
เหตุรุนแรงสะเทือนขวัญที่ร้ายแรงที่สุดของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปีนี้ คือ เหตุคนร้ายโจมตึจุดตรวจบูเก๊ะซามี ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานต้องสังเวยชีวิตถึง 5 นายในคราวเดียว
เป็นการระดมยิงเหมือน “ล็อกเป้าล่วงหน้า” วางแผนมาเป็นอย่างดี ฝ่ายทหารพรานเกือบจะเป็นเป้านิ่ง แทบไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
วันนี้...ครบ 20 วันเต็มแล้ว นับจากวันเกิดเหตุ 22 กรกฎาคม ฝ่ายความมั่นคงยังติดตามตัวกลุ่มผู้ปฏิบัติการสุดอุกอาจนี้ไม่ได้ มีการออกหมายจับผู้ต้องหาไปเพียง 2 ราย แม้ตลอดมาจะมีแต่ข่าวลือ ข่าวปล่อยต่างๆ นานา แต่ในทางคดีเกือบไม่มีความคืบหน้า ทั้งๆ ที่มีการปูพรมตรวจค้น เอกซเรย์เทือกเขาเมาะแต ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คือ ระแงะ, จะแนะ และศรีสาคร แล้วก็ตาม

คำถามที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่หายข้องใจคือ คนร้ายแต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธครบมือ นั่งเต็มท้ายกระบะของรถปิคอัพ มีทีมมอเตอร์ไซค์เป็น “scout หน้า” และทีมตามประกบหลัง ขับรถผ่านเมืองบุกเข้าไปก่อเหตุได้อย่างไรในช่วงเย็นก่อนค่ำ เรียกว่ายังเป็นเวลากลางวัน ไม่สิ้นแสงอาทิตย์
ที่สำคัญ เส้นทางที่คนร้ายใช้เดินทางมาก่อเหตุ ต้องผ่านตัวเมืองระแงะ และตำบนตันหยงมัส แม้ว่าอาจจะลัดเลาะถนนสายรองบ้าง แต่ก็หลีกไม่พ้นถนนสายใหญ่ ผ่านเมือง ผ่านตลาด อาจจะผ่านศูนย์ราชการของอำเภอ และอาจจะผ่านโรงพักระแงะด้วยซ้ำ
ข้อมูลจากการแกะรอยของเจ้าหน้าที่ สันนิษฐานว่ารถของคนร้ายมุ่งหน้ามาจากอำเภออื่น ขับเข้ามาที่อำเภอระแงะ ทางด้านวงเวียนสถานีรถไฟตันหยงมัส

ถ้าคนร้ายใช้เส้นทางนี้ จะต้องขับผ่านตัวอำเภอระแงะ ผ่านสถานที่ราชการสำคัญ รวมถึงโรงพักระแงะ ซึ่งมีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากนั้นก็จะผ่านชุมชน ร้านค้า บ้านเรือนประชาชน โดยมีจุดตรวจบูเก๊ะซามี และมัสยิดบูเก๊ะซามีอยู่ที่ปลายทาง ซึ่งจุดตรวจยังอยู่ในเขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส
เมื่อผ่านจุดตรวจไป จะเป็นสะพานข้ามคลองบูเก๊ะซามี คือจุดที่ออกจากตัวอำเภอระแงะและตลาดตันหยงมัส มุ่งหน้าสู่อำเภออื่น

“ทีมข่าวอิศรา” ลงพื้นที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี พร้อมกับคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร คณะเล็ก ซึ่งเป็นคณะล่วงหน้า นำโดย สส.ราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ พร้อมด้วย นายศรัทธา คชพลายุกต์ อดีตรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ พลเอก โกศล ชูใจ หรือ เสธ.โก้ อดีตผู้ชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
โดยมี พันเอก วีรศรุตธ์ ประดิษฐสุวรรณ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 รอต้อนรับ และบรรยายสรุปข้อมูลต่างๆ
ลักษณะทางกายภาพของจุดตรวจแห่งนี้ ตั้งอยู่ติดกับบ้านเรือนประชาชน ซึ่งเป็นบ้านร้าง ทางทหารพรานเช่าจากชาวบ้าน เพื่อให้ทหารสลับกันเข้าไปพักผ่อนระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ด้านหน้าของบ้านหลังนี้ เป็นบังเกอร์ก่ออิฐฉาบปูน ขนาดความกว้าง 1 เมตร ยาว 2-3 เมตร ด้านหลังบังเกอร์ มีช่องเล็กๆ มีกำลังพลเข้าไปอยู่ด้านในได้ เพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหวโดยรอบ
เมื่อจะปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจ ทหารพรานจะนำแผงกั้นเหล็กวางบนพื้นผิวจราจร เพื่อใช้ชะลอรถ ตรวจค้น และดูแลความสงบเรียบร้อยภายในชุมชนตลาดตันหยงมัส
จากการสังเกตการณ์จะพบว่า จุดตรวจแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตชุมชนตลาดตันหยงมัส แทรกตัวอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนและร้านค้าของประชาชนสองข้างทาง โดยมี “สะพานบูเก๊ะซามี” เป็นจุดเชื่อมต่อ จุดตรวจตั้งอยู่ฝั่งก่อนจะออกจากตลาด ฉะนั้นการก่อเหตุโจมตีของคนร้าย ก็คือการก่อเหตุในพื้นที่ชุมชน ในเขตเทศบาลเลยทีเดียว
แต่ทหารพรานไม่ได้พักอยู่ที่จุดตรวจหรือบ้านร้างที่เช่าเอาไว้ โดยกำลังพลทั้งหมดจะเดินทางไป-กลับฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

แต่ปัจจุบัน หลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งรุนแรง ทางหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้สั่งขยับจุดตรวจออกไปจากจุดเดิมประมาณ 100 เมตร โดยไปตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองบูเก๊ะซามี ฝั่งออกจากตัวอำเภอระแงะแทน นัยว่าเพื่อไม่ให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ในจุดอับ ป้องกันการถูกประทุษร้ายซ้ำเดิม
จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ เผยถึงเหตุการณ์ในวันโจมตีจุดตรวจว่า กลุ่มคนร้ายรวมตัวกันที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ก่อนจะใช้รถกระบะขับแฝงตัวเข้ามาตามเส้นทางสายหลัก ผ่านใจกลางตลาดตันหยงมัส ซึ่งเป็นเส้นทางที่พลุกพล่าน โดยระยะทางจากวงเวียนตันหยงมัสถึงจุดตรวจบูเก๊ะซามี ห่างกันเพียงกิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น
เมื่อรถของคนร้ายขับมาถึงบริเวณหลังตลาด ตรงจุดตรวจบูเก๊ะซามี ได้เปิดฉากใช้อาวุธปืนยิงถล่มใส่ทหารพรานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บนถนน และในบังเกอร์ปูน รวมจำนวน 5 นาย ขณะที่มีเจ้าหน้าที่อีก 3 นายพักอยู่ด้านในหลังจุดตรวจ รอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด
ปฏิบัติการอุกอาจครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 2 นาที ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะชิงปืน เสื้อเกราะ และขับรถออกจากจุดตรวจ ข้ามสะพานบูเก๊ะซามี ใช้เส้นทางมุ่งหน้าสู่อำเภอจะแนะ และศรีสาคร ซึ่งภายหลังได้นำรถไปจอดทิ้งไว้ ก่อนหลบหนีต่อไป

เมื่อกางแผนที่อำเภอระแงะ จะพบว่าจุดเกิดเหตุคือ “ศูนย์กลาง” ของเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ชั้นในของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
หากขับรถจากจุดตรวจบูเก๊ะซามี มุ่งหน้าไปทางทิศใต้และตะวันตก เส้นทางสายนี้สามารถวิ่งทะลุผ่านตำบลดุซุงญอ มุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอจะแนะ และเชื่อมต่อขึ้นไปยังพื้นที่ป่าเขา หรือทะลุไปถึงอำเภอสุคิรินได้
นอกจากนั้น ยังมีเส้นทางสายรองระหว่างอำเภอระแงะ อำเภอจะแนะ ทะลุไปอำเภอศรีสาคร และอำเภอรือเสาะ ข้ามจังหวัดไปที่ อำเภอบันนังสตา และอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ได้เช่นกัน อำเภอเหล่านี้เป็นอำเภอชายแดน มีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซียแทบทุกอำเภอ
อีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีเส้นทางวนกลับไปหลังตลาดระแงะ เชื่อมไปถึงอำเภอสุไหงปาดี อำเภอเจาะไอร้อง และอำเภอสุไหงโก-ลก ตามเส้นทางสายหลักหรือสายรองได้ด้วย
ลักษณะของเส้นทางใยแมงมุมเหล่านี้ สะท้อนถึงการวางแผน และเลือกจุดตรวจที่ต้องการโจมตี ซึ่งเอื้อต่อการหลบหนีของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ตามสูตรการก่อเหตุ “เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม”

สส.ราเชน ในฐานะกรรมาธิการการทหาร เสนอให้ทหารพรานสรุปบทเรียนจากเหตุรุนแรงครั้งนี้ โดยมองไปข้างหน้า เพื่อดักทางคนร้าย เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจะไม่ย้อนกลับมาใช้กลยุทธ์เดิมซ้ำอีก ที่สำคัญการยิงใส่ทหารที่อยู่หลังบังเกอร์ แสดงว่าคนร้ายมีทีมเฝ้าสังเกตการณ์ล่วงหน้า มาร์คตัวเป้าหมาย และวางแผนมาอย่างดี
พันเอก วีรศรุตธ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 บอกว่า ได้มีการสั่งเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะการจัดระบบจุดตรวจใหม่ ซึ่งในพื้นที่มีจุดตรวจทั้งหมด 7 แห่ง ได้มีการปรับแผนให้ทุกด่านขึ้นปฏิบัติงานพร้อมกันในช่วงเวลา 18.00 - 21.00 น. เพื่อทำการปิดล้อมพื้นที่ และสกัดกั้นการหลบหนี
ก่อนจบภารกิจสำรวจพื้นที่ คณะกรรมาธิการการทหาร ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความพร้อมของอุปกรณ์ป้องกันตัวของกำลังพล และเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยบริเวณจุดตรวจ ซึ่ง สส.ราเชนรับปากว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปผลักดันในชั้นกรรมาธิการเพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างเร่งด่วนต่อไป
“ผมอยากมาให้กำลังใจ อยากมารับฟังปัญหา อยากจะดูว่าพวกเราที่ดูแลแผ่นดิน ขาดเหลืออะไร ผมจะพยายามผลักดันให้ถึงที่สุด...” สส.จากส่วนกลาง กล่าว
เหตุรุนแรงครั้งใหญ่อีกเหตุการณ์หนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังจะผ่านพ้นไป ท่ามกลางความหวังว่ามาตรการป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมาหลังโศกนาฏกรรมความสูญเสียครั้งนี้ โดยเฉพาะการสนับสนุนความพร้อมด้านต่างๆ ให้กับกำลังพล จะไม่เป็นเพียงไฟไหม้ัฟาง หรือแค่สัญญาปากเปล่า...โดยไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมใดๆ
เพราะเพลิงแห่งความรุนแรงที่ปลายด้ามขวานที่ลุกโชนยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ก่อความสูญเสียมากเกินไปแล้ว!
