
ยังคงเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างกว้างขวางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับมาตรการของฝ่ายความมั่นคงในการเข้าถึงข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 2 ล้านเลขหมาย ณ ปลายด้ามขวาน
หลังมีรายงานยืนยันว่า บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตต้องจัดส่งข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กับฝ่ายความมั่นคงเป็น “รายวัน” โดยหน่วยงานที่รับข้อมูล มีการระบุว่า คือ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยจากการขยายผลคดีลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มมือปืน เพื่อสาวให้ถึงตัวผู้บงการ โดยคณะทำงานติดตามคดีของพรรคประชาชาติได้ข้อมูลมาว่า บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ต้องรายงานข้อมูลการใช้ของประชาชนในพื้นที่ให้กับฝ่ายตำรวจทุกวัน ฉะนั้นจึงควรตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มมือปืนใต้ แต่กลับมีข่าวว่าพนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดี ไม่ได้นำข้อมูลมาตรวจสอบเท่าที่ควรจะเป็น
เรื่องนี้มีการนำไปสอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งบริษัทเอกชนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.กฎหมายฯ) เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.69

มีรายงานการประชุม กมธ.ยืนยันชัดเจนว่า บริษัทเอกชนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพย์ยอมรับว่าต้องส่งข้อมูลให้ฝ่ายตำรวจจริง “ทุกสิ้นวัน” โดยตำรวจอ้างอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ”
ประกอบกับประกาศและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมีหน้าที่ต้องจัดส่งข้อมูลการใช้งานให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้
แต่ฝ่ายตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเข้าร่วมประชุม ไม่มีใครตอบยอมรับหรือยืนยันข้อมูลนี้ แม้จะมีกรรมาธิการหลายคนเรียกร้องให้ชี้แจงข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาก็ตาม
อ่านประกอบ : ปูด! ตร.ภาค 9 เก็บข้อมูลมือถือคนชายแดนใต้ 2 ล้านรายทุกวัน!
ต่อมาภายหลังการประชุม กมธ. และมีการละหมาดฮายัตในพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย.69 นายกมลศักดิ์ออกมาตั้งคำถามว่า ปัจจุบันพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปแล้วถึง 15 อำเภอจาก 33 อำเภอของ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เหตุใดฝ่ายความมั่นคงจึงยังอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเก็บข้อมูลโทรศัพท์จากประชาชนทุกหมายเลข ทุกพื้นที่ได้อีก
อ่านประกอบ : เลิก พ.ร.ก.แล้วหลายอำเภอ ดูดข้อมูลมือถือคน จชต.ได้ไง?
@@ กอ.รมน.รูดซิปปาก อ้างเป็นเรื่องตำรวจ
ล่าสุด “ทีมข่าวอิศรา” สอบถามเรื่องนี้ไปยัง พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้รับคำตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่มีข้อมูล และไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ หากดูตามประเด็นแล้วคงต้องตรวจสอบกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจาก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติในส่วนนี้”
“ทีมข่าว” ได้พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และนายตำรวจระดับสูงในพื้นที่ แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้เลย
@@ นักสิทธิฯ ฉะรัฐเหมารวม-ละเมิด PDPA
ด้าน นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจ ซึ่งเพิ่งชนะคดีไอโอของ กอ.รมน.ในศาลอุทธรณ์ กล่าวว่า แม้ฝ่ายความมั่นคงจะอ้างเรื่องความมั่นคงหรือการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่างกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่เมื่อคำนึงถึงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA รวมถึงหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนแล้ว มองว่ามาตรการนี้เป็นการ "เหมารวม” ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด
@@ ถาม..หลักประกันการใช้ข้อมูลอยู่ตรงไหน?
“มันเป็นการใช้กฎหมายอย่างไม่ได้สัดส่วน เกินความจำเป็น และเป็นการละเมิด Privacy ของทุกคน ที่สำคัญคือมีความเสี่ยงที่ข้อมูลและการเข้าถึงโทรศัพท์จะถูกนำไปใช้ในทางอื่น เราไม่สามารถการันตีได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ในทางใด และจะมีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยของการใช้ข้อมูลหรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก” นายกสมาคมด้วยใจ ระบุ
นางสาวอัญชนา ยังได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตเพื่อสะท้อนความน่ากังวลว่า กรณีรถบัสถูกเผาที่บ้านกาโสด (คนร้ายเผารถทัวร์สายเบตง-กรุงเทพฯ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านกาโสด อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อเดือน ธ.ค.60) มีการกวาดจับและควบคุมตัวประชาชนไปกว่า 70 คน แบบยกหมู่บ้าน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการใช้ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์แบบเหมารวม และตีตราประชาชน ก่อให้เกิดการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมายกับคนจำนวนมาก และสุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวเกือบหมด
@@ แนะขอหมายศาล-ตรวจสอบน้ำหนักข้อกล่าวหา
“เรื่องนี้สร้างความตื่นตระหนกและช็อกให้กับสังคม ต้องยกเลิกการรายงานเรื่องนี้ทุกวัน ข้อมูลต้นทางมาจากบริษัทโทรศัพท์ส่งต่อไปให้ฝ่ายความมั่นคง ใครจะมั่นใจได้ว่าจะไม่ปล่อยข้อมูลรั่วไหล จะรับประกันได้อย่างไร วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องยกเลิกคำสั่งนี้ แล้วใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น ไม่เหมารวมตีตรา และหากเป็นไปได้ ควรที่จะต้องมีการตรวจสอบโดยการขอหมายจากศาล เพื่อเป็นหลักการยืนยันว่าประชาชนจะไม่ถูกตรวจสอบโดยไม่มีพยานหลักฐานอันควร” นางสาวอัญชนา กล่าว
@@ บริษัทผู้ให้บริการผวาข้อมูลในมือตำรวจ
ข้อสังเกตของ นายกสมาคมด้วยใจ สอดคล้องกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์รายหนึ่ง ที่บอกว่า ฝ่ายตำรวจอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อ้างความจำเป็นเรื่องความมั่นคง ทางผู้ประกอบการก็ต้องปฏิบัติตาม ทั้งๆ ที่มีข้อสงสัยอยู่บ้างเหมือนกันว่า ผู้ที่ขอข้อมูลเป็นฝ่ายตำรวจ ซึ่งมีหน้างานรับผิดชอบกว้างกว่าเรื่องความมั่นคง (เช่น คดียักยอกทรัพย์ คดีเกี่ยวกับทรัพย์) แตกต่างจากทหารที่มีหน้างานเฉพาะความมั่นคงเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นห่วงว่า ข้อมูลโทรศัพท์ที่อยู่ในมือฝ่ายตำรวจ อาจถูกนำไปใข้ในกรณีอื่นๆ นอกเหนือจากงานความมั่นคงหรือไม่
@@ คดียิง สส.กมลศักดิ์ ลุยสืบพยานล่วงหน้า

วันเดียวกัน ที่ศาลจังหวัดนราธิวาส มีการนัดไต่สวนสืบพยานล่วงหน้าคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เหตุเกิดที่บริเวณหน้าบ้านในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมา หรือเมื่อ 3 เดือนก่อน
การนัดไต่สวนพยานล่วงหน้า มีแกนนำพรรคและคณะทำงานติดตามคดีของพรรคประชาชาติเข้าร่วมรับฟัง นำโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.กฎหมาย พร้อมด้วยนายกมลศักดิ์ ในฐานะผู้เสียหาย และทีมทนายความ
ผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 7 ราย ถูกนำตัวมาศาลครบทั้งหมด แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างฝากขัง ครั้งที่ 6 และ 7 (ฝากขังผลัดสุดท้าย คือ ผลัดที่ 7) จำนวน 5 ราย เบิกตัวมาจากเรือนจำ คือ
1.ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี ถูกกล่าวหาทำหน้าที่มือปืน ผู้ลั่นไก
2.นายธนภัทร วัฒนภิญโญ ถูกกล่าวหาทำหน้าที่เป็นมือปืน
3.นายสมพร ลังเดช ถูกกล่าวหาเป็นผู้ประสานงาน จัดเตรียมแผน และชี้เป้า
4.นายอลาวี อาแว ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ขับรถ
5.นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่รถ ถูกกล่าวหาทำหน้าที่อำพรางและแยกชิ้นส่วนรถที่ใช้ก่อเหตุ
ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนที่อยู่ระหว่างการประกันตัว จำนวน 2 ราย คือ
1. น.อ.มนตรี โตประเสริฐ
2. น.ต.เดโช รัตนพันธุ์
@@ ศาลออกหมายเรียกข้อมูลเบอร์โทรทุกค่าย

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลที่ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมง พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยว่า ปัจจุบันสำนวนคดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ แต่ทางนายกมลศักดิ์ในฐานะผู้เสียหายได้ใช้สิทธิ์ร้องขอสืบพยานสำคัญล่วงหน้า โดยเฉพาะข้อมูลการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ของกลุ่มผู้ต้องหา ก่อนมีการฟ้องคดี เนื่องจากเกรงว่า หลักฐานการใช้โทรศัพท์จะสูญหาย หากปล่อยทิ้งไว้นานเกิน 3 เดือน
ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมา มีการยอมรับจากบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ว่า จัดเก็บข้อมูลการโทรสำหรับตรวจสอบ ในกรอบระยะเวลา 60 วันถึง 90 วัน แล้วแต่ว่าเป็นผู้ให้บริการค่ายไหน
“ศาลได้กรุณาออกหมายเรียกข้อมูลเบอร์โทรศัพท์จาก 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ คือ ทรู, เอไอเอส และ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ เอ็นที ซึ่งพบว่าเอกสารที่ส่งมาถอดรหัสกองโตเป็นพันๆ หน้า วันนี้ถือว่าหลักฐานเอกสารกลุ่มนี้มาอยู่ในมือศาลอย่างปลอดภัยแล้ว จากนี้ทีมงานจะขอคัดถ่ายสำเนาเป็นรูปแบบไฟล์ เพื่อนำไปวิเคราะห์อย่างละเอียด” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
และว่า คดีฆาตกรรมนั้น สิ่งสำคัญคือหลักฐานการสื่อสาร เพราะผู้สั่งการคงไม่ได้เดินมาสั่งด้วยตัวเอง
@@ “วันนอร์” ลั่นคดีสำคัญ ชาวบ้านขอดุอาอ์ให้คดีกระจ่าง
ด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของ สส.กมลศักดิ์ แต่เป็นคดีสำคัญของประชาชนทั่วประเทศ หากปล่อยให้ผู้แทนราษฎรถูกลอบยิงแล้วจับผู้บงการไม่ได้ ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมจะหมดไป
“ขณะนี้คดีคืบหน้าไปกว่าครึ่ง สามารถยึดรถและปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งพบว่าเป็นของทางราชการทั้งหมด รวมถึงจับกุมกลุ่มผู้ลงมือและผู้เกี่ยวข้องได้ ซึ่งทั้ง 7 คนนี้ สส.กมลศักดิ์ไม่เคยรู้จักมาก่อน เราจึงเชื่อมั่นว่าต้องมีผู้บงการ ผู้ใช้ ผู้จ้างวาน แน่นอน การตรวจค้นข้อมูลโทรศัพท์ในวันนี้จะทำให้เห็นเค้าลางของผู้บงการตัวจริง”
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า “เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับผมและคุณกมลศักดิ์โดยตรงว่า ขอให้ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ไม่ว่าผู้ใดเกี่ยวข้องต้องเอาผิดให้หมด พี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหมื่นคนร่วมละหมาดขอดุอาอ์ให้คดีนี้กระจ่าง คดีนี้ต้องเป็นคดีตัวอย่าง”
@@ คดีแรกในประวัติศาสตร์ - 3 ค่ายมือถือเซ็นรับรอง

ขณะที่ นายอนุกูล อาแวปูเต๊ะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี ในฐานะคณะทำงานติดตามคดีของศูนย์ทนายมุสลิม กล่าวว่า การขอสืบพยานเอกสารโทรศัพท์ล่วงหน้าก่อนฟ้องในลักษณะนี้ อาจนับได้ว่าเป็นเคสแรกของประเทศ โดยหลักการทั่วไปไม่สามารถทำได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน
ทางผู้เสียหาย (สส.กมลศักดิ์) อ้างเหตุผลว่าเกรงข้อมูลจะถูกลบไปเสียก่อน ซึ่งในวันนี้ตัวแทนจาก 3 ค่ายมือถือได้มาเซ็นรับรองความถูกต้องของเอกสารเรียบร้อยแล้ว และอัยการจะสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำพยานบริษัทมือถือเพิ่มเติมประกอบเข้าสำนวนต่อไป
