
เหตุรุนแรงขนาดใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน 2 วัน ทั้งคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า) อ.เมือง จ.นราธิวาส และกราดยิงทหารพรานเสียชีวิตคาจุดตรวจ 5 นาย พื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงดูจะตั้งรับสถานการณ์ไม่ทัน และแสดงท่าทีสับสน ไม่มีเอกภาพในเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา
พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (เลขาธิการ กอ.รมน.) ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุทันทีในช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค.69 หลังเกิดเหตุ 1 วัน ทั้งบริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี และจุดที่คนร้ายนำรถไปเผาทิ้งอำพราง ที่ อ.ศรีสาคร
พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสธ.ปูด้วง” ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ด้วยน้ำเสียงและท่าทีแข็งกร้าว โดยบอกว่า “ได้คุยกับท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ก็คงจะต้องมีการปรับแนวทางในแต่ละส่วน เฉพาะในส่วนกรณีนี้ที่เกิดขึ้น เราคงต้องตามล่า ถึงเวลาแล้วล่ะ คนที่ทำ ใครจะช่วยเหลือไว้ก็แล้วแต่ ประเทศไหนจะช่วยเหลือก็แล้วแต่ เราจะตามล่าด้วย ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว”

อีกด้านหนึ่ง มีการประชุมสภากลาโหม ซึ่งในที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และมีจังหวะที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พูดคุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกด้วย
ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พล.ท.อดุลย์ ถึงกรณีที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ประกาศจะเป็นผู้ล่ากลุ่มที่ก่อเหตุในครั้งนี้ โดย พล.ท.อดุลย์ ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม กล่าวว่า ต้องไปหารือกันถึงแนวคิดที่แตกต่างกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
เมื่อผู้สื่อข่าวซักว่า ถึงเวลาที่เราต้องไล่ล่าคนร้ายแล้วใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ตอบว่า “อย่าเรียกว่าไล่ล่า โดยเป็นคนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง จะต้องมาพูดคุยกัน เพราะเรามีคณะพูดคุยสันติสุขอยู่แล้ว มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. ที่จะเป็นเครื่องมือ ให้เราใช้ในการทำงานว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร เดี๋ยวเราก็จะมาหารือกัน ซึ่งผมก็จะลงพื้นที่ไปพร้อมกับหัวหน้าคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)”
เมื่อถามอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 4 หรือไม่ เพราะถึงวงรอบในการแต่งตั้งโยกย้ายพอดี พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปดึงประเด็น ขอให้แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผบ.ฉก.นราธิวาส มีสมาธิในการทำงานอย่างเต็มที่ ติดตามผู้ก่อการ หลังเกิดความสูญเสียขึ้น อย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้น

ด้าน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ตลอดทั้งวันได้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางในการแก้ไขปัญหา หรือแก้ไขสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม
ภารกิจของแม่ทัพตั้งแต่เช้า ได้ลงพื้นที่จุดตรวจบูเก๊ะซามีที่ถูกโจมตี พร้อมกล่าวยกย่องหัวใจอันยิ่งใหญ่ของทหารกล้าทั้ง 5 นาย จากนั้นไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาล ไปทำพิธีรดน้ำศพและส่งศพทหารกลับภูมิลำเนา
โดยระหว่างลงพื้นที่ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจสนธิกำลังปิดล้อมพื้นที่ กดดันและไล่ล่ากลุ่มคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ตลอดจนยกระดับการรักษาความปลอดภัยสูงสุดเพื่อคืนความมั่นใจให้ประชาชน พร้อมประณามคนร้ายว่าก่อเหตุอย่างไร้มนุษยธรรม กระทบคนบริสุทธิ์และเด็ก
@@ รุ่นเดียวกันยังคิดต่าง...ความหวังดับไฟใต้?
เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ เสนาธิการทหารบก พล.ท.อดุลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ท.นรธิป แม่ทัพภาคที่ 4 ล้วนเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ จปร. รุ่น 37 เช่นเดียวกันทั้ง 3 คน จึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อนในฐานะเพื่อนรุ่นเดียวกันตั้งแต่สมัยเรียน
เมื่อทั้ง 3 คน รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 รุ่นเดียวกันด้วย มาร่วมกันทำงานความมั่นคงในตำแหน่งสำคัญๆ พร้อมกัน จึงทำให้สังคมเกิดความคาดหวังว่า ทิศทางการแก้ไขปัญหาจะเป็นเอกภาพ สอดประสานกันอย่างดี
แต่จากการให้สัมภาษณ์หลังเกิดเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ในพื้นที่ชายแดนใต้ล่าสุด กลับพบว่า แต่ละคนคิดกันไปคนละทาง ทำให้ผู้ที่ได้รับข่าวสารพากันสับสน และคาดเดาไม่ถูกว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกแก้ไขอย่างไร โดยเฉพาะสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างเหตุการณ์กราดยิงทหารพราน จะใช้วิธีไล่ล่า หรือพูดคุยเป็นหลัก
@@ ปลอกกระสุนเหตุโจมตีจุดตรวจ 220 ปลอก!

วันเดียวกัน แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้นำการแถลงข่าวความคืบหน้าคดีสำคัญ โดย พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส สรุปความคืบหน้า 2 คดี
- คดีโจมตีจุดตรวจในพื้นที่ อ.ระแงะ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีกลุ่มผู้ก่อเหตุไม่น้อยกว่า 13 คน ใช้รถยนต์ และรถจักรยานยนต์อย่างน้อย 3 คันร่วมปฏิบัติการ โดยรถที่ใช้ก่อเหตุหลักเป็นรถกระบะนิสสัน สีเทา ซึ่งถูกพ่นสีดำเพื่ออำพราง ก่อนตรวจสอบพบว่าเป็นรถที่มีการซื้อขายต่อกันหลายทอดโดยไม่โอนกรรมสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ครอบครองรายสุดท้ายในพื้นที่ จ.นราธิวาสแล้ว และอยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบสวน
จากการตรวจพิสูจน์ในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนรวมกว่า 220 ปลอก ทั้งขนาด 5.56 มิลลิเมตร และ 7.62 มิลลิเมตร รวมทั้งหัวกระสุนจำนวนหนึ่ง
- คดีคาร์บอมบ์หน้าอาคารเก่า สภ.ตันหยง เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้แล้วว่ารถที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถยนต์เก๋งมิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการซื้อขายเปลี่ยนมือหลายครั้งโดยไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย
ชุดสืบสวนสามารถทราบตัวผู้ครอบครองคนสุดท้ายก่อนเกิดเหตุ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำรถเข้าสู่ขบวนการแล้ว กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการขอศาลออกหมายจับภายใน 1-2 วัน โดยได้ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องไว้แล้ว 2 ราย ซึ่งทั้งหมดให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก
