหาข้อยุติในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งตาม MOU 2544 จะยังคงมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ดังนั้น จึงเป็นที่น่าเสียใจ หากฝ่ายไทยจะยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี ฝ่ายกัมพูชาจะยังคงยึดมั่นในพันธกรณีภายใต้ MOU 2544 ต่อไป
จากสถานการณ์ข้างต้น ประเทศไทยจึงอาจถูกตั้งข้อสงสัยจากนานาประเทศถึงเหตุผล หากไทยพิจารณาแจ้งการยกเลิก MOU 2544 ทั้งที่มีท่าที่ยึดมั่นในการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงควรเตรียมทำความเข้าใจกับนานาประเทศถึงเหตุผลในการพิจารณายกเลิก MOU 2544
โดยอธิบายว่า การยกเลิกดังกล่าวไม่ถือเป็นการสิ้นสุดการเจรจาเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกัน แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงสามารถเจรจาโดยใช้กลไกทวิภาคีบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ไทยยึดมั่นมาโดยตลอด
7.ข้อกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
7.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 178
7.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2544 เห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชากับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยพื้นที่ที่กัมพูชาและไทยอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน และอนุมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
7.3 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2544 โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบก่อนนำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบและดำเนินการต่อไป
7.4 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 เห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 โดยอนุมัติให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันกับฝ่ายกัมพูชาต่อไปบนพื้นฐานของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2544 และตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้สามารถพิจารณาหาแนวทางความเป็นไปได้อื่นๆ ในการเจรจากับกัมพูชาด้วย หากพิจารณาเห็นว่า จะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย
7.5 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2655 เห็นชอบร่างกรอบการเจรจาเรื่องพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันสำหรับคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) และอนุมัติองค์ประกอบคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) โดยให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งกลไกต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติให้ฝ่ายกัมพูชาทราบ และทาบทามการเจรจาต่อไป
7.6 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เร่งศึกษาแนวทางการดำเนินการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 ให้ชัดเจนและแล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ
7.7 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาแนวทางการดำเนินการยกเลิก MOU 2544 ตามที่ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ให้ชัดเจน ละเอียดรอบคอบ และแล้วเสร็จโดยเร็ว
รวมทั้งให้พิจารณาแนวทางมาตรการหรือช่องทางการจัดทำความร่วมมืออื่นที่อาจนำมาใช้ทดแทน MOU 2544 ได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดด้วย แล้วให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป
@เสนอใช้กลไก‘UNCLOS’เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีป'ไทย-กัมพูชา'
8.ข้อเสนอของหน่วยงานของรัฐ
กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อ 9.2 กำหนดว่าจะมุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
หากคณะรัฐมนตรีเห็นพ้องกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องว่า การดำเนินการตาม MOU 2544 ไม่มีความคืบหน้าและผลที่เป็นรูปธรรม ก็สามารถมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการยกเลิก MOU ดังกล่าว และแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยใช้ UNCLOS เป็นพื้นฐานในการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลต่อไปแทน
ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดังต่อไปนี้
8.1 รับทราบผลการศึกษาแนวทางการดำเนินการยกเลิก MOU 2544 ตามนัยข้อ 3.6
8.2 เห็นชอบในหลักการต่อการบอกเลิก MOU 2544 เพื่อมุ่งเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ OCA กับกัมพูชาโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของ UNCLOS และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจน และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อ 9.2 ของคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี
8.3 อนุมัติให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหารืออย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายกัมพูชาในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 หรือการประชุมอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อแจ้งความจำนงของไทยในการบอกเลิก MOU 2544 พร้อมกับทาบทามการเจรจากำหนดเขตทางทะเลกับกัมพูชาในพื้นที่ OCA บนพื้นฐานของ UNCLOS และรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป
8.4 ให้ความเห็นชอบร่างหนังสือแจ้งการบอกเลิก MOU 2544 ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 4 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยขออนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาและดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
8.5 อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย ประเด็นเทคนิค และประเด็นทรัพยากรธรรมธรรมชาติ เพื่อเตรียมข้อมูลประกอบการเจรจา
ตลอดจนกำหนดกรอบท่าทีและยุทธศาสตร์ในการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลของไทยให้เป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเป็นเอกภาพ รวมทั้งให้สามารถพิจารณาหาแนวทางความเป็นไปได้อื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ OCA กับกัมพูชา หากพิจารณาแล้วเห็นว่าจะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย ดังองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 5






@ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาพื้นที่ OCA-‘รมว.ต่างประเทศ’นั่งปธ.
กระทรวงการต่างประเทศแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือกระทรวงการต่างประเทศ ด่วนที่สุด ที่ กต 0803/303 ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ตามหนังสือกระทรวงการต่างประเทศ ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ กต 0803/286 ลงวันที่ 26 เมษายน 2569 เสนอเรื่อง แนวทางการดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา นั้น
กระทรวงฯ ขอแก้ไขรายละเอียดของร่างองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ตามสิ่งที่มาส่งมาด้วย 5 ของหนังสือที่อ้างถึง โดยขอนำส่งร่างองค์ประกอบฯ ที่แก้ไขแล้วมา ณ ที่นี่ (สิ่งที่ส่งมาด้วย) จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
(ร่าง) คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
1.หน่วยงานเจ้าของเรื่อง กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
2.อำนาจหน้าที่
1) ประมวล ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นกฎหมาย ประเด็นเทคนิค และประเด็นอื่นๆ ที่จำเป็นและ/หรือเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางการเจรจาและการดำเนินการเกี่ยวกับการแบ่งเขตทาง ทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา
2) พิจารณาองค์ประกอบคณะเจรจาและกรอบการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิ ทับซ้อนกันระหว่างไทย-กัมพูชา
3) แต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการเพื่อช่วยให้ความเห็นทางกฎหมายและทางเทคนิคต่อแนวทางการ ดำเนินการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
4) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
3.องค์ประกอบคณะกรรมการ
1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานกรรมการ
2.รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย รองประธานกรรมการที่ 1
3.ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ รองประธานกรรมการที่ 2
4.ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทน กรรมการ
5.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือผู้แทน กรรมการ
6.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือผู้แทน กรรมการ
7.เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ หรือผู้แทน กรรมการ
8.อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย หรือผู้แทน กรรมการ
9.อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หรือผู้แทน กรรมการ
10.เจ้ากรมอุทกศาสตร์ หรือผู้แทน กรรมการ
11.เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ หรือผู้แทน กรรมการ
12.อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือผู้แทน กรรมการ
13.เลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล กรรมการ
14.รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
15.เจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรรมการและเลขานุการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ


@ยกเลิก MOU เสี่ยงเผชิญหน้า-อาจมี‘รัฐ-องค์กรอื่น’เข้ามามีอิทธิพล
ความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณาของ ครม.
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
หนังสือสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ด่วนที่สุด ที่ นร 0806/1539 เรื่อง แนวทางการดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ลงวันที่ 1 พ.ค.2569
ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในเรื่องแนวทางการดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เสนอโดยกระทรวงการต่างประเทศ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
ในการนี้ สำนักงานฯ พิจารณาแล้ว ขอนำเรียน ดังนี้
1.เห็นชอบในหลักการต่อข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอให้ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 มีมติรับทราบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ หากข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับเหตุผลและหลักการตามกฎหมายระหว่างประเทศตามผลการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศแล้ว
2.อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ ขอนำเรียนข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้
2.1 ในกรณีที่มีการบอกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ในขณะที่ไม่มีความตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาดังเช่น MOU 2544 อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดความตึงเครียดในรูปแบบต่างๆ ข้อพิพาทจากกิจกรรมทางทะเลของสองประเทศ หรือการเผชิญหน้าในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) มากขึ้น
2.2 มีความเป็นไปได้ที่กัมพูชาจะเสนอเรื่องเข้าสู่กลไกระงับข้อพิพาทตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีรัฐอื่นหรือองค์กรอื่นๆ เข้ามามีบทบาทหรืออิทธิพลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนมีความเป็นไปได้ที่พื้นที่ OCA จะทวีความตึงเครียด อันเป็นผลจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่างๆ
ดังนั้น ในช่วงเวลาการแจ้งบอกยกเลิก MOU 2544 ล่วงหน้าสามเดือน ฝ่ายไทยต้องมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน รวมทั้งต้องประเมินสถานการณ์และความเป็นไปได้ของทุกฉากทัศน์เชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบและรอบด้าน ตลอดจนกำหนดมาตรการรับมือที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
ทั้งการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การทูต และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันมิให้กัมพูชามีความได้เปรียบในการดำเนินการใดๆ ในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการได้มาซึ่งคำวินิจฉัยชี้ขาดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือความเห็นทางกฎหมายที่อาจถูกนำไปดำเนินการขยายผลต่อไป
2.3 ทั้งนี้ เห็นควรพิจารณามอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ซึ่งมีหน้าที่ประมวล ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นกฎหมาย ประเด็นเทคนิค และประเด็นอื่นๆ ที่จำเป็นหรือเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางการเจรจาและดำเนินการเกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลในพื้นที่ OCA รับข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของสำนักงานฯ ตามข้อ 2.1 และ 2.2 เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป


@‘มติครม.’ไฟเขียวยกเลิก‘MOU44’-ให้เจรจาบนพื้นฐาน‘UNCLOS’
มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569
หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0505/9320 แจ้งมติ ครม. เรื่อง แนวทางการดำเนินงานในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ลงวันที่ 7 พ.ค.2569
ตามที่ได้เสนอเรื่อง แนวทางการดำเนินงานในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ไปเพื่อดำเนินการ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอความเห็นไปเพื่อประกอบ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย ความละเอียดปรากฏตามบัญชีสำเนาหนังสือที่ส่งมาด้วยนี้
ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 มีผู้ชี้แจงและมีความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้
รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า แนวทางการดำเนินการบอกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 (Memorandum of Understanding between the Royal Thai Government and the Royal Government of Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims to the Continental Shelf) (MOU 2544) ที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอในครั้งนี้
ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา แต่เป็นเพราะการเจรจาภายใต้กรอบ MOU 2544 ไม่มีความคืบหน้ามาเป็นเวลานานกว่า 20 ปีแล้ว ประกอบกับปัจจุบันกัมพูชาได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) แล้ว
กระทรวงการต่างประเทศจึงเห็นว่า UNCLOS เป็นแนวปฏิบัติสากลที่สามารถ ใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันแบบทวิภาคีได้
ทั้งนี้ การบอกเลิกฝ่ายเดียวโดยประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมาย สนธิสัญญา ค.ศ.1969 ซึ่งหากฝ่ายกัมพูชาเห็นชอบด้วยกับการยกเลิก MOU 2544 ไทยและกัมพูชาก็สามารถที่จะเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันภายใต้กรอบ UNCLOS ได้
แต่หากฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นพ้องด้วยกับการเจรจาตามหลักสากล ก็จำเป็นต้องมีการเจรจากันเพื่อแสวงหา ทางออกอื่นร่วมกันต่อไป และการดำเนินการในเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาอย่างละเอียด รอบคอบและรัดกุม กับได้หารือร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศด้วยแล้ว
อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นการบอกเลิก MOU 2544 และทาบทามให้มีการเจรจากำหนดเขตทางทะเลกับกัมพูชาในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันใหม่ภายใต้กรอบ UNCLOS
เนื่องจาก MOU 2544 มีบทบัญญัติ เพียง 5 ข้อ ในขณะที่ UNCLOS มีบทบัญญัติที่มีรายละเอียดรวม 320 ข้อ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย ด้านเทคนิค และกระบวนการระงับข้อพิพาท ดังนั้น UNCLOS จึงถือเป็นกรอบเจรจาที่เอื้อต่อการแสวงหาทางออกร่วมกันของทั้งสองประเทศที่เหมาะสมมากกว่าเดิม
รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) มีความเห็นว่า ร่างหนังสือบอกเลิก MOU 2544 เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติว่า
1.รับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงเพิ่มเติม และตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) มีความเห็นเพิ่มเติม
2.รับทราบ เห็นชอบ และอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างหนังสือบอกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้
ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งให้ชี้แจงเหตุผล และประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวด้วย และให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันรับความเห็น ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
3.ให้ยกเลิกชั้นความลับเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป


เหล่านี้เป็นเอกสารและรายละเอียดของมติ ครม. กรณีการยกเลิก ‘MOU 44’ โดยฝ่ายไทยบอกเลิกฝ่ายเดียว และให้การเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน (OCA) ระหว่าง 'ไทย-กัมพูชา' อยู่ภายใต้กรอบ 'UNCLOS' และต้องติดตามกันต่อไปว่า ในท้ายที่สุดแล้วการเจรจาพื้นที่ OCA ดังกล่าว จะมีบทสรุปอย่างไร?
อ่านประกอบ :
นายกฯยันเลิก MOU44 ปัญหาไทย-กัมพูชาใช้หลักสากล ดึง UNCLOS ถกต่อปัญหาชายแดน
เลิก MoU เขมร! วังวนเครื่องเซ่นการเมืองบนกระแสชาตินิยม
นักวิชาการเตือนรัฐบาลเตรียมรับผลกระทบยกเลิก MOU44
เจราจาไม่คืบหน้า! 'สมช.' ยกเลิก 'MOU44' - 'โฆษกรัฐบาล' ชี้ 25 ปี คุย 5 ครั้ง ไร้ข้อสรุป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา