“…ศาลปกครองจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่จะดำเนินการสอบสวนและพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำของผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ชี้มูลให้ถูกต้องเสียใหม่ต่อไปได้…”
.........................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้อ่านคำพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ระหว่าง นายนิพนธ์ บุญญามณี (ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และ รมว.มหาดไทย (ผู้ถูกฟ้องคดี 2)
กรณี รมว.มหาดไทย มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 ให้นายนิพนธ์ (ผู้ฟ้องคดี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 ตามฐานความที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ซึ่งนายนิพนธ์ เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 เรื่อง ให้ นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พ้นจากตำแหน่งในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว
เนื่องจากศาลฯพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ รมว.มหาดไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 ให้นายนิพนธ์ (ผู้ฟ้องคดี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 ตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ชี้มูลความผิด นั้น เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ตัดสิทธิ รมว.มหาดไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่จะดำเนินการสอบสวนและพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำของนายนิพนธ์ (ผู้ฟ้องคดี) ตามที่ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) นั้น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ลงวันที่ 7 ก.ค.2569) ดังนี้
@เพิกถอนคำสั่งเด้ง‘นิพนธ์’พ้น‘นายกอบจ.’-ไม่ตัดสิทธิสอบสวนใหม่
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2569 ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทีชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า… สำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดี มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ฐานละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน
เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 98 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ที่บัญญัติว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดในเรื่องที่ถูกล่าวหานั้น ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
กรณีดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ที่บัญญัติว่า เมื่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหา ได้รับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 91 แล้ว
ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้น พิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก
โดยในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่าสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น แล้วแต่กรณี แต่อย่างใด
ประกอบกับเมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่า เป็นบทบัญญัติที่ยกเว้นไว้เฉพาะการพิจารณาโทษทางวินัยเท่านั้น ที่ให้ถือว่าสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
โดยไม่ได้บัญญัติ ให้รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับวินัย ให้ผู้มีอำนาจ แต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาพิจารณาโทษตามฐานความผิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) มีมติ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และให้ถือสำนวนการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่ต้องดำเนินการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ว่า ผู้ฟ้องคดี ละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 92 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และส่งรายงานและเอกสารไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน
จึงเป็นกรณีที่มีเหตุให้ต้องทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแลองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา
และเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน ตามข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ประธานสภาท้องถิ่น รองประธานสภาท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น และที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2554 ที่จะต้องทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีตามข้อ 7 ของระเบียบฉบับเดียวกัน
แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) ได้รับรายงานและเอกสารชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดีจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ส่งเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาพิจารณา
ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นด้วยตามรายงานการไต่สวนและการชี้มูลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชี้มูลแล้วเสนอความเห็นไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเสนอ โดยมิได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทำการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชี้มูลผู้ฟ้องคดี ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2556 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น
ประกอบกับข้อ 5 และข้อ 7 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ประธานสภาท้องถิ่น รองประธานสภาท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น และที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2554 แต่อย่างใด
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) ได้มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 ตามฐานความที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด
จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น
ศาลปกครองจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่จะดำเนินการสอบสวนและพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำของผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ชี้มูลให้ถูกต้องเสียใหม่ต่อไปได้
@ยกอุทธรณ์‘ป.ป.ช.’ขอ‘ศาลปค.สูงสุด’ระงับคำสั่งทุเลาการบังคับฯ
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) มีคำขอมาในคำอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสุดมีคำสั่งระงับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น ที่สั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น
เห็นว่า ภายหลังจากศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าว
ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 95/2567 ลงวันที่ 25 ม.ค.2567 ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น ที่สั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา
เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งระงับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าวอีก อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ฟังไม่ขึ้น
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) โต้แย้งในคำแก้อุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้ เนื่องจากศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่ง
ส่วนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า มติดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดี จึงไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว และคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ที่ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว จึงถึงที่สุด และย่อมผูกพันคู่กรณีในคำสั่งทางปกครองเท่านั้น
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิใช่คู่กรณี ในคำสั่งทางปกครองที่ถูกเพิกถอนดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลปกครองสูงสุด นั้น
เห็นว่า แม้ศาลปกครองชั้นต้นจะวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ชี้มูลความผิดของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่ศาลปกครองชั้นต้น ก็มิได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงยังเป็นคู่กรณีในคดีของศาลปกครอง ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นคู่กรณีในศาลปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุดได้ ข้อโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีในกรณีนี้ฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 เรื่อง ให้นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พ้นจากตำแหน่งในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว
และให้คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 มีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นฟ้องด้วย
พิพากษายืน
@ย้อนคดี‘นิพนธ์’ยื่นฟ้อง‘ป.ป.ช.-รมว.มหาดไทย’ปมสั่งเด้งพ้น‘นายกอบจ.’
สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า ขณะยื่นฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564
ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 ตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ในการประชุมครั้งที่ 103/2563 เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2563
โดยสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับเรื่องกล่าวหาผู้ฟ้องคดีว่า เมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ละเว้นไม่มอบอำนาจให้บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ขาย เป็นตัวแทนในการจดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล จำนวนสองคัน และไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ขาย
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี 1 (ป.ป.ช.) มีมติว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิดทางอาญา ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
และมีมูลความผิดฐานละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและการชี้มูลมายังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) ใช้อำนาจตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ข้างต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 ต.ค.2566 ซึ่งกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจไต่สวนและพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) หมายถึงเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเท่านั้น
โดยความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ถือเป็นมูลความผิดทางวินัย ที่กำหนดไว้สำหรับการบริหารงานบุคคลของผู้ดำรงสถานภาพเป็นข้าราชการประเภทต่างๆ ซึ่งมีบทลงโทษทางวินัยโดยตรง
แต่กรณีของผู้ฟ้องคดี เป็นการดำเนินการลงโทษผู้บริหารท้องถิ่น ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่มีกฎหมายระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับวินัยตามมาตรา 92 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านการบริหารงานบุคคลที่กำหนดบทลงโทษดังเช่นข้าราชการโดยทั่วไป แต่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ต่างมีบทกำหนดควบคุมความประพฤติหรือการกระทำของฝ่ายการเมืองท้องถิ่น โดยให้ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นกัน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แล้วแต่กรณี
และมีอำนาจสั่งปลดหรือสั่งให้ออกจากตำแหน่ง โดยใช้กระบวนการสอบสวนเพื่อสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ประธานสภาท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น และที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2554 จึงต้องถือเป็นกระบวนการลงโทษทางวินัยอย่างหนึ่งของฝ่ายการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย
ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงและมีความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหา เพื่อพิจารณาโทษได้ เฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้นส่วนความผิดฐานอื่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ย่อมไม่มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงและมีความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาเพื่อพิจารณาโทษได้
แต่คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยไม่ได้ชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดีว่ามีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยฐานอื่นอีกได้ ซึ่งหมายถึงความผิดฐานละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
นอกจากนี้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ได้บัญญัตินิยามคำว่า “ทุจริตต่อหน้าที่” ไว้แตกต่างกัน
เมื่อการกระทำขณะที่ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหานั้น อยู่ในช่วงบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาบังคับใช้กับกรณีของผู้ฟ้องคดีมิได้
อีกทั้งการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ก็ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 กล่าวคือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง แจ้งข้อกล่าวหา รวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาโดยตลอด
แต่การสรุปสำนวนและมีมติชี้มูลความผิดของผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
ทั้งที่มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.ศ. ๒๕๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป
แต่หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประสงค์จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ก็จะต้องดำเนินการตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ประกอบกับข้อ 94 ของระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ.2561
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว จึงย่อมอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายที่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เท่านั้น
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งสำนวนการไต่สวนไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถออดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจกับผู้ฟ้องคดี
ตามมาตรา 91 (1) และมาตรา 98 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 จึงเป็นการกระทำ โดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อีกทั้งกรณีที่พิพาทนี้ เป็นการลงโทษทางปกครอง ซึ่งไม่มีการกระทำทุจริตต่อหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่อาจจะถือเอารายงาน สำนวนการไต่สวนและความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นสำนวนการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นของคณะกรรมการสอบสวนตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ประธานสภาท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น และที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2554 ได้
ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ ปช 0026/0036 ลงวันที่ 19 มี.ค.2564 เรื่อง แนวทางในการดำเนินการทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือ ข้อบังคับเกี่ยวกับวินัย ตามมาตรา 98 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
ถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อถือปฏิบัติในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กระทำผิด และมีมติให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 98 วรรคหนึ่ง
ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) มีมติให้ถือปฏิบัติว่า ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีมติ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก
หากผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนไม่ดำเนินการตามมาตรา 98 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายหรือกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น
ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) เห็นว่า ตามมาตรา 98 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการ กรณีที่นำมาใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทที่ต้องมีการพิจารณาโทษทางวินัย
แต่ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับวินัย บทบัญญัติ ตามมาตรา 98 วรรคสี่ จึงกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) วางแนวทางให้ผู้บังคับบัญชา ไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีก และให้ถือว่าสำนวนการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการออกมติที่เกินกว่าขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนด
และกรณีของผู้ฟ้องคดี อยู่ในช่วงบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สมควรดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการตามมาตรา 89/4 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่
ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการสอบสวนความผิดไปตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับหรือระเบียบที่ใช้บังคับสำหรับการดำเนินการทางวินัยของผู้ถูกกล่าวหาหรือการแต่งตั้งถอดถอนสำหรับผู้ถูกกล่าวหานั้น แล้วรายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการและให้มีผลบังคับ ตามมาตรา 92
ดังนั้น การกำหนดแนวทางของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นแนวทางปฏิบัติภายในของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่กำหนดขึ้นเอง มิใช่ข้อกำหนดไว้ในกฎหมายมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ชี้มูลความผิดวินัยผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้บริหารท้องถิ่นในความผิดฐานอื่น ซึ่งมิใช่ความผิดฐานทจริตต่อหน้าที่ จึงไม่มีผลผูกพันผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่อาจถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและการชี้มูลทางวินัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยผู้บังคับบัญชาไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีก่อนได้
นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในวาระการดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จากการเลือกตั้งระหว่างวันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 3 ส.ค.2562 และได้พ้นจากวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อครบกำหนด 4 ปี ในวันวันที่ 4 ส.ค.2560
ทั้งนี้ ตามมาตรา 35/2 แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2552 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะใช้อำนาจตามมาตรา 79 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562
การสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งจะต้องสั่งภายในไม่เกินสองปีนับจากวันพ้นจากตำแหน่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีพ้นจากวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 4 ส.ค.2562 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะต้องมีคำสั่งภายในวันที่ 3 ส.ค.2562
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2564 จึงเป็นการออกคำสั่งเมื่อผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเกินสองปี
ส่วนที่ในคำสั่งระบุว่าการอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตามข้อ 5 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2557 จึงถือว่ายังคงดำรงตำแหน่งต่อไป ตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562 นั้น ไม่ถูกต้อง
เนื่องจากผู้ฟ้องคดี ครบวาระการดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จากการเลือกตั้งในวันที่ 3 ส.ค.2560 ก่อนที่พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2566 จะมีผลใช้บังคับ และการดำรงตำแหน่งของผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) หลังจากนั้น เป็นการแต่งตั้ง โดยผลของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งต่างวาระกัน
และข้อกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีประวิงเวลา โดยสั่งให้ทดสอบระบบรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์อีกครั้ง ทั้งที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับเรียบร้อยแล้วนั้น ผู้ฟ้องคดี ในฐานะผู้บริหารสามารถดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ประกอบกับมีการร้องเรียนการจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล จำนวนสองคัน ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่มีการร้องเรียน ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานการสอบสวนว่า การได้มาซึ่งผู้ขาย จากการประกาศประมูลซื้อ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การกระทำของผู้ฟ้องคดีตามที่ถูกร้องเรียนจึงเป็นการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด และปัจจุบันเงินจำนวนดังกล่าวยังเก็บรักษาไว้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา
หลังจากนั้น บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาต่อศาลปกครองสงขลาให้ชำระเงินค่ารถตามสัญญาซื้อขายพร้อมดอกเบี้ย ผู้ฟ้องคดีจึงเห็นควรชะลอการจ่ายเงินไว้จนกว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 103/2563 เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2563 และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจึงเป็นมติและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1.เพกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ในการประชุมครั้งที่ 103/2563 เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2563 ที่ชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี)
2.เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รมว.มหาดไทย) ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิ.ย.2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2556 ถึงวันที่ 27 มิ.ย.2562 ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป
เหล่านี้เป็นรายละเอียดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ ‘รมว.มหาดไทย’ มีคำสั่งให้ นายนิพนธ์ บุญญามณี พ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ตามฐานความที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของ รมว.มหาดไทยดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการฯ
แต่ไม่ตัดสิทธิ รมว.มหาดไทย รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่จะดำเนินการสอบสวนและพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำของนายนิพนธ์ ตามที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อผู้ว่าฯสงขลา หรือ รมว.มหาดไทย แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯเพื่อสอบสวน นายนิพนธ์ ในกรณีดังกล่าวแล้ว ผลการสอบสวนฯจะออกมาเป็นอย่างไร?

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา