
ผ่าน 20 วัน นับจากเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดีอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก โดยเฉพาะการติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุ
แต่เข้าใจว่าฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะตำรวจ น่าจะเกาะติดความเคลื่อนไหว และรอจังหวะอยู่ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งก็ระวังตัว และวางแผนมาเป็นอย่างดี
ในวาระ 20 วันหลังเกิดโศกนาฏกรรมสูญเสียทหารพรานถึง 5 ชีวิต “ทีมข่าวอิศรา” ได้ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางในการเดินทางเข้าไปก่อเหตุของคนร้าย รวมถึงบรรยากาศในตันหยงมัส ซึ่งกลับมาอยู่ในภาวะปกติอีกครั้ง คล้ายๆ กับการเกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ครั้งอื่นๆ ที่เคยผ่านมา

ขณะที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้ปรับแผนรับมือของกำลังพล มีการย้ายจุดตรวจออกไปตั้งกลางแจ้ง บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองบูเก๊ะซามี ถัดจากชุมชนออกไป
อ่านประกอบ : ผ่าน 20 วันบูเก๊ะซามี จุดตรวจกลางชุมชนถูกโจมตีได้อย่างไร?
ล่าสุด “ทีมข่าวอิศรา” ลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อสำรวจเส้นทางการหลบหนีของกลุ่มคนร้าย เพื่อพิสูจน์ว่า ทีมผู้ก่อเหตุวางแผนปฏิบัติการมาเป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจว่าเจ้าหน้าที่ควานหาตัวผู้ก่อเหตุไม่ง่ายเลย
@@ ย้อนนาทีสังหาร

ย้อนกลับไปในห้วงเวลาปฏิบัติการโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามีอย่างอุกอาจของกลุ่มคนร้าย ซึ่งตำรวจได้ภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด พบว่าคนร้ายทั้งหมดเป็นชาย แต่งชุดดำคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน พร้อมอาวุธครบมือ นั่งมาในท้ายกระบะของรถปิคอัพ โดยมีทีมมอเตอร์ไซค์เป็น scout หน้า และมีอีกชุดตามประกบหลัง
ขบวนรถแล่นจากตัวชุมชนตันหยงมัส ผ่านหน้ามัสยิดบูเก๊ะซามี ซึ่งเป็นปากทางเข้าโรงเรียนดารุสสลาม ถัดจากนั้นราวๆ 100 เมตร เป็นสามแยก ซึ่งหากตรงไปจะเป็น ต.บาโงสะโต ในเขต อ.ระแงะ เช่นกัน
แต่คนร้ายได้เลี้ยวขวา แล้วขับตรงไปประมาณ 300 เมตร มุ่งไปยังจุดตรวจบูเก๊ะซามีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารพราน 3 นาย ตั้งจุดตรวจจุดสกัด

เมื่อผ่านจุดตรวจ รถกระบะของคนร้ายได้ชะลอความเร็ว เพื่อให้กลุ่มชายชุดดำท้ายรถกระบะใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มใส่ทหารพรานที่จุดตรวจและที่อยู่ในบังเกอร์ ส่วนคนร้ายอีก 2 คนที่ขับรถมอเตอร์ไซค์ตามหลัง ได้จอดรถทำหน้าที่กวาดปืนระวังหลังให้ทีมคนร้ายในรถกระบะ
หลังจากทหารพรานถูกยิงจนล้มลง คนร้ายจึงได้ลงจากรถกระบะไปยิงซ้ำ จนมั่นใจว่าเสียชีวิตทั้ง 5 นาย จากนั้นได้รื้อค้นเอาอาวุธปืนของทหารพรานที่เสียชีวิต ก่อนวิ่งกลับขึ้นรถกระบะหลบหนีไป
@@ บึ่งรถ 5 กิโลฯ ทางสะดวกไร้ด่านสกัด

คนร้ายใช้เวลาปฏิบัติการไม่ถึง 2 นาที ก็ออกรถ ขับผ่านสะพานข้ามคลองบูเก๊ะซามี ซึ่งเป็นเส้นทางทุ่งไปยัง ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ โดยขับตรงไปประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อไปยังสามแยกทางเข้าหมู่บ้านกาหนั๊วะ
จากการสังเกตุของทีมข่าวที่ลงพื้นที่ พบว่า ตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร จากจุดเกิดเหตุจนถึงสามแยกเข้าหมู่บ้านกาหนั๊วะ ไม่มีด่านตรวจหรือจุดสกัดของเจ้าหน้าที่เลยแม้แต่จุดเดียว จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มคนร้ายเคลื่อนย้ายหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงสามแยก คนร้ายเลี้ยวขวา ขับตรงไปผ่านหมู่บ้านบ้านกาหนั๊วะ แล้วขับต่อไปตามถนนอีก รวมๆ แล้วประมาณ 20 กิโลเมตร เข้าสู่พื้นที่ ต.ซากอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง อ.ระแงะ กับ อ.ศรีสาคร และเป็นจุดที่คนร้ายจอดรถ และจุดไฟเผารถกระบะที่ใช้ก่อเหตุทิ้ง เพื่อทำลายหลักฐาน

โดยตลอดเส้นทาง 20 กิโลเมตรหลังเลี้ยวเข้าหมู่บ้านกาหนั๊วะไปจนถึงจุดเผารถ สภาพถนนเป็นเส้นทางในหมู่บ้านที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก รายล้อมไปด้วยบ้านเรือนของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ติดๆ กัน
และที่สำคัญคือ ไม่มีด่านตรวจหรือจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ตลอดเส้นทางเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าทางโล่งตลอด
ประกอบกับเป็นช่วงเวลาเย็นใกล้ค่ำที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าบ้านพักผ่อนกันหมดแล้ว ทำให้เส้นทางสายนี้ค่อนข้างเปลี่ยวและไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เข้าทางกลุ่มคนร้ายในการใช้เป็นเส้นทางเร้นกายและเผารถทำลายหลักฐาน
@@ ทักษะแน่น ใช้อาวุธคล่อง

นอกเหนือจากประเด็นเส้นทางหลบหนีแล้ว จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงแสดงความเคลือบแคลงสงสัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากลักษณะและพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายมีความผิดแปลกไปจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบทั่วไป
ชาวบ้านหลายรายพูดตรงกันว่า ลักษณะการแต่งกายของกลุ่มคนร้ายมีความคล้ายคลึงกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะรูปร่างของคนที่นั่งบริเวณท้ายกระบะ ซึ่งมีลักษณะ “บึกบึน” ผิดแปลกจากแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่ทั่วไป
นอกจากนี้ ภาพข่าวขณะคนร้ายก่อเหตุ มีทักษะและท่วงท่าในการจับอาวุธปืนด้วยความกระชับ แม่นยำ และคล่องแคล่วสูง ราวกับเป็นคนที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ข้อสงสัยเหล่านี้เป็นโจทย์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะทีมสืบสวนและวิเคราะห์เหตุการณ์ ต้องระดมสมองกันหาคำตอบต่อไป
