“…ผู้มีอำนาจในการสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เช่น คณะกรรมการสรรหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัวเอื้อประโยชน์ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา…”
..........................................
เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้จัดทำ ‘ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันปัญหาหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรณีการแต่งตั้งบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้วให้ดำรงตำแหน่งทางบริหาร’
และส่งไปให้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พิจารณาดำเนินการ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอสาระสำคัญของข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันปัญหาหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐฯ ดังกล่าว มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
@อายุเฉลี่ย‘อธิการบดีมหาวิทยาลัย’ไทยอยู่ที่ 60.3 ปี
ปัญหาและผลกระทบต่อการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา
จากการศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางบริหารในสถาบันอุดมศึกษา สรุปได้ว่า สถาบันอุดมศึกษาสามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปี หรือบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้วให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาได้ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา ประกอบข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา ที่กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาได้ โดยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอื่น ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ
ประกอบกับศาลปกครองได้มีคำพิพากษาในทำนองเดียวกัน ให้แต่งตั้งบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปี มาดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาได้
เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก จาก 2 แหล่งข้อมูล ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่ QS World University Rankings และ Times Higher Education (THE) World University Rankings พบว่า มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับใน 10 อันดับแรกของโลกตามการจัดอันดับในปี 2025 ร้อยละ 90 มีอธิการบดีที่อายุเกินหกสิบปี
ประกอบกับข้อมูลอายุเฉลี่ยของอธิการบดีมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ จากการสำรวจในปี 2006, 2011, 2016 และ 2022 พบว่า อายุเฉลี่ยของอธิการบดีอยู่ที่ 59.9, 60.7, 61.7 และ 60 ปีตามลำดับ ซึ่งจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องอายุของอธิการบดีอยู่ที่หกสิบปี
ในส่วนของประเทศไทย พบว่า จากข้อมูลของ QS World University Rankings มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมีอธิการบดีอายุเกินหกสิบปี ร้อยละ 46 และจากข้อมูลของ Times Higher Education (THE) World University Rankings มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมีอธิการบดีอายุเกินหกสิบปี ร้อยละ 55 ประกอบกับข้อมูลอายุเฉลี่ยของอธิการบดีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยอยู่ที่ 60.3 ปี
จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของประเทศไทยก็มีอธิการบดีที่อายุเกินหกสิบปีเช่นกัน และอาจนำข้อมูลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยดังกล่าว มาเป็นตัวสะท้อนถึงความสามารถและความสำเร็จในการบริหารงานสถาบันอุดมศึกษาของอธิการบดีได้ในระดับหนึ่ง




ประกอบกับ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการกำหนดคุณสมบัติเรื่องอายุของตุลาการและอัยการ ซึ่งกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่งเมื่อมีอายุครบเจ็ดสิบห้าปี ตุลาการศาลยุติธรรมพ้นจากราชการเมื่อมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
ตุลาการศาลปกครองพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่จะผ่านการประเมินสมรรถภาพให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึงอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบหกสิบห้าปี และให้ไปดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโสจนกว่าจะพ้นจากราชการเมื่อมีอายุครบเจ็ดสิบปี
จะเห็นได้ว่าการเกษียณอายุราชการของตุลาการและอัยการนั้น มิได้จำกัดเพียงแค่หกสิบปี โดยสามารถดำรงตำแหน่งได้สูงสุดถึงเจ็ดสิบห้าปี
ในกรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการกำหนดอายุดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้าราชการตุลาการ ซึ่งมีประสบการณ์สูง หรือมีประสบการณ์ในการพิจารณาคดีมานาน และยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มีระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ยาวนานขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตุลาการ นอกจากต้องมีความรู้ทางกฎหมายดีแล้ว ยังต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดีประกอบด้วย
ในระบบศาลของไทยเป็นระบบที่ตุลาการสั่งสมประสบการณ์ตามอายุราชการ ตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่จนมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ จึงถือได้ว่าเป็นผู้มีประสบการณ์สูงและยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี การขยายอายุราชการของข้าราชการตุลาการและอัยการนั้น จะทำให้สามารถรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์เอาไว้ได้ อันจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อระบบราชการและผู้ที่มีอรรถคดีโดยทั่วไปด้วย
เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับการกำหนดอายุของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ที่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ทั้งด้านการสอน การบริหารสถาบันอุดมศึกษา และการดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ คณบดี หรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา ล้วนแต่จำต้องมีการสั่งสมประสบการณ์ตามอายุเช่นเดียวกัน จึงเป็นเหตุให้สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ มีอธิการบดีหรือผู้บริหารที่มีอายุเกินหกสิบปี
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าการแต่งตั้งบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีหรือบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้ว ให้ดำรงตำแหน่งทางบริหารในสถาบันอุดมศึกษานั้น สามารถทำได้ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือผลกระทบต่อการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาหรือระบบการศึกษาในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม แม้การแต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาจากบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีหรือบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้ว จะไม่เป็นปัญหาหรือผลกระทบต่อการบริหารงานโดยรวม แต่จากการศึกษาพบว่ามีบางประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาในด้านการบริหารงานบุคคล และอาจก่อให้เกิดปัญหาหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาได้
@หลักเกณฑ์‘อายุ-คุณสมบัติ’ไม่ชัด นำไปสู่การตีความ-ฟ้องร้อง
ข้อพิจารณา
1.การกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา
จากการศึกษาเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการและสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ในตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี
พบว่า กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้บริหารดังกล่าว ได้แก่ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา
โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาฯ กำหนดให้การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง
และ พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาทุกฉบับได้กำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารไว้ในลักษณะทั่วไป เช่น คุณสมบัติเกี่ยวกับการศึกษา ประสบการณ์ด้านการสอน ประสบการณ์ด้านการบริหาร หรือการดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ คณบดี หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
จากการศึกษากรณีการแต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในตำแหน่งอธิการบดี ปรากฏว่าไม่มีบทบัญญัติใดที่บัญญัติถึงคุณสมบัติเกี่ยวกับสถานะของบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีว่าจะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา หรืออาจแต่งตั้งจากบุคคลภายนอก ผู้ซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้
มีเพียงบางสถาบันอุดมศึกษาที่มีการกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับสถานะของบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีและคณบดีไว้
เช่น มหาวิทยาลัยมหาสาคาม และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กำหนดให้รองอธิการบดี ต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยนครพนม และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กำหนดให้รองอธิการบดี อาจแต่งตั้งจากบุคคลที่มิได้เป็นคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดให้คณบดีต้องแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติถึงคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดีไว้ โดยให้อำนาจสภาสถาบันอุดมศึกษา ในการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของสถาบันอุดมศึกษาไว้ในข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาได้ตามความเหมาะสม ภายใต้กฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา
เมื่อพิจารณาตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง พบว่า สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ ไม่มีการกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา แต่มีสถาบันอุดมศึกษาบางส่วนที่มีการกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอำยุดังกล่าวไว้
เช่น ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ว่าด้วยวิธีการสรรหา คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 6 ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจะต้องมีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ และข้อ 7 ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจะต้องมีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการได้มาและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี พ.ศ.2567 ข้อ 5 ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 40 ปีบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนดอายุสูงสุดไว้
และข้อบังคับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีว่าด้วยการจ้างบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ.2558 ข้อ 6 กำหนดให้การจ้างบุคคลภายนอกหรือลูกจ้างมหาวิทยาลัย หรือข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ เมื่ออายุครบ 60 ปี เพื่อดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ให้ทำสัญญาจ้างตามวาระดำรงตำแหน่งนั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าบุคคลนั้น อายุเกิน 65 ปีหรือไม่
จากกรณีปัญหาที่พบว่า กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติในเรื่องสถานะและอายุของบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาให้มีความชัดเจน และมีสถาบันอุดมศึกษาบางส่วนที่กำหนด และบางส่วนที่ไม่กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไว้ในข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษา
จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการตีความและข้อถกเถียงทางกฎหมาย ก่อให้เกิดปัญหาด้านการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่มีหลักเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติในการดำเนินการให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน อันนำไปสู่การกล่าวหา/ร้องเรียน
และการฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาลปกครอง เกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งบุคคลซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา และกรณีการแต่งตั้งบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีหรือบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้ว ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษามาโดยตลอด ตามที่ปรากฏในข้อมูลเรื่องกล่าวหา/ร้องเรียน และคำพิพากษาศาลปกครอง
ประเด็นปัญหาดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการบริหารงานที่อาจขาดความต่อเนื่องและเกิดความล่าช้าในกระบวนการแต่งตั้งผู้บริหารที่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งอาจใช้เวลานาน ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาขาดผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ
เช่น การอนุมัติ/อนุญาต หรือการเจรจาด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก อาจหยุดชะงักหรือไม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น และอาจส่งผลกระทบไปถึงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานและการพัฒนาขับเคลื่อนสถาบันอุดมศึกษาทั้งสิ้น
ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งบริหารก็ตาม
แต่คำสั่งดังกล่าว มีเพียงบทกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาได้ โดยมิได้กำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติเรื่องอายุของบุคคลดังกล่าวไว้เช่นกัน อีกทั้งคำสั่งดังกล่าวใช้บังคับแก่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนรำชกำรเท่านั้น โดยมิได้ใช้บังคับแก่สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐด้วย
ดังนั้น ในการพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้และการตีความกฎหมาย เห็นควรให้มีการจัดทำมาตรฐานกลางในการกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดีให้มีความชัดเจน
เพื่อช่วยยุติและป้องกันปัญหาการตีความ และข้อถกเถียงทางกฎหมายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา โดยอ้างเรื่องสถานะและอายุมาเป็นเหตุแห่งการฟ้องร้องหรือกล่าวหา/ร้องเรียน ทำให้เกิดความมั่นคงทางกฎหมาย ลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล ที่อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติหรือเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และช่วยสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในการบริหารงานบุคคลของสถาบันอุดมศึกษามากยิ่งขึ้น
@สรรหา-แต่งตั้ง‘ผู้บริหาร’สถาบันอุดมศึกษา เสี่ยงไม่โปร่งใส
2.กระบวนการสรรหาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา
จากการศึกษาพบว่ากระบวนการสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษามีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความไม่โปร่งใสและเป็นธรรม ในกรณีดังต่อไปนี้
2.1 ผู้มีอำนาจในการสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เช่น คณะกรรมการสรรหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัวเอื้อประโยชน์ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาสถาบันอุดมศึกษา
จากข้อมูลเรื่องกล่าวหา/ร้องเรียน พบว่า มีกรณีที่อธิการบดีและกรรมการสรรหาอธิการบดี ใช้อำนาจโดยมิชอบเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยอธิการบดี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย ให้เป็นกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย เอื้อประโยชน์ในการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยให้กับบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหาอธิการบดี ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย โดยบุคคลทั้งสองได้ผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่สรรหาซึ่งกันและกัน
กล่าวคือ อธิการบดีนั้น ต้องแต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย และเมื่ออธิการบดีทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย อาจจะเอื้อประโยชน์ในการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย เพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ตนจะได้รับการเสนอชื่อจากนายกสภามหาวิทยาลัยผู้ที่ตนได้ทำการสรรหานั้น
และจากการศึกษาข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดี พบว่า สถาบันอุดมศึกษาบางแห่งมีการกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี ประกอบด้วย กรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นกรรมการ
โดยกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้น ให้แต่งตั้งจากรองอธิการบดี หรือคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะเห็นว่ากรณีดังกล่าวนี้ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันได้
กล่าวคือ ในการแต่งตั้งรองอธิการบดีนั้น จะต้องแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีและหากรองอธิการบดีทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการบดี อาจจะเอื้อประโยชน์ในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้ได้รับการสรรหาเป็นอธิการบดี เพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่อธิการบดีผู้ที่ตนสรรหานั้น จะได้เสนอชื่อตนต่อสภามหาวิทยาลัยในการแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดีในภายหลังได้
จากกรณีที่กล่าวไปข้างต้น ถือเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ซึ่งเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) รูปแบบหนึ่ง และถือเป็นความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาได้
ในการพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว เห็นควรให้มีการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการมีส่วนได้เสียระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา และผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไว้ในข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษา
เพื่อให้มีคณะกรรมการสรรหาที่มีความเป็นกลาง ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรมในกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดเรื่องกล่าวหา/ร้องเรียน และป้องกันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปล่อยปละละเลย อันก่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์และผลประโยชน์ทับซ้อน
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า มีการกำหนดเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนได้เสียระหว่างคณะกรรมการสรรหาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษากับผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไว้ ในแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) ข้อ 18 (1) กำหนดให้การสรรหาการแต่งตั้งผู้บริหาร ควรมีกระบวนการสรรหาและการแต่งตั้งที่ชัดเจนและโปร่งใส
และข้อ 19 ในการสรรหาอธิการบดี ให้สภาสถาบันอุดมศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีและกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา และเงื่อนไขการได้มาซึ่งอธิการบดี โดยคำนึงถึงความโปร่งใส และความมีประสิทธิภาพในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาเป็นสำคัญ
ซึ่งข้อ 19 (2) กำหนดให้คณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาไม่เกินหนึ่งในสามของกรรมการสรรหาทั้งหมด โดยได้รับกำรคัดเลือกจากบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา และต้องมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีของผู้เข้ารับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งอธิกำรบดี
ประกอบกับข้อ 38 ได้กำหนดเกี่ยวกับกรณีข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาใด ยังไม่สอดคล้องกับความในข้อ 19 ของแนวปฏิบัติตำมหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ธ.ค.2566
แต่จากการศึกษาพบว่าสถาบันอุดมศึกษาบางส่วน ยังมิได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าว
2.2 สถาบันอุดมศึกษาบางส่วนไม่ทำการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เช่น ข้อบังคับ/ประกาศของสถาบันอุดมศึกษาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา/แต่งตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาให้สาธารณชนได้รับทราบและเข้าถึงได้ และมีสถาบันอุดมศึกษาบางส่วนที่มีการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลไว้แต่เฉพาะบุคลากรภายในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น
กรณีดังกล่าวอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสถาบันอุดมศึกษาในด้านความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทำให้สาธารณชน บุคลากรภายในสถาบันอุดมศึกษา นิสิต/นักศึกษา บุคคลที่จะเข้ารับการสรรหา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจมีความไม่โปร่งใสหรือการทุจริตในกระบวนการสรรหา/แต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาได้
ในการพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว สถาบันอุดมศึกษาควรสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก เห็นควรให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งทำการเปิดเผยข้อมูลข้อบังคับ/ประกาศที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา/แต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาให้ชัดเจน และเข้าถึงได้
เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้มีอำนาจในการสรรหา/แต่งตั้ง และช่วยลดความเคลือบแคลงสงสัยและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น จากการขาดข้อมูลหรือการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ ประชาชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังสามารถใช้เป็นข้อมูลในการเฝ้าระวังหรือแจ้งเบาะแสหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตในกระบวนการสรรหา/แต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาได้
@ชงกำหนดมาตรฐานกลางคุณสมบัติ'อธิการบดี-รองอธิการบดี-คณบดี'
ข้อเสนอแนะ
เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดเรื่องกล่าวหา/ร้องเรียน กรณีการแต่งตั้งบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้วให้ดำรงตำแหน่งทางบริหาร เห็นควรเสนอข้อเสนอแนะ ดังนี้
1.ด้านการกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เห็นควรพิจารณาจัดทำมาตรฐานกลางในการกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี ให้มีความชัดเจน
โดยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติในด้านสถานะและอายุของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเป็นหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติให้สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งนำไปใช้ในการสรรหา/แต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
2.ด้านกระบวนการสรรหาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา
1) สถาบันอุดมศึกษาควรยึดถือและปฏิบัติตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) ข้อ 18 และข้อ 19 โดยเคร่งครัด และสถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนได้เสีย ระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มเติม ในข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง ตามความจำเป็นและความเหมาะสมกับบริบทของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในกระบวนการสรรหาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา
และเพื่อให้มีคณะกรรมการสรรหาที่มีความเป็นกลาง ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นการป้องกันมิให้เกิดเรื่องกล่าวหา/ร้องเรียน และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปล่อยปละละเลย อันก่อให้เกิดกำรเอื้อประโยชน์และผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) โดยอย่างน้อยประกอบด้วยรายละเอียดตามที่เสนอหรือในทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้
-กรรมการสรรหาอธิการบดี ต้องไม่เป็นคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุพการีผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน บุพการี หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส หรือบุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม ของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นอธิการบดีและผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
-ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสรรหาอธิการบดี ไม่มีสิทธิสมัครหรือได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดี และไม่สามารถมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีภายหลังการดำเนินการสรรหาอธิการบดีแล้วเสร็จตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดี
-กรรมการสรรหาคณบดี ต้องไม่เป็นคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุพการีผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดำเดียวกัน บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส หรือบุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม ของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดี
-ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี ต้องไม่เป็นคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุพการีผู้สืบสันดำน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส หรือบุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรมของอธิการบดี
-เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน สภาสถาบันอุดมศึกษาจะพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการบดีและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา ผู้ที่ได้ออกเสียงลงมติเลือกอธิการบดีรายใด จะเป็นรองอธิการบดี ตามคำแนะนำของอธิการบดีรายนั้น ภายในสองปีนับแต่วันที่ได้ลงมติดังกล่าวมิได้ เว้นแต่จะได้แสดงเจตนำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าตนไม่ประสงค์ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกอธิการบดีครำวนั้น
2) สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการสรรหา/แต่งตั้งบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา เช่น ข้อบังคับ/ประกาศของสถาบันอุดมศึกษาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา/แต่งตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา ให้สาธารณชนได้รับทราบและเข้าถึงได้เป็นการทั่วไป ทางเว็บไซต์หลักของสถาบันอุดมศึกษา
เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษา บุคคลที่จะเข้ารับการสรรหา ผู้มีส่วนได้เสีย และประชาชนทั่วไป เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชน และสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการสรรหา/แต่งตั้งผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา
เหล่านี้เป็น ‘ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันปัญหาหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรณีการแต่งตั้งบุคคลที่เกษียณ อายุราชการแล้วให้ดำรงตำแหน่งทางบริหาร’ ที่ ‘ป.ป.ช.’ ส่งไปให้ อว. ดำเนินการ และให้แจ้งผลดำเนินการให้ ป.ป.ช. ทราบต่อไป!

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา