
ความจริงจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คนนอกพื้นที่อาจละเลยไปก็คือ ช่วงที่ไม่มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วในพื้นที่ไม่ได้เงียบสงบ ยังคงมีเหตุร้ายรูปแบบต่างๆ เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศเท่านั้น
สาเหตุส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุรุนแรงขนาดใหญ่ที่ก่อความสูญเสียอย่างกว้างขวาง
กับสาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็คือ มีข่าวอื่นใหญ่กว่ามากลบข่าวไฟใต้

หากปักหมุดนับจากวันที่ 22 สิงหาคม ซึ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบกระจายใน 27 อำเภอ จาก 37 อำเภอของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนมากถึง 107 จุด หลายคนเข้าใจว่า นับจากนั้นสถานการณ์เงียบสงบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นประปราย ต่อเนื่อง ไม่หยุด
วันที่ 28 สิงหาคม - เกิดเหตุลอบวางเพลิงอาคารที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล “สาคอบน” (อบต.สาคอบน) อ.มายอ จ.ปัตตานี และในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ยังเกิดเหตุเผายางรถยนต์ 2 จุด
วันที่ 29 สิงหาคม - คนร้ายพร้อมอาวุธสงครามบุกเข้าไปภายในห้างสรรพสินค้า โกลบอล เฮ้าส์ สาขาปัตตานี วางระเบิด 3 ลูก และนำรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หรือ “รถโชเล่ย์” ประกอบระเบิดเป็น “โชเล่ย์บอมบ์” เข้าไปจอดในลานจอดรถข้างอาคาร หวังก่อเหตุใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้ทัน
วันที่ 3 กันยายน - ลอบวางระเบิดแผงโซลาร์เซลล์โรงงานสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ บ้านบาตัน ต.ลิดล อ.เมือง จ.ยะลา
วันที่ 10 กันยายน - จุดระเบิดมอเตอร์ไซค์บอมบ์ ริมถนนสายนราธิวาส - ปัตตานี ใกล้ตลาดปาลัส แรงระเบิดทำให้รถตำรวจสายตรวจหุ้มเกราะของ สภ.มายอ ได้รับความเสียหาย ตำรวจบาดเจ็บ 4 นาย
วันที่ 16 กันยายน - คนร้ายลอบเผาทำลายกล้องวงจรปิดในพื้นที่ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี จำนวน 7 จุด รวมกล้องเสียหาย 23 ตัว
วันที่ 18 กันยายน - วางระเบิดรถบรรทุกหกล้อของ อส.สุคิริน เหตุเกิดบนถนนในพื้นที่ ต.ร่มไทร อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ อส.เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 16 นาย
@@ รัฐเลื่อนพูดคุยฯ สถานการณ์ยิ่งแรง?
เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งรัฐบาลไทยเรียกว่า “กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ” ออกมาสื่อสารรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ รัฐบาลไทยสั่งเลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส คนร้ายสังหารทหารพรานถึง 5 นายในคราวเดียว ทั้งๆ ที่เป็นช่วงใกล้นัดพูดคุยสันติสุขรอบใหม่
ทำให้ “หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ” นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สั่งเลื่อนกระบวนการพูดคุยฯออกไป เพื่อขอคำตอบจากฝ่าย BRN ว่าก่อเหตุรุนแรงขนาดนี้ทำไม ทั้งๆ ที่จะเริ่มกระบวนการพูดคุยรอบใหม่กันอยู่แล้ว
แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาจะไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการกลับมา มีแต่การเปิดปฏิบัติการโจมตีระลอกใหญ่ กระจายใน 27 อำเภอ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.69 ครบ 1 เดือนหลังเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามีพอดี
จากนั้นก็มีเหตุรุนแรงต่อเนื่องเรื่อยมา พร้อมๆ กับการออกมาสื่อสารของบรรดาแกนนำและโฆษกขบวนการแบ่งแยกดินแดน
@@ เช็คท่าที 3 ขบวนการฯ “เสียงแตก…แต่พร้อมใจกดดัน”

“ทีมข่าวอิศรา” สรุปความเคลื่อนไหวและท่าทีของกลุ่มต่างๆ มารายงานดังนี้
1. นายกัสตูรี มะห์โกตา ประธานองค์การปลดปล่อยสหปาตานี หรือ PULO (พูโล) - ให้สัมภาษณ์สื่อมาเลย์และสื่อไทย เรียกร้องให้ยกระดับกระบวนการพูดคุยสันติสุข เป็น “วาระแห่งชาติ” และต้องเปิดกว้างทุกกลุ่มมีส่วนร่วม ไม่ใช่จำกัดเฉพาะ BRN กลุ่มเดียว
2. นายอาบูฮาฟิซ อัลฮากิม โฆษกมารา ปาตานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่พูดคุยกับรัฐบาลไทยช่วงรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคุยกันอย่างยาวนาน 5 ปี - เรียกร้องให้รัฐบาลไทย “รีเซ็ต” กระบวนการพูดคุยสันติภาพใหม่ โดยตั้ง “คณะกรรมการถาวร” ขึ้นมา ไม่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล และเปิดกว้างให้ทุกกลุ่มผู้เห็นต่างฯ เข้าร่วม ไม่ใช่จำกัดเฉพาะ BRN กลุ่มเดียวเท่านั้น เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า BRN ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ 100%
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ดึงตัวแทนชาติอาเซียน เข้ามาสนับสนุน หรือเป็นสักขีพยาน คล้ายโมเดล “มินดาเนา” ในฟิลิปปินส์ และ “อาเจะห์” ในอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ดี แกนนำ “มารา ปาตานี” มองว่า เป้าหมาย “เอกราช” และ “ปกครองตนเอง” ไม่สามารถเป็นจริงได้ จึงควรลดเพดาน และหันมาจับมือกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย ลดเหตุรุนแรง แล้วถามประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจังว่าต้องการอะไรกันแน่
3. อดีตผู้นำระดับสูงของขบวนการ BRN ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ให้สัมภาษณ์สื่อมาเลย์ว่า หากรัฐบาลไทยปฏิเสธข้อเสนอเรื่อง “การปกครองตนเองเต็มรูปแบบ” สำหรับนราธิวาส ปัตตานี และยะลา BRN อาจกลับไปยึดเป้าหมายเดิมเรื่องเอกราชและการต่อสู้ด้วยอาวุธ โดยย้ำอุดมการณ์ว่า “มีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี หรือเป็นชะฮีด” (หมายถึง พลีชีพในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า)
@@ ปูดตัวแทนรัฐบาลดอดหารือแกนนำ BRN

เป็นที่น่าสังเกตว่า คำสัมภาษณ์ของอดีตแกนนำ BRN น่าจะเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้ท่าทีของ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายไทย ที่เคยระบุก่อนหน้านี้ว่า ไทยไม่รับแนวคิดแบ่งแยกดินแดน หรือการจัดตั้งเขตปกครองตนเองที่แยกออกจากโครงสร้างรัฐเดิม แต่พร้อมหารือรูปแบบการบริหารที่เหมาะสม
สื่อมาเลย์สำนักเดียวกัน ยังรายงานอ้างคำกล่าวของ อดีตแกนนำ BRN รายนี้ ว่า มีการพบกันระหว่าง “ตัวแทนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล” กับตัวแทนของ BRN ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือเรื่องความมั่นคงและกระบวนการสันติภาพ
ข้อมูลที่อ้างนี้ ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เท่ากับเป็นการตอกหน้าฝ่ายไทย ว่า “หน้าฉากประกาศไม่เจรจา” แต่ “หลังฉากกลับส่งคนมาประสานงาน”
แบบนี้หรือไม่ที่ทำให้กลุ่มขบวนการเร่งก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถกดดันรัฐบาลไทยได้นั่นเอง
@@ “ภราดร - อักษรา” ถามหา “พื้นที่ปลอดภัย”
ทั้งๆ ที่ “กูรูดับไฟใต้” หลายคน เช่น พลโทภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึง พลเอก อักษรา เกิดผล อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ยุครัฐบาลประยุทธ์ ได้เสนอวาระเร่งด่วน ให้ฝ่ายความมั่นคงสถาปนา “พื้นที่ปลอดภัย” ในวงกว้างให้ได้มากที่สุด ขยายจำนวนอำเภอให้เยอะที่สุด เพื่อกดดันไม่ให้ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดน ใช้การก่อเหตุรุนแรงต่อรองรัฐบาลไทย
@@ ปูด 4 แกนนำป่วนใต้จับมือบึ้ม อส.เอาคืนวิฯ 2 ศพ
ด้านความคืบหน้าเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดแล้วยิงซ้ำ รถบรรทุกหกล้อของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ทำให้ อส.เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 16 นาย เหตุเกิดบนถนนในพื้นที่ บ้านบาลูกายาอิง หมู่ 2 ต.ร่มไทร อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 18 ก.ย.69 ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ เผยว่า การก่อเหตุที่ในครั้งนี้ เป็นการรวมทีมของ 4 แกนนำระดับปฏิบัติการของกลุ่มก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.ระแงะ อ.เจาะไอร้อง และ อ.สุคิริน เพื่อตอบโต้เหตุวิสามัญฯ 2 สมาชิกกลุ่มก่อเหตุรุนแรงที่เขาตะเว เมื่อวันที่ 9 ก.ย.69
แหล่งข่าวบอกว่า เดิมคนร้ายมุ่งเป้าจะก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ เนื่องจากเป็นบ้านเครือข่ายแนวร่วมสนับสนุน 1 ใน 2 ผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ถูกวิสามัญฯ แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนเป้าหมายไปก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อ.สุคิริน แทน เนื่องจากรถบรรทุกของ อส.ผ่านในพื้นที่สุคิริน และสามารถก่อเหตุแล้วหลบหนีได้ง่ายกว่า
@@ มอบเงินเยียวยา อส.พลีชีพ - คนเจ็บกลับบ้านแล้ว 6 ราย
ในส่วนของเจ้าหน้าที่ อส.สุคิริน ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและยิงซ้ำ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นแก่ครอบครัวทั้ง 2 ราย รายละ 1,079,400 บาท ส่วนการช่วยเหลือและสวัสดิการด้านอื่นๆ ของทายาท ยังมีทั้งเรื่องทุนการศึกษาและสิทธิการบรรจุเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ จะดำเนินการในลำดับต่อไป
โดย อส.อ.อิริน แก้วระวัง อายุ 52 ปี เครือญาติได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ที่วัดป่าชุมทอง หมู่ 6 ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน ส่วน อส.ณัฐนันท์ แก้วสุโพธิ์ อายุ 21 ปี เครือญาติตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่ศาลาเอนกประสงค์บ้านภูเขาทอง หมู่ 2 ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน
ในส่วนของ อส.สุคิริน ที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 16 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ล่าสุดแพทย์ได้อนุญาตให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านแล้ว 6 ราย ยังเหลืออีก 10 รายที่ยังคงต้องนอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
@@ มท.4 ลงพื้นที่ปลอบขวัญกำลังพล

ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเข้าเยี่ยมปลอบขวัญและให้กำลังใจ อส.ที่ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งยังนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล
โอกาสนี้ นายวรศิษฎ์ ได้มอบกระเช้าของเยี่ยม และพูดคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงเครือญาติอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ได้ฝากความห่วงใย และขอให้ อส. ทุกนายไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ขอบคุณ : ภาพกราฟฟิกบางส่วนจากรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี
