
“ปี 2569 น่าจะเป็นปีของการประคับประคองเศรษฐกิจ และพยายามหา Growth ใหม่ๆ” ณัฐพร กล่าวและว่า “ถ้ารัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจ จะใช้จ่ายเงิน เขาก็ต้องไปหาแหล่งรายได้มา เพื่อไม่ให้ขาดดุลงบประมาณมากนัก ซึ่งการเก็บรายได้เพิ่มขึ้น มันก็ไม่ง่าย”
..................................................
น่าจะเป็นปีที่ไม่สดใสนัก สำหรับเศรษฐกิจปี 2569 หรือ ‘ปีม้าไฟ’
เมื่อ ‘หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ’ และ ‘สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจภาคเอกชน’ ต่างประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 1.5-2% เติบโตในอัตราชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2-2.2% เทียบกับปี 2567 ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.5%
“ถ้ามาดูแรงขับเคลื่อน จะเห็นได้ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2569 และปี 2570 จะมาจากภาคบริการเป็นสำคัญ ส่วนภาคการผลิตจะโตค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลจาก US tariff การแข่งขันที่มากขึ้นทั้งจากนอกประเทศและในประเทศ” สักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2568
@‘ธปท.’คาดจีดพีปี 69 โต 1.5% ท่ามกลางปัญหา‘เชิงโครงสร้าง’
ในการประมาณการเศรษฐกิจของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 1.5% จากระดับ 2.2% ในปี 2568 โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 0.6% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 12% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน
ธปท.ประเมินด้วยว่า ในปี 2569 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก ‘ภาครัฐ’ จะอ่อนแรงลงอย่างมาก สะท้อนได้จากตัวเลขการลงทุนภาครัฐที่ ธปท.คาดการณ์ว่า จะขยายตัวเพียง 0.8% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 7.1% ขณะที่การอุปโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 0% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าการอุปโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 0.3%
ส่วนแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนนั้น แม้ว่าจะแผ่วลงบ้าง แต่ก็ยังเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยามนี้ โดย ธปท. คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนในปี 2569 จะขยายตัว 2.2% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2% และการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ 1.9% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 2.4%
(ที่มา : ธปท.)
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ธปท. พบว่าเครื่องชี้สำคัญในภาคการผลิต คือ ดัชนีผลผลิตในภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index : MPI) ในเดือน พ.ย.2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 88.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี แม้ว่าการส่งออกในเดือน พ.ย.2568 ขยายตัวได้ 5.5% (ตัวเลขของ ธปท.)
“MPI ที่ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราว แต่แน่นอนว่ามีเรื่องอุปสงค์ที่ค่อยๆทยอยปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา และต้นตอมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเรา อาจจะค่อยๆลดลง
ทำให้การผลิตทยอยปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา อันนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราพยายามจะเน้นในเรื่องการปรับโครงสร้างในระยะต่อไป” ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ และโฆษก ธปท. กล่าวเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา
(ที่มา : สรุปรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือน พ.ย.2568 ธปท. เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2568)
ขณะที่ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% จากปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.2% ในขณะที่ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (Potential GDP Growth) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน Potential GDP Growth ลดลงอยู่ที่ระดับ 2.7% จากปัญหาในเชิงโครงสร้างฯ
“สมัยก่อนการเติบโตของเรา 7% 5% 4% แต่หลังโควิด ตอนนี้มันกลายเป็น norm (บรรทัดฐาน) ใหม่ที่ประมาณ 2.2% เรากำลังอยู่ในยุคที่เราได้เห็นอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจลดต่ำลง และกลายเป็น new normal ของเรา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เราจะมาถึงจุดนี้ แน่นอนว่าถ้าเราพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย มีหลายสิ่ง มีหลายปัญหา และมีมากมายจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีดความสามารถการแข่งขัน ,Productivity ,Ageing society (การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ) ซึ่งทำให้กำลังซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กำลังแรงงานลดลงอย่างมีนัยสําคัญ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงมาก มีความไม่แน่นอนทางการเมือง มีปัญหาเรื่อง CG (ธรรมาภิบาล) และปัญหาเรื่องการศึกษา เรามีปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้เยอะจริงๆ
เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.2568) กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอีก 0.25% เท่ากับว่าในช่วงที่ผ่านมา เราลดดอกเบี้ยไปรวมกัน 1.25% คือ ลดดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 5 ครั้ง ในรอบประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เพราะเราเห็นว่าเศรษฐกิจมันโตต่ำลง ปีนี้เราโตประมาณ 2.2% ซึ่งไตรมาส 3/2568 โตแค่ 1.2% เราหวังว่าไตรมาส 4/2568 มันจะกระเตื้องขึ้น ทั้งปีปิดได้ 2.2%
ส่วนปีหน้า (ปี 2569) เดิมเราคิดว่าจะโต 1.6% แต่ตอนนี้ปรับลงมาเหลือ 1.5% เพราะเราเห็นความเสี่ยงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงจากจากต่างประเทศที่เข้ามา ภาษี tariff ที่ยังไม่ชัดเจนว่า จะจบอย่างไร เอาแน่ๆ อย่างไร และยังมีเรื่องสงครามระหว่างไทย-เขมร ที่มากระแทกและซ้ำเติมอีก
แต่สิ่งที่สำคัญ คือ นอกเหนือจากเศรษฐกิจเราจะโตต่ำลง เป็น new normal ของเราแล้ว Potential GDP Growth หรือ การเติบโตทางเศรษฐกิจเต็มศักยภาพของเรา พบว่าของเราลดลงมาเรื่อยๆ จาก 4.4% ลงมาเหลือ 3.5% และ 2.9% ช่วงก่อนโควิด ตอนนี้เหลือประมาณ 2.7%
ถ้าเราไม่เปลี่ยนประเทศไทย ถ้าเราไม่ลงทุนใหม่ เราไม่สามารถขยายศักยภาพใหม่ให้ได้ 2.2% ที่เราเจอวันนี้ เต็มที่ก็อยู่แถวๆนี้ แปลว่าเราต้องช่วยกันแก้ ช่วยกันทำ” วิทัย กล่าวในงาน Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน จัดโดย ‘วารสารการเงินธนาคาร’ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568
(วิทัย รัตนากร)
@‘สศช.’มอง‘บริโภค-ลงทุนเอกชน’หนุนศก.ปี 69 โต 1.2-2.2%
ด้าน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ ‘สภาพัฒน์’ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.2-2.2% (ค่ากลางการประมาณการ 1.7%) เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2% ชะลอลงจากการขยายตัวที่ 2.5% ในปี 2567
“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.2-2.2 (ค่ากลางการประมาณการร้อยละ 1.7) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก และภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก และบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง
โดยในกรณีฐาน คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.1 และร้อยละ 0.9 ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. ลดลงร้อยละ 0.3 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.0-1.0 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.4 ของ GDP” สศช. รายงาน ครม.เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในขณะนั้น กล่าวในการแถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3/2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 ว่า เศรษฐกิจปี 2569 เราคาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% มีค่ากลางอยู่ที่ 1.7%
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องจากอุปโภคบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายของภาครัฐบาล รวมทั้งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของผลผลิตภาคการเกษตร
“การเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งรัฐบาลทำถูกแล้วที่เร่งจัดทำงบประมาณ เพราะถ้างบประมาณล่าช้า จะส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุน” อ้อนฟ้า ระบุ
ทั้งนี้ ในการประมาณการเศรษฐกิจของ สศช. เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 สศช. ประเมินว่า ในปี 2569 การบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 2.1% ,การอุปโภคภาครัฐบาล ขยายตัว 1.2% ,การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 0.9% ,การลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 2.9% และมูลค่าการส่งออก (ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ) จะหดตัวที่ -0.3% เป็นต้น
(ที่มา : การแถลงตัวเลขจีดีพี ไตรมาสที่ 3/2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 ของ สศช. เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568)
ขณะที่ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดทำประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ล่าสุด (30 ต.ค.2568) ซึ่งเป็นการจัดทำประมาณการเศรษฐกิจในช่วงก่อนที่มีจะการยุบสภาฯ โดย สศค.คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5%) โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ -1.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ -2.0-1.0%)
อยางไรก็ดี เศรษฐกิจปี 2569 มีปัจจัยสนับสนุนมาจาก ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 35.5 ล้านคน ,การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2.4% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9%)
การลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5%) ,การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1-2.1%) การลงทุนภาคเอกชนคาดขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.2- 2.2%) และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ 0.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.0-1.0%)
@‘EIC’คาดGDPโต 1.5% ต่ำสุดรอบ 3 ทศวรรษ-ส่งออกหด 1.5%
ส่วนมุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ของภาคเอกชน สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.5-2% ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยลบ ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และข้อจำกัดต่างๆภายในประเทศ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB EIC คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ
“ปี 2569 เราให้ (จีดีพี) ที่ 1.5% ชะลอตัวจากปี 2568 ที่เราให้ไว้ที่ 2% โดยส่วนประกอบของจีดีพีปี2569 หลายๆตัวจะอยู่ที่ประมาณ 1% กว่าๆ แต่ตัวสำคัญ คือ การส่งออกที่คาดว่าจะหดตัว 1.5%” ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC กล่าวเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568
SCB EIC ยังคาดการณ์ว่า การส่งออกไทยในปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะหดตัว 1.5% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ด้านการลงทุนภาคเอกชน แม้ว่าจะยังขยายตัวได้จากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง จึงอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐในช่วงข้างหน้า
ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ
ส่วนการท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว โดยคาดว่าขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war ,ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง ไทยจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ
“แม้ว่าการยุบสภาที่เร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิม จะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2568 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติ้งและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว” SCB EIC ระบุ
นอกจากนี้ SCB EIC มองว่า ในปี 2569 กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า และการเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME จะยังมีความท้าทายต่อเนื่อง
ด้าน KKP Research กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.6% ชะลอตัวจากประมาณ 2% ในปี 2568 จากฐานของปีที่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะออกมาต่ำ และจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีใกล้ๆ 1.5-2%
“เศรษฐกิจปี 2569 ค่อนข้างน่าห่วง engine of growth ที่เราเคยพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นการผลิตภาคอุตสาหกรรม การบริโภค และการท่องเที่ยว อ่อนแรงลงมาก และเรายังไม่มีเครื่องจักรเครื่องใหม่มาแทนเครื่องจักรเก่า ซึ่งขอใช้คำว่าบุญเก่าอ่อนแรง บุญใหม่ยังไม่มา” พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในการแถลงแนวโน้มเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568

ขณะที่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6-2.0% ทั้งนี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯที่ยังมีความไม่แน่นอน จะส่งผลให้การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อภายในประเทศ
@‘ศูนย์วิจัยกสิกรฯ’คาดจีดีพีโต 1.6%-รัฐบาลมีข้อจำกัดกระตุ้นศก.
“ปี 2569 เรามองว่าจีดีพีจะโต 1.6% โดยปัจจัยบวกที่เป็นตัวอัพไซด์จะมีค่อนข้างน้อย ยกเว้นว่าการเมืองจะนิ่งมาก และหลังการเลือกตั้งแล้ว นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ มันช่วยซัพพอร์ตเศรษฐกิจจริงๆ” ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวกับสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org)
ณัฐพร กล่าวว่า ในปี 2569 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยค่อนข้างอ่อนแรงทุกตัว โดยเฉพาะการส่งออก ทั้งนี้ ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ คาดว่าการส่งออกจะหดตัวเล็กน้อย คือ หดตัว -1.2% เทียบกับปี 2568 ที่การส่งออกไทยเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก หรือเติบโต 12% จากเรื่องการเร่งนำเข้าสินค้า (Front load) ของสหรัฐ
“ปี 2569 เรามองว่าภาพเศรษฐกิจโลกน่าจะแย่ลง ตามที่องค์กรระหว่างประเทศเขาทำประมาณการเอาไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐด้วย ซึ่งมัน Front load ไปเยอะ และเราก็เริ่มเห็นการลดลงแล้ว รวมทั้งการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในปี 2568 แต่ในปี 2569 น่าจะเห็นการหดตัว
ส่วนการท่องเที่ยวปี 2569 น่าจะเป็นตัวเดียวที่ขยายตัวเป็นบวก คือ การท่องเที่ยวจะดีขึ้นกว่าปี 2568 และที่ว่าดีขึ้นนั้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 จะอยู่ที่ 34 ล้านคน จากปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยว 33 ล้านคน แต่แรงส่งตรงนี้ไม่เพียงพอที่จะชดเชยกับเครื่องยนต์อื่นๆที่อ่อนแรงลง
และถ้ามีรัฐบาลใหม่แล้ว ความเสี่ยงทางการคลังก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่อยู่ การที่รัฐบาลจะกู้เพิ่ม หรือมีงบประมาณเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากงบประมาณปี 2569 ที่วางไว้แล้ว คงจะไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม ไม่ได้กู้เพิ่ม ดังนั้น ภาพการเติบโตจึงเป็นไปตามพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย” ณัฐพร กล่าว
ณัฐพร กล่าวต่อว่า ในปี 2569 การบริโภคภาคเอกชนจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยฯได้ทำประมาณการไว้ว่าจีดีพีจะเติบโตที่ 1.6% นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากการบริโภคภาคเอกชน แม้ว่าเครื่องยนต์ตัวนี้จะอ่อนแรงลง คือ เติบโตไม่ถึง 2% จากปี 2568 ที่เติบโต 2.6%
“เรื่องรถยนต์ เรื่องบ้าน ยังเป็นตัวฉุดอยู่ และภาวะหนี้ครัวเรือน ยังเป็นตัวที่ทำให้ครัวเรือนไม่มีกำลังการจับจ่ายใช้สอบเพิ่มมากนัก” ณัฐพร กล่าว
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนนั้น ที่บอกว่ามีเรื่อง AI และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามา แต่ยอดการลงทุนคงไม่ได้มาในปีเดียว ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หดตัว และการก่อสร้างภาคเอกชนก็ยังไม่ค่อยดี จึงคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนในปี 2569 จะขยายตัว 1.2% แต่ชะลอตัวลงจากปีนี้ นอกจากนี้ ภาคการผลิตในปี 2569 น่าจะยังไม่ดี
“ปี 2569 อาจได้เห็นตัวเลข MPI (Manufacturing Production Index) ยังหดตัวอยู่” ณัฐพร กล่าว
(ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล)

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามนั้น ณัฐพร กล่าวว่า “คงเป็นเรื่องเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาษีทรัมป์ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ aggressive แต่ยังไม่ยกเลิก และอาจจะมีการเก็บเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 232 ส่วนปัจจัยภายใน คงเป็นเรื่องเลือกตั้ง และปัจจัยทางการเมือง เช่น การจัดตั้งรัฐบาลจะล่าช้าหรือไม่ รวมถึงเรื่องความเสี่ยงทางการคลัง”
นอกจากนี้ ปัจจัยในเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีน ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่จบ รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในปี 2569 ด้วย
ณัฐพร กล่าวด้วยว่า ท่ามกลางข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายทางการคลังของรัฐบาลชุดใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้ง จากระดับ 1.25% ลงมาสู่ระดับ 1% และต้องติดตามว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ภาพเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือเป็นไปตามที่ประเมินไว้หรือไม่
“ปี 2569 น่าจะเป็นปีของการประคับประคองเศรษฐกิจ และพยายามหา Growth ใหม่ๆ” ณัฐพร กล่าวและว่า “ถ้ารัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจ จะใช้จ่ายเงิน เขาก็ต้องไปหาแหล่งรายได้มา เพื่อไม่ให้ขาดดุลงบประมาณมากนัก ซึ่งการเก็บรายได้เพิ่มขึ้น มันก็ไม่ง่าย”
@‘สรท.’วอนรัฐแก้‘บาทแข็ง’หวั่นฉุดส่งออกติดลบ 1-2%
ด้าน ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับสำนักข่าวอิศรา ว่า เดิมที สรท.ประเมินว่า การส่งออกไทยในปี 2569 น่าจะเติบโตได้ที่ 2-4% แต่หลังจากค่าเงินบาทมีความผันผวนและแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกในปีนี้อาจไม่เติบโตเลย
“เดิมเราคิดว่า เราพอจะมีโอกาสบวก 2-4% แต่พอเจอเหตุการณ์ที่ค่าเงินมันแกว่ง ตัวเลข (ส่งออก) น่าต่ำเตี้ยหรือไม่โตเลย และเรากำลังรอว่าทั้งแบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง และ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ว่า จะมีมาตรการอย่างไรในการหยุดการเคลื่อนไหวของเงินที่ไม่ถูกต้อง” ธนากร กล่าว
ธนากร ย้ำว่า แม้ว่าตัวเลขการส่งออกไทยในปีนี้ มีโอกาสที่จะเติบโตน้อยมาก เนื่องจากฐานการส่งออกในปี 2568 อยู่ระดับที่สูง คือ ขยายตัว 12-13% แต่ สรท.ยังหวังว่าการส่งออกในปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% อย่างไรก็ดี หากผู้ส่งออกยังเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างนี้ การส่งออกของทั้งปี 2569 อาจติดลบ 1-2% ก็เป็นไปได้
“ตัวเลขจีดีพีที่มีการพยากรณ์กัน ปีหน้าจีดีพีเราต่ำมากๆ จีดีพีอาจโต 1.6% ซึ่งมันสะท้อนว่าเศรษฐกิจของบ้านเราไม่ได้แข็งแรง ฉะนั้น เงินไม่ควรจะเข้ามานอนที่บ้านเรา และถ้าจีดีพีประเทศไทยแย่ขนาดนี้ IMF ประเมินว่า เราจะเป็นบ๊วยในอาเซียน แพ้ลาว แพ้พม่า ดังนั้น ค่าเงินมันควรจะอ่อนกว่านี้ แต่มันกลับแข็ง และกระแทกเราแรงมาก” ธนากร กล่าว
(ธนากร เกษตรสุวรรณ)
ธนากร กล่าวว่า นอกจากปัจจัยค่าเงินบาทแข็ง มาตรการภาษีทรัมป์ที่ยังค้างอยู่ จะเป็นปัจจัยลบต่อการส่งออกไทยในปีนี้ และไทยควรต้องเจรจากับสหรัฐฯว่า ไม่ควรนำประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา มาเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยโดนสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าฯในอัตราที่สูงกว่าในปัจจุบัน
“พวกเราทำกันทุกอย่างแล้ว ผู้ส่งออกเราไปศึกษาเรื่อง FTA ว่า FTA ที่เราทำกับชาติต่างในอาเซียน และเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียว่า เรายังจะค้าขายหรือส่งออกไปประเทศเหล่านี้ได้มากขึ้นหรือเปล่า ในขณะที่ดีลเรื่อง FTA ระหว่างเรากับยุโรปน่าจะยังไม่จบในปี 2569 เพราะมันต้องใช้เวลาพอสมควร” ธนากร กล่าว
ทั้งนี้ ประธาน สรท. ได้มีข้อเรียกร้องไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ใน 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก ขอให้ดูแลค่าเงินบาทให้สะท้อนภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลจำเป็นต้องขอให้ ธปท. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะการไหลเข้ามาผ่านธุรกรรมการซื้อขายทองคำ
ประเด็นที่สอง การดูแลในเรื่องต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะต้นทุนค่าแรง ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่ามีบางพรรคการเมืองนำนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาใช้ในการหาเสียง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะต้องสะท้อนกับอัตราเงินเฟ้อและจีดีพีของแต่ละประเทศ
และประเด็นที่สาม การดูแลต้นทุนพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการ ตอนนี้ต้นทุนที่หนักที่สุด คือ ค่าไฟฟ้า และถ้าเราเปรียบเทียบค่าไฟฟ้าของไทยกับหลายๆประเทศที่แข่งขันกันอยู่ พบว่าค่าไฟฟ้าของไทยแพงกว่าเขาพอสมควร และหากเป็นไปได้อัตราค่าไฟฟ้าควรลดลงจากปัจจุบัน 5.7% ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น
“ต้นทุนน้ำมัน ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามา จริงๆแล้ว ต้นทุนพวกนี้ไม่สูง และอยู่ในช่วงขาลง แต่ค่าไฟเราไม่ลงตาม ก็เป็นเรื่องแปลกมากว่า คนที่ได้รับสัมปทานในเรื่องของค่าไฟเหล่านี้ อัตราเหมาะสมที่ควรจะคิดกับคนใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย ควรอยู่ที่เท่าไหร่ ถ้าค่าไฟลดลงแค่ 5-7% ก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น” ธนากร กล่าว
เหล่านี้เป็นทิศทางและมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตไม่ถึง 2% โดยกรณีแย่อาจเติบโตเพียง 1.5% หรือน้อยกว่านั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นภาวะ ‘ฝืดเคือง’ และจะส่งกระทบต่อเงินในกระเป๋าของคนไทยในท้ายที่สุด!
อ่านประกอบ :
จับทิศ'เศรษฐกิจไทย'ปี 68 สารพัดปัจจัยเสี่ยง-'ทรัมป์'เขย่า'การค้าโลก' ฉุด'จีดีพี'โตต่ำ 3%
จับทิศเศรษฐกิจปี 67 โตเกิน 3% ส่งออกฟื้น-ท่องเที่ยวโต ‘แจกหมื่น’ช่วยกระตุ้น แต่‘เสี่ยง’
ส่องเศรษฐกิจไทยปี 66 ‘ท่องเที่ยว-บริโภค’หนุนจีดีพีโต 3-3.8%-ห่วงโลกเสี่ยงฉุดส่งออก‘ติดลบ’

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา