
ครบ 1 เดือนของเหตุการณ์ยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 4 นราธิวาส ของพรรคประชาชาติ
พยานหลักฐานทั้งในและนอกสำนวนการสอบสวนของตำรวจ รวมถึงข้อมูลที่ “ทีมข่าว” รวบรวมจากคนในพื้นที่ และแหล่งข่าวที่ไม่ขอเปิดเผยตัวตน สรุปได้ว่า…เหตุการณ์นี้ และทีมสังหารทีมนี้ โยงคนของรัฐชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ!!
เริ่มจากสายสัมพันธ์ของผู้ต้องหาที่ถูกระบุว่าเป็น “ทีมสังหาร” ซึ่งมี 4 คนถูกจับกุมได้แล้ว อีก 1 คนยังอยู่ระหว่างการหลบหนี
คนกลุ่มนี้บางส่วนมีความเชื่อมโยง รู้จักมักคุ้นเกินกว่าปกติกับ “คนมีสี” ซึ่ง “ยังอยู่ในราชการ”
“ทีมข่าว” ไล่เรียงเป็นพัฒนาการของข้อมูลที่รวบรวมได้ และเปิดสู่สาธารณะ ให้คุณผู้อ่านได้ดูทีละขั้น แบ่งเป็น 7 ขั้น ดังนี้

ขั้นที่ 1 ผู้ต้องหา 2 ใน 5 คน เป็นอดีตนาวิกโยธิน และ 3 ใน 5 คนเป็นหรืออาจเคยเป็นทหารเรือ
ความหมายของตัวเลข 3 ใน 5 คือ => 2 ใน 5 เป็นอดีตทหารเรือแน่ๆ และเป็นอดีตนาวิกโยธิน ได้แก่ เรือเอกวิโรจน์ และนายสมพร ลังเดช ซึ่งเคยมียศทหารเรือ ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ นายธนภัทร วัฒนภิญโญ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นมือปืน มีข่าวว่าเขาอาจจะเป็นอดีตทหารพรานนาวิกโยธิน แต่ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากตำรวจ หรือทหาร
ขั้นที่ 2 คนให้ยืมรถ เป็นทหารเรือยศ “นาวาเอก” คือ นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกับ “เรือเอกวิโรจน์” ผู้ต้องหาในทีมสังหารที่ยังหลบหนี
โดย “นาวาเอกมนตรี” ถูกย้ายจาก กอ.รมน.นราธิวาสไปแล้ว เพราะถูกส่วนกลางตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
ขั้นที่ 3 ผู้ต้องหา 2 คนในทีมสังหาร กับ “ทหารใน กอ.รมน.ที่โยงกับคดี” มีภรรยาอยู่ในตำบลเดียวกันของ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และทั้ง 3 ครอบครัวรู้จักกัน

ขั้นที่ 4 ข้อมูลบางแหล่ง โดยเฉพาะชาวบ้าน อ.ระแงะ ซึ่งทีมข่าวลงพื้นที่ไปพูดคุยแบบต่อหน้า ให้ข้อมูลว่าสามครอบครัวนี้รู้จักกัน ภรรยาของทั้ง 3 คนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี
- สองคนที่เป็นอดีตทหารแน่ๆ สงสัยมีประวัติรับงานนอกกฎหมาย
- หนึ่งคนที่เป็นคนในราชการ มีสิทธิพิเศษหลายอย่าง
ทั้งสามคนนี้ร่วมกันทำงานบางอย่างในพื้นที่ โดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการ อีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิพิเศษของราชการเพื่อช่วยเหลือเกื้อหนุนอีกฝ่าย
ขั้นที่ 5 ผู้ต้องหา 2 ใน 5 คนที่เป็นพลเรือน ไม่เคยเป็นทหาร มีประวัติทำงานรับใช้ใกล้ชิด และเป็นเครือข่ายของทีมอดีตทหาร กับคนในราชการ กอ.รมน.
มีหลักฐานที่สืบค้นย้อนหลังได้ว่า พลเรือน 2 คนนี้ เคยร่วมงานกับอดีตทหาร และทหารในราชการมาหลายงาน หลายครั้งแล้ว

ชั้นที่ 6 ก่อนลงมือยิง สส. มีการวางแผนนานนับเดือน มีการสะกดรอยติดตาม และพยายามก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง
ขั้นที่ 7 มีข่าวการไปซ้อมยิงปืนที่สนามยิงปืนแห่งหนึ่งในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งของ จ.นราธิวาส
พื้นที่แห่งนี้เป็น “เขต” ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ยากมาก
@@ “2 ผู้ต้องหาทีมฆ่า” เปิดปากสารภาพจริง!
ข้อมูลลับจากพื้นที่ที่ “ทีมข่าว” รวบรวมมานี้ บางส่วนได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบแล้ว โดยเฉพาะตำรวจชุดคลี่คลายคดี แสดงว่าข้อมูลนี้มีน้ำหนักจริงๆ
1.คำรับสารภาพของผู้ต้องหาบางราย
- พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 บอกกับ “ทีมข่าว” ว่า ได้รับรายงานว่ามีการรับสารภาพเพิ่มเติมในบางประเด็นจากทางฝั่งผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานประกอบคำให้การ เพื่อให้สำนวนคดีมีความรัดกุมที่สุดก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
แต่เมื่อซักถึงการดำเนินการขั้นต่อไป ว่าหมายถึงการ “ออกหมายจับผู้บงการ” หรือไม่ ปรากฏว่า พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ ไม่ได้ตอบคำถามนี้
- พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ยืนยันข้อมูลว่า มีผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว 2 ราย คือ นายธนภัทร (ที่ถูกระบุว่าเป็นมือปืน) กับ นายอลาวี อาแว (ที่ถูกระบุว่าเป็นคนขับรถให้มือปืน)
ส่วนความเชื่อมโยงไปถึง “ผู้บงการ” หรือ “ผู้รับงาน” จ้างวานฆ่านั้น ผู้การนราธิวาส ตอบเพียงว่า กำลังรวบรวมหลักฐานไปเรื่อยๆ ยังไม่ถึงขั้นเตรียมออกหมายจับ
@@ ตำรวจคอนเฟิร์ม “หลังบ้านทีมสังหาร” รู้จัก รู้งานกันดี
2.ผู้ต้องหาที่เป็นอดีตทหาร กับ “คนใน กอ.รมน.” มีความสนิทสนมกับในระดับครอบครัว เพราะได้ภรรยาอำเภอเดียวกัน
- พล.ต.ต.ประยงค์ ผู้การนราธิวาส ยอมรับประเด็นนี้ว่า กลุ่มผู้ต้องหามีความสัมพันธ์สนิทสนมกันจริง และอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นหลัก โดยนายธนภัทรเป็นคนพื้นที่ตันหยงมัสอยู่แล้ว (ตำบลตันหยงมัส อยู่ใน อ.ระแงะ) ขณะที่นายสมพรเป็นคนบ้านตันหยงลิมอ อ.ระแงะ ส่วน นาวาเอกมนตรี คนที่ให้ยืมรถ กอ.รมน. ก็มีภรรยาอยู่ในพื้นที่ อ.ระแงะ เช่นเดียวกัน
- หลายคนอาจจะสงสัยว่า เหตุใดทหารเรือ หรืออดีตทหารเรือจึงไปมีภรรยากันแถวๆ อำเภอระแงะ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองนราธิวาส อันเป็นที่ตั้งของค่ายจุฬาภรณ์ กองบัญชาการใหญ่ของทหารเรือ และนาวิกโยธินพอสมควร
จากการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ พบว่า เหตุผลหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ คือ ในอดีตนาวิกโยธินกองทัพเรือรับผิดชอบงานพัฒนาในพื้นที่ อ.ระแงะ โดยเฉพาะที่บ้านตันหยงลิมอ เคยมีฐานปฏิบัติการในระดับตำบล และหมู่บ้าน เรียกว่า “ชุดพัฒนาสันติ” โดยฐานย่อยจะใช้ชื่อ “ฐานจุฬาภรณ์” ตามด้วยเลขบอกพิกัด ทำให้มีทหารเรือไปทำงานในพื้นที่จำนวนไม่น้อย และมีบางรายอาจได้ภรรยา หรือตั้งรกรากในพื้นที่นี้ไปเลย (เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้)
@@ ทีมคลี่คลายคดีอ้างไม่มีข้อมูล “ซ้อมยิง”
3.ข้อมูล “ทีมสังหาร” ร่วมกันซ้อมยิงปืนก่อนลงมือ
- พล.ต.ต.ประยงค์ บอกว่า ยังไม่ปรากฏข้อมูลนี้ในสำนวนการสอบสวน
- พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงของข้อมูลนี้ โดยบอกเพียงว่า หากทางตำรวจมีการประสานขอความร่วมมือในด้านการสืบสวนสอบสวนมายัง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทางหน่วยก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในทุกประเด็น
@@ ทีมสนับสนุนยืนยันมีซ้อมยิง - ทหารบอกไม่เห็นแปลก!
- ทีมติดตามคดีของพรรคประชาชาติ บอกกับ “ทีมข่าว” เพิ่มเติมว่า การซ้อมยิงก่อนลงมือ เป็นข้อมูลที่ได้มาจากคนที่ร่วมในทีมสังหาร แต่ไม่ใช่ “ทีมปฏิบัติการหลัก” เป็นทีมเสริม (กลุ่มเฝ้าจุด) ซึ่งเคยตามไปสังเกตการณ์ช่วงที่มีการซ้อมยิงด้วย โดยสนามยิงปืนในนราธิวาส มีแค่ไม่กี่แห่ง และทั้งหมดอยู่ในหน่วยราชการร
- “ทีมข่าว” ตรวจสอบข้อมูลจากฝั่งทหารในพื้นที่ ได้รับคำตอบว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกหากทีมปฏิบัติการจะเข้าไปซ้อมยิงปืนในหน่วยงานของราชการที่มีสนามยิงปืน เพราะบุคคลภายนอก หรือชาวบ้านก็เข้าไปได้อยู่แล้ว และที่ผ่านมามีการฝึก อส. หรือกองกำลังประจำถิ่น เช่น ชรบ. ก็มีการพาเข้าไปฝึกยิงปืนในสนามยิงปืนเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ คือข้อมูลเชิงลึกจากในพื้นที่ที่ “ทีมข่าว” รวบรวมมาได้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ผู้ร่วมขบวนการ” ว่ามี “คนในราชการ” หรือมีอำนาจอิทธิพลเหนือว่า “คนมีสี” ร่วมด้วยหรือไม่
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลและผู้รับผิดชอบระดับนโยบาย เช่น รัฐมนตรีกลาโหม หรือผู้นำหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ยังไม่ได้แสดงท่าทีหรือสั่งการให้มีการตรวจสอบเป็นพิเศษเพื่อสร้างความโปร่งใส และให้ความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด ยังคงปล่อยให้มีข้อมูลเชิงลบออกมาอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณ : กราฟฟิกบางส่วนจากรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี
