
เปิด 4 เอกสารหลักฐานสำคัญ ‘หนังสือทวงหุ้นคืน,สำเนาคำฟ้อง,สัญญาประนีประนอมและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์’ หลังป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูล ‘ศักดิ์สยาม’ กรณีหุ้นบุรีเจริญฯ
ยังต้องตามกันต่อ
กับกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ ข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. กรณีไม่ชี้มูลความผิดนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมัยดำรงตำแหน่งรมว.คมนาคม ใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 ว่า เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 187 ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
ซึ่งมีรายงานข่าวจากสื่อมวลชนบางสำนักว่า สำนักงานป.ป.ช.มีมติตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 แล้วด้วยซ้ำก่อนที่จะมีการเผยแพร่เอกสารข่าวเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รายงานถึงหนังสือสัญญาขายที่ดิน 19 แปลง จำนวน 19 ฉบับ ที่เป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งที่สำนักงานป.ป.ช.ใช้เป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งก่อนมีมติไม่ชี้มูลควมผิดดังกล่าวข้างต้น

- 'สุขสมรวย' ทำแทน! เปิดสัญญาซื้อขายที่ดิน 19 แปลง 'ศักดิ์สยาม-ศุภวัฒน์' แลกคืนหุ้น 'หจก.บุรีเจริญฯ'
- แกะรอยเอกสาร 5 แผ่น ป.ป.ช. ‘คดีซุกหุ้น’ ซื้อที่ดิน 19 แปลง 51 ล. ประนีประนอมยอมความ-ไม่ติดใจโอนสิทธิ
- ฉบับเต็ม! 'ป.ป.ช.' แถลง 3 ข้อเท็จจริง 'ศักดิ์สยาม' คดีซุกหุ้น 'หจก.บุรีเจริญฯ'
- 'ศักดิ์สยาม'ไม่รอด! ศาล รธน. วินิจฉัยให้ความเป็น รมต. สิ้นสุดลง ปมถือหุ้น หจก.บุรีเจริญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาช่วงเวลาจากที่ศาลรัฐธรรมูญมีมติให้นายศักดิ์สยามขาดคุณสมบัติในความเป็นรัฐมนตรีและต้องพ้นจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 ถึงวันที่สำนักงานป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลความผิดคือประมาณดือน ก.ย. 2568 ซึ่งคำนวณคร่าวๆอยู่ที่ 593-594 วันนั้น
อ่านประกอบ: เปิดข้อมูลใหม่ 'ศักดิ์สยาม' ไม่ติดใจเอาหุ้นบุรีเจริญคืน 'ศุภวัฒน์' ซื้อที่ดิน 51 ล. ตอบแทน
มีเอกสารชิ้นสำคัญ 4 อย่างที่สำนักข่าวอิศราจะพาไปตรวจสอบจากบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยามกัน
1.หนังสือที่ทนายความของนายศักดิ์สยามทำถึงนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เพื่อขอหุ้นคืน มีเนื้อหาดังนี้
เขียนที่สำนักงานกฎหมายสุทธิธรรม์ วันที่ 18 เมษายน 2567 (3 เดือน 2 วัน หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย)
เรียน คุณศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์
อ้างอิง 1.หนังสือขอยืนยันกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของท่านฉบับลงวันที่ 9 มี.ค. 2567 2.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 เรื่องพิจารณาที่ 8/2566 ฉบับลงวันที่ 17 ม.ค. 2567
ตามที่ท่านได้ทำสัญญารับโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น รวมทั้ง 119.5 ล้านบาท จากนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2561 และท่านได้มีหนังสือแจ้งมายังนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ขอยืนยันกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในฐานะผู้ครอบครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ครอบครองดูแลแทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในทางใดๆทั้งสิ้นรายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่อ้างถึง 1.
โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้าในฐานะทนายความของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ขอเรียนว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น รายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่อ้างอิง 2.
ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงขอแจ้งให้ท่านดำเนินการจดทะเบียนโอนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กลับคืนมายังนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยขอให้ท่านดำเนินการได้ไหมกำหนด 5 วันนับแต่วันได้รับหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป
ลงชื่อ สุทธิพันธ์ บุญโปร่ง ทนายความ (ปิดเบอร์โทรศัพท์)
2.สำเนาคำฟ้อง ศาลจังหวัดนนทบุรี วันที่ 29 เม.ย. 2567 (3 เดือน 13 วัน นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย) ความแพ่ง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โจทก์ และนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ จำเลย คดีหมายเลขดำ พ.1017/2567
ข้อหาหรือฐานความผิด ขอให้กระทำการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
ข้าพเจ้านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อายุ 62 ปี ขอยื่นฟ้องนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ มีข้อความที่จะกล่าวต่อไปนี้
ข้อ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 031353900037 ประกอบธุรกิจปรากฏข้อความตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1
โจทก์ (ศักดิ์สยาม) เคยเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยเริ่มต้นลงหุ้นด้วยเงินจำนวน 400,000 บาท ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้มีการเพิ่มทุนเรื่อยมา สุดท้ายโจทก์ลงหุ้นด้วยเงินจำนวน 119,499,000 บาท ส่วนจำเลย (ศุภวัฒน์) เป็นผู้ซื้อสิทธิ์เงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสตรัคชั่นจากโจทก์ปรากฏตามหนังสือรับรองช่าง เอกสารท้ายคำฟ้อหมายเลข 2
ข้อ 2 เมื่อประมาณกลางปี 2560 โจทก์และจำเลยได้ทำการซื้อขายสิทธิ์เงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสตรัชั่นของโจทก์ทั้งหมดในราคามูลค่าตามบัญชีเป็นเงิน 119,499,000 บาท โดยจำเลยโอนเงินผ่านธนาคารไปยังบัญชีส่วนตัวของจดเพื่อเป็นการชำระเงินดังนี้
2.1 งวดที่ 1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 จำเลยได้โอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวโจทก์จำนวน 35,000,000 บาท
2.2 งวดที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 จำเลยได้โอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวโจรจำนวน 35,000,000 บาท
2.3 งวดที่ 3 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยได้โอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวโจทก์จำนวน 49,500,000 บาท
รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 119,499 000 บาท รายละเอียดปรากฏตามหนังสือแจ้งรายละเอียดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารธนชาต สาขาบางบัวทอง (ปิดเลขที่บัญชี) ของจำเลย และหนังสือแจ้งรายละเอียดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และใบแจ้งยอดรายการบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บัญชีเลขที่ (ปิด) ชื่อบัญชีโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และ 4
ภายหลังจากมีการชำระเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงได้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้โจทก์ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ และได้โอนเงินลงทุนให้กับจำเลยเป็นจำนวนเงิน 119,499,000 บาท ส่วนจำเลยเข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการแทนโจทก์นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รายละเอียดปรากฏตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5
ข้อ 3 ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า สิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสรัคชั่นจำนวนทั้งสิ้น 119,499,000 บาท ยังเป็นของโจทก์ โจทก์ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น รายละเอียดปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6
ต่อมาโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยให้ทำการโอนเงินลงหุ้นจำนวนเงิน 119,499,000 บาทคืนให้กับทางโจทก์เพื่อเป็นการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พยานหลักฐานขอนำส่งในชั้นพิจารณา แต่จำเลยเพิกเฉยโดยไม่โอนเงินลงหุ้นคืนให้แก่โจทก์
โจทก์ไม่มีทางที่จะบังคับจำเลยให้ส่งคืนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นแก่โจทก์ได้ จึงต้องฟ้องคดีนี้ ขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
คำท้ายคำฟ้องแพ่ง
เพราะฉะนั้นขอศาลออกหมายเรียกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาแล้วบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
1.ให้จำเลยโอนสิทธิ์เงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นจำนวนเงิน 119,499 000 บาทให้แก่โจทก์
2.ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการโดยให้จำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนและให้โจทย์เข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการแทนจำเลยหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา
3 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความอย่างสูงแทนโจทก์
ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาคำฟ้องโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย 1 ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว
สุทธิพันธ์ บุญโปร่ง ผู้เขียนหรือพิมพ์
3.สัญญาประนีประนอมยอมความ คดีหมายเลขดำ พ328/2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 5 มิ.ย. 2568 (1 ปี 4 เดือน 20 วัน นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญีคำวินิจฉัย)
ความแพ่ง โจทก์นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จำเลยนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เรื่อง ขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
ข้าพเจ้าโจทก์และจำเลย ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลมีข้อความที่จะกล่าวต่อไปนี้
ข้อ 1 โจทก์ไม่ติดใจให้จำเลยโอนสิทธิเงินลงทุนใน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่โจทก์อีกต่อไป และโจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อหุ้นไปจากโจทก์และเป็นผู้มีสิทธิ์ในการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ และจำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ณ วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นของจำเลยตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ทุกประการ
ข้อ 2 โจทก์ยอมรับว่าโจทก์ขายหุ้นให้แก่จำเลย จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น
ข้อ 3 เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาทกันด้วยดี และเ็นการตอบแทนที่โจทก์ให้สิทธิจำเลยตามข้อ 1-2 ดังกล่าว จำเลยตกลงจะรับซื้อที่ดินของโจทก์เป็นการตอบแทน โดยโจทก์ตกลงจะขายที่ดิน รายการตอไปนี้ให้แก่จำเลย
3.1 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46722 เลขที่ดิน 22 หน้าสำรวจ 2367 ต.สะแก อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา (ซื้อขาย 1,699,312.5 บาท ราคาประเมิน 320,625 บาท)
3.2 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46736 เลขที่ดิน 27 หน้าสำรวจ 2360 ต.สะแก อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งน 80 ตารางวา (ซื้อขาย 1,264,050 บาท ราคาประเมิน 2,003,400 บาท)
3.3ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46737 เลขที่ดิน 248 หน้าสำรวจ 2361 ต.สะแก อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 3 ไร่ 0 งาน 23 ตารางวา (ซื้อขาย 486,142.50 บท ราคาประเมิน 1,076,240 บาท)
3.4 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46738 เลขที่ดิน 21 หน้าสำรจ 2366 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรรัมย์ เนื้อที่ 11 ไร่ 0 งาน 16 ตารางวา (ซื้อขาย 1,755,360 บาท ราคาประเมิน 331,200 บาท)
3.5 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46739 เลขที่ดิน 301 หน้าสำรวจ 2369 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา (ซื้อขาย 2,918,842.5 บาท ราคาประเมิน 550,725 บาท)
3.6 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46740 เลขที่ดิน 19 หน้าสำรวจ 2364 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 15 ร่ 1 งาน 41 ตารางวา (ซื้อขาย 2,441,047.5 บาท ราคาประเมิน 460,575 บาท)
3.7 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46741เลขที่ดิน 1 หน้าสำรวจ 2362 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 9 ตารางวา (ซื้อขาย 1,355,077.5 บาท ราคาประเมิน 3,409,000 บาท)
3.8 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46789 เลขที่ดิน 20 หน้าสำรวจ 2365 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 26 ไร่ 3 งาน 25 ตารางวา (ซื้อขาย 4,263,187.5 บาท ราคาประเมิน 804,375 บาท)
3.9 ที่ดินแปล.โฉนดเลขที่ 46795 เลขที่ดิน 246 หน้าสำรวจ 2359 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 27 ตารางวา (ซื้อขาย 2,793,232.5บาท ราคาประเมิน 527,025 บาท)
3.10 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46796 เลขที่ดิน 2 หน้าสำรวจ 2363 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา (ซื้อขาย 1,842,015 บาท ราคาประเมิน 347,550 บาท)
3.11ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46797 เลขที่ดิน 302 หน้าสำรวจ 2370 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนืิ้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 46 ตารางวา (ซื้อขาย 2,443,035 บาท ราคาประเมิน 460,950 บาท)
3.12 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46811 เลขที่ดิน 300 หน้าสำรวจ 2368 ต.สะแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 59 ตารางวา (ซื้อขาย 738,952.5 บาท ราคาประเมิน 139,452 บาท)
3.13 ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่24192 เลขที่ดิน 10 หน้าสำรวจ 1397 ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา (ซื้อขาย 4,058,475 บาท ราคาประเมิน 5,513,400 บาท)
3.14 ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ 24195 เลขที่ดิน 12 หน้าสำรวจ 1398 ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนือที่ 49 ไร่ 0 งาน 40 ตารางวา (ซื้อขาย 7,806,900 บาท ราคาประเมิน 9,230,800 บาท)
3.15 ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ 46267 เลขที่ดิน253 หน้าสำรวจ 6585 ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 15 ไร่ 0 งาน 56 ตารางวา (ซื้อขาย 2,407,260 บาท ราคาประเมิน 3,270,240 บาท)
3.16ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46268 เลขที่ดิน 254 หน้าสำรวจ 6586 ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา (ซื้อขาย 440,827.5 บาท ราคาประเมิน 975,920 บาท)
3.17 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46269 เลขที่ดิน 252 หน้าสำรวจ 6584 ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา (ซื้อขาย 2,692,567.5 บาท ราคาประเมิน 1,117,950 บาท)
3.18 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46810 เลขที่ดิน251 หน้าสำรวจ 6583 ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 21 ไร่ 0 งาน 56 ตารางวา (ซื้อขาย 3,361,260 บาท ราคาประเมิน 1,268,400 บาท)
3.19 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 4194 เลขที่ดิน 13 หน้าสำรวจ 1396 ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 40 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา (ซื้อขาย 6,467,722.5 บาท ราคาประเมิน 2,440,650 บาท)
ที่ดินทั้งหมดรวม 19 แปลง เนื้อที่ 323 ไร่ 0 งาน 373 ตารางวา โจทก์ตกลงขายที่ดินทั้งหมดแก่จำเลยแบบเหมายกแปลงราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาทรวมเป็นเงิยทั้งสิ้นจำนวน 51,505,267.50 บาท
โจทก์ขอรับรองว่า ที่ดินตามข้อ 3.1-3.19 ดังกล่าว ปลอดจากภาระผูกพันหรือภาระติดพันใดๆทั้งสิ้น ตลอดจนได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จำเลยตกลงกชำระเงินให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้นภายในัวนที่ 4 ก.ค. 2568 และโจทก์ตกลงดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แกจำเลยภายใน 9 ก.ค. 2568
ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าอากร หรือค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมทั้งค่าดำเนินการอื่นใดที่จะเกิดขึ้นในการโอน โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งสิ้น
ข้อ 4 หากจำเลยเป็นผู้ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 จำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีชำระหนี้ค่าที่ดินจำนวน 51,505,267.50 บาท ตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันที และจำเลยยินยอมชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าอากร หรือค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมทั้งค่าดำเนินการอื่นใดที่จะเกิดขึ้นในการโอน แต่หากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ยินดีให้ใช้คำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลย และโจทก์ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าอากร หรือค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมทั้งค่ดำเนินการอื่นใดที่จะเกิดขึนในการโอน โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งสิ้น
ข้อ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไมสั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพ้น
ข้อ 6 โจทก์และจำเลยตกลงตาม ข้อ 1 ถึงข้อ 5 ทุกประการ โดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน ตลอดจนไม่ติดใจดำเนินคดีใดๆ ต่อกันอีกทั้งทางแพ่งแบะทางอาญา
4.คำพิพากษาตามยอม คดีหมายเลขดำ พ328/2568 คดีหมายเลขแดงที่ 2684/2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 16 มิ.ย. 2568 (1 ปี 5 เดือนหลัง นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย)
โจทก์ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จำเลย ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เรื่อง ขอให้ปฎิบัติตามศาลรัฐธรรมนูญ
องค์คณะผู้พิพากษาได้พิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ฉบับลงวันที่ 5 มิ.ย. 2568 แล้วเห็นว่า ไม่ขัดต่อกฎหมาย
จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คืนค่าสขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย เป็นกรณีพิเศษ 7 ใน 8 ส่วน แต่มิให้เหลือน้อยกว่า 200 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
นางสาวทิพชฎา วิรยศิริ, นายสุรสิทธิ์ แสงวิโรจน์พัฒน์ และนายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ข้างต้นคือ เอกสารหลักฐาน 4 ชิ้นที่เกิดขึ้น หลังจากที่นายศักดิ์สยาม ถูกศาลรัฐธรรนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรี
หากนับระยะเวลาจากวันที่ 17 มกราคม 2567 ที่มีคำวินิจฉัย จนถึงวันที่สำนักงานป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลความผิดคือ ประมาณเดือน ก.ย. 2568 ก็เป็นระยะเวลา 593-594 วันบวกลบ เนื่องจากไม่รู้วันที่ป.ป.ช.มีมติชัดเจน
หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีนี้ สำนักข่าวอิศราจะรายงานให้ทราบต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา