มุสลิมชายแดนภาคใต้กว่าครึ่งหมื่นร่วมละหมาดฮายัตที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ขอดุอาอ์ให้เกิดความสงบสุขปลอดภัยในพื้นที่ ผู้ว่าฯหญิงผนึกกำลังกลุ่มสตรีผู้ได้รับผลกระทบส่งพลังร่วมขับเคลื่อนสันติวิธี ด้านนักวิชาการ ม.อ. ชี้คดียิง สส.นราฯ หลักฐานมัดแน่น “คน-รถ-อาวุธ” โยงหน่วยงานรัฐ ขณะที่ สส.กมลศักดิ์ ตั้งคำถามฝ่ายความมั่นคง เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เกือบครึ่งพื้นที่ แล้วใช้อำนาจดูดข้อมูลมือถือกว่า 2 ล้านเบอร์ได้อย่างไร เตรียมสืบพยานล่วงหน้าก่อนฟ้อง 22 มิ.ย.
เมื่อเวลา 08.00 น. วันเสาร์ที่ 20 มิ.ย.69 ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี พี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ จ.ปัตตานี และใกล้เคียง ทั้งชายและหญิงจำนวนกว่า 5,000 คน ได้ร่วมกันแสดงพลังหลั่งไหลเข้าร่วมพิธีละหมาดฮายัตและร่วมกันขอพร (ดุอาอ์) ต่อพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์ ซ.บ.) เพื่อให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความสงบสุข ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หลังจากยังคงเกิดสถานการณ์ความไม่สงบรายวันขึ้นอย่างต่อเนื่องในห้วงที่ผ่านมา

พิธีละหมาดในครั้งนี้มี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เป็นผู้นำละหมาด พร้อมด้วยบุคคลสำคัญในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ, คณะทำงานพรรคประชาชาติ, คณาจารย์และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) รวมถึงองค์กรทนายความ และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบจำนวนมาก
การรวมตัวละหมาดฮายัตครั้งใหญ่ในวันนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความรุนแรงรายวันที่ยังไม่คลี่คลาย และกรณีสำคัญจากคดีที่เกิดขึ้นกับ สส.กมลศักดิ์ ซึ่งถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน (20 มิ.ย. 69) นับเป็นเวลาครบ 3 เดือนเต็มแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาตัวผู้บงการได้
@@ กลุ่มสตรีผู้ได้รับผลกระทบส่งพลังดุอาอ์ ร่วมขับเคลื่อนสันติวิธี

นางพาตีเมาะ ผู้ว่าฯปัตตานี กล่าวถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “จังหวัดเองได้พูดคุยกับทางบาบอ ท่านอิหม่าม และคณะกรรมการอิสลามว่า การละหมาดฮายัตครั้งนี้ เราขอส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้หญิงมาร่วมโดยเฉพาะ เพราะพลังดุอาอ์ของผู้หญิงเป็นพลังที่บริสุทธิ์ วันนี้เรานำกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ปัญหาความยากจน ถูกกระทำ หรือถูกละเลย รวมถึงกลุ่มเด็กกำพร้าซึ่งมาเป็นกลุ่มใหญ่มาก เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าผลพวงที่พวกเราช่วยกันสร้างในวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น เพราะผู้หญิงคือแม่ คือพี่สาว น้องสาวของคุณ และพวกเขาเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาเรียนรู้ร่วมกัน ยอมรับความเป็นจริง แล้วมาร่วมกันคิดสร้างกระบวนการอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธี”
นอกจากนี้ นางพาตีเมาะ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ไม่ได้เกิดแค่กับตัว สส. เพียงคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนทั้งหมดได้รับตลอดเวลา ทุกฝ่ายต้องให้กำลังใจ ให้ความอดทน และให้ความร่วมมือต่อกัน เพราะสถานการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และจังหวัดปัตตานีเองก็เผชิญความรุนแรงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพื้นที่ใด
@@ ยิง สส.นราฯ หลักฐานมัดแน่น “คน-รถ-อาวุธ” โยงหน่วยงานรัฐ

ผศ.ไพซอล ดาโอ๊ะ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้ทัศนะว่า แรงจูงใจในการจัดงานครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากคดีของ สส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มและชนวนสำคัญ แต่ในภาพรวมเป็นการมุ่งสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมเพื่อขอสันติภาพให้แก่อุมมะฮ์ (ชุมชนมุสลิม) ทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และทั้งประเทศ ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้จากผู้รู้ในพื้นที่
ผศ.ไพซอล กล่าวต่อถึงแง่มุมทางคดียิง สส.และโครงสร้างของปัญหาที่สะท้อนจากการดำเนินคดีว่า เรื่องคดีต้องพิสูจน์ไปตามกระบวนการยุติธรรมและหลักฐานที่มี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกของประชาชนมองว่าเป็นการถูกกระทำจากหน่วยงานหรือองค์กรด้านความมั่นคง แม้ฝ่ายรัฐจะพยายามอธิบายว่าเป็นประเด็นส่วนตัวก็ตาม ในฐานะนักวิชาการมองว่าทุกเหตุการณ์อาจไม่ได้มาจากต้นตอปัญหาเดียว มีทั้งเรื่องส่วนตัวที่ฉวยโอกาสอ้างเหตุการณ์ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงทั้งจากกลุ่มขบวนการหรือจากการกระทำของรัฐ
“คดีนี้ถ้าคุยตามพยานหลักฐาน ณ ปัจจุบัน มันเห็นได้ชัดและปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐ แม้ในตอนนั้นเราจะยังไม่ทราบจุดเป้าหมายว่าถูกสั่งการมาอย่างไร หรือเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลที่ใช้หน่วยงานรัฐในพื้นที่ซึ่งช่ำชองและเชี่ยวชาญด้านอาวุธมาเป็นส่วนหนึ่งในการก่อเหตุ แต่เราเลี่ยงไม่ได้ว่ามันสัมพันธ์กัน เพราะหลักฐานที่ปรากฏชัด ทั้งเรื่องของ ‘คน รถ อาวุธ’ รวมถึงสถานที่ที่ใช้จัดการประชุมเพื่อหารือ ทุกอย่างมันถูกอนุมัติโดยคนในหน่วยงาน ถือเป็นเคสแรกที่มีความชัดเจนที่สุดตั้งแต่เคยมีมา จากเดิมที่หลายเคสก่อนหน้านี้มักจะคลุมเครือ และชาวบ้านในพื้นที่รู้ตัวคนสั่งการแต่ไม่กล้าพูด เพราะผู้กระทำมีทั้งอำนาจและอาวุธพร้อม”
ผศ.ไพซอล ยังระบุอีกว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เพราะการฆ่าคนใดคนหนึ่งไม่ทำให้ปัญหาจบ แต่จะยิ่งขยายวงกว้าง และทำให้หน่วยงานรัฐถูกตราหน้าว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ทุกฝ่ายต้องหันมายอมรับวิธีที่เป็นอารยะ พูดคุยกัน และมุ่งแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุด้วยความรุนแรงย้อนยุคเหมือน 50 ปีที่แล้ว
@@ เตรียมสืบพยานล่วงหน้า หวังได้ข้อมูลโทรศัพท์โยงคนสั่งการ

ขณะที่ นายกมลศักดิ์ ได้เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีของตนว่า ในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.นี้ จะเดินทางไปขึ้นศาล ซึ่งในปัจจุบันคดีของตนอยู่ในชั้นฝากขังครั้งที่ 6 สำนวนยังคงอยู่ที่พนักงานอัยการ และยังไม่ได้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 7 คนเป็นจำเลยต่อศาล
“การขึ้นศาลในวันจันทร์นี้ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากทางฝ่ายผมได้ยื่นขอความเป็นธรรมกับอัยการ ขอให้มีการออกหมายเรียกเอกสารการติดต่อทางโทรศัพท์จากบริษัทผู้ให้บริการทั้ง 2 ค่ายในช่วงก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่า พนักงานสอบสวนจะรวบรวมได้ไม่ครบถ้วน ซึ่งทางอัยการได้รับเรื่องและยื่นต่อศาลเพื่อขอ ‘สืบพยานล่วงหน้าก่อนฟ้อง’ โดยศาลได้เมตตาออกหมายเรียกให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มาสืบพยานและรับรองเอกสารในวันจันทร์นี้ ซึ่งเมื่อได้เอกสารฉบับนี้มา เราจะสามารถเห็นกระบวนการวางแผนทั้งหมดว่ามีการติดต่อสัมพันธ์กับใครบ้าง” นายกมลศักดิ์ ระบุ
@@ เลิก พ.ร.ก.แล้วหลายอำเภอ อ้างอำนาจดึงข้อมูลมือถือคน จชต.ไม่ได้
นอกจากนี้ นายกมลศักดิ์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลซึ่งถูกค้นพบในระหว่างการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีของตนเอง และมีการนำไปพูดในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า เครือข่ายความมั่นคงมีการดึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ของประชาชนในพื้นที่ส่งให้เจ้าหน้าที่เป็นรายวัน
“เหมือนพระผู้เป็นเจ้าได้ชี้ทางให้เห็นสิ่งที่มีมากกว่านั้น คือเราค้นพบว่า ทาง กอ.รมน. และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยอ้าง ศอ.บต. ได้ใช้คำสั่งประกาศของ กอ.รมน. และอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อเรียกข้อมูลหมายเลขผู้ใช้บริการซิมการ์ดโทรศัพท์ทั้งหมดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกว่า 2 ล้านหมายเลข ส่งให้หน่วยความมั่นคงเป็นรายวันทุกเดือน”
นายกมลศักดิ์ เน้นย้ำว่า การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากข้อมูลการใช้โทรศัพท์มี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) คุมครองอยู่ อีกทั้งในปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครบทุกอำเภอ โดยเหลือพื้นที่ประกาศใช้เพียงแค่ประมาณ 47 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การนำกฎหมายพิเศษนี้มาอ้างเพื่อดึงข้อมูลของประชาชนทั้งหมดจึงไม่ถูกต้อง ซึ่งตนในฐานะ สส. และทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำหน้าที่ติดตามและกระทุ้งเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการทบทวนโดยเร่งด่วนต่อไป
ในประเด็นการดึงข้อมูลโทรศัพท์โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผศ.ไพซอล ดาโอ๊ะ จาก ม.อ.ปัตตานี มองในมิติทางวิชาการว่า การปฏิบัติการดึงข้อมูลลักษณะนี้กลายเป็นความเคยชินของหน่วยงานในพื้นที่พิเศษ จนมองข้ามกฎหมาย PDPA และกฎหมายอื่นๆ ที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
