
ศาลนราธิวาสพิพากษาจำคุก 6 เดือน 2 วัยรุ่นชายแดนใต้ ฐานเป็นอั้งยี่ รวมกลุ่มกันเพื่อทำผิดกฎหมาย เหตุเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ส่วนข้อหาเอี่ยวบึ้มปั๊ม ปตท. 6 แห่งนราธิวาส อัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่คดียังไม่ถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ประกัน ติดกำไลอีเอ็ม
เมื่อเร็วๆ นี้ เพจเฟซบุ๊ก “สื่อศาล” ซึ่งเป็นเพจให้ข้อมูลของสำนักงานศาลยุติธรรม ได้สรุปข้อมูลการดำเนินคดีและคำพิพากษาคดีอั้งยี่ ของผู้เข้าร่วมสมาชิกคณะบุคคล “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์คนร้ายปกปิดใบหน้าลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน ปตท. รวม 6 จุด ในพื้นที่ 5 อำเภอของ จ.นราธิวาส ได้แก่ อ.เจาะไอร้อง, อ.จะแนะ, อ.ระแงะ (ตันหยงมัส), อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง เมื่อวันที่ 11 ม.ค.69
โดยในวันดังกล่าว เป็นคืนหลังวันเด็กแห่งชาติ เกิดเหตุลอบวางระเบิดและเพลิงไหม้ปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 แห่งรวดในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ เฉพาะ จ.นราธิวาส มีปั๊มน้ำมันถูกโจมตี 6 แห่ง
คดีนี้ ในชั้นสอบสวนกล่าวหาว่า นายฮัมบาลี (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี จำเลยที่ 1 และ นายฮีกมี (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี จำเลยที่ 2 เข้าร่วมขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี และอาจมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ภาค 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.615/2569 เฉพาะความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 เพียงข้อหาเดียว
ในคำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า ช่วงเดือน ก.ค.2566 - 8 ม.ค.2569 จำเลยทั้งสองได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่า “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมุ่งหมายกระทำการก่อการร้ายด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อแบ่งแยกดินแดนและยึดอำนาจปกครองในพื้นที่ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส และบางอำเภอของ จ.สงขลา เพื่อจัดตั้งรัฐใหม่ชื่อ “รัฐปัตตานี” หรือ “ปัตตานีดารุสลาม”
ทางเจ้าพนักงานสามารถจับกุมจำเลยที่ 1 ได้เมื่อวันที่ 11 มี.ค.69 และจับกุมจำเลยที่ 2 ได้เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ต่อมาวันที่ 21 ก.ค.69 ศาลจังหวัดนราธิวาสออกนั่งพิจารณาคดี หลังจากศาลอธิบายฟ้องและแจ้งสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน จำเลยทั้งสองได้แถลงขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน จำเลยขอให้ศาลสั่งสืบเสาะก่อนอ่านคำพิพากษา
กระทั่งวันที่ 16 ก.ย.69 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อ่านคำพิพากษาระบุข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” ซึ่งมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะพฤติการณ์แล้ว ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งพิจารณาเห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไม่สูงมากนัก หากจำเลยยินยอมใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) เพื่อจำกัดการเดินทาง ก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยตีราคาประกันคนละ 150,000 บาท ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประกันและติด EM ตามคำสั่งศาล จึงได้รับการปล่อยตัว
ด้าน พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยถึงคดีนี้ว่า จากการพิจารณาพยานหลักฐาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า มีข้อเท็จจริงเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จริง ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยมีส่วนร่วมโดยตรงกับเหตุการณ์ลอบวางเพลิงเผาปั๊มน้ำมัน ปตท.นั้น ไม่พบพยานหลักฐานเชื่อมโยงอย่างชัดเจน อัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง
