
จุฬาราชมนตรีประกาศ “อีดิ้ลฟิตรี” ฮ.ศ.1447 ตรงกับวันเสาร์ที่จะถึงนี้ เหตุไม่มีผู้พบเห็นจันทร์เสี้ยวหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ขณะที่มติ ครม.กำหนด “รายอ” เป็นวันหยุดราชการในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ พี่น้องมุสลิมละหมาดตารอเวียะห์เป็นคืนสุดท้าย ก่อนเตรียมละหมาดรายอ และ “ซากาตฟิตเราะห์” ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เมื่อช่วงค่ำของวันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค.69 นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้ออกประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี กำหนดวันที่ 1 ของเดือนเซาวาล (วันอีดิ้ลฟิตรี ซึ่งหมายถึงวันที่ 1 ของเดือนต่อจากเดือนรอมฎอน) ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) 1447 ระบุว่า ตามที่ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนเซาวาล (วันอีดิ้ลฟิตรี) ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค.69 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้น ปรากฏว่า ในวันและเวลาดังกล่าวไม่มีผู้ยืนยันการพบเห็นดวงจันทร์เสี้ยว
จุฬาราชมนตรี จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ให้วันเสาร์ที่ 21 มี.ค.69 เป็นวันที่ 1 ของเดือนเซาวาล และเป็นวันอีดิ้ลฟิตรี ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447
สำหรับการกำหนดวันดังกล่าว ส่งผลให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนมาตลอดทั้งเดือน จะสิ้นสุดการถือศีลอดและร่วมปฏิบัติศาสนกิจละหมาดวันอีดิ้ลฟิตรี รวมถึงเฉลิมฉลองในโอกาสสิ้นสุดเดือนรอมฎอน ในวันเสาร์ที่ 21 มี.ค.นี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
ส่วนที่อาคารหอชมดวงจันทร์ บนยอดเขาปาเร๊ะ ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งเป็นจุดสังเกตดูดวงจันทร์ที่สำคัญที่สุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีพี่น้องชาวไทยมุสลิมและตัวแทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์เป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก
ขณะที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้กำหนดให้วันอีดิ้ลฟิตรีเป็นวันหยุดราชการประจำปี 1 วัน ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จ.ยะลา จ.ปัตตานี จ.นราธิวาส จ.สตูล และ จ.สงขลา
ส่วนบรรยากาศทั่วไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในค่ำคืนก่อนถือศีลอดวันสุดท้าย ยังมีการละหมาดตารอเวียะห์อีก 1 คืน หลังจากนั้นในค่ำคืนของวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. ประชาชนจะเตรียมความพร้อมสำหรับการประกอบพิธีละหมาดอีดิ้ลฟิตรี ในช่วงเช้าวันเสาร์ ที่ 21 มี.ค.
โดยภารกิจสำคัญที่มุสลิมจะต้องปฏิบัติ คือ การจ่าย “ซากาตฟิตเราะห์” หรือ “ซากาตรายอ” ซึ่งเป็นทานบังคับในช่วงท้ายของเดือนรอมฎอน
โดยหลักการสำคัญของ “ซากาตฟิตเราะห์” คือ การชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ และเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ให้มีอาหารเพียงพอสำหรับวันเฉลิมฉลอง โดยหัวหน้าครอบครัวจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายแทนบุคคลในความดูแล
ทั้งนี้ตามหลักศาสนาให้จ่ายด้วยอาหารหลัก (ข้าวสาร) ปริมาณประมาณ 2.7 - 3 กิโลกรัมต่อคน หรือจ่ายเป็นเงินสดตามที่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกำหนด ซึ่งในปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 บาทต่อคน
