
เริ่มต้นแล้วสำหรับเดือนอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิม กับวันแรกของเดือนรอมฎอน หรือ เดือนแห่งการถือศีลอด ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447
เป็นไปตามที่สำนักจุฬาราชมนตรีประกาศให้วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ.69 เป็นต้นไป เพื่อให้พี่น้องชาวมุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาโดยเคร่งครัด ด้วยการถือศีลอด งดรับประทานอาหาร น้ำดื่ม ทุกชนิด ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ตลอด 1 เดือนเต็ม
“เดือนรอมฎอน” เป็นเดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลาม และเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลาม ถือเป็นช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมทั่วโลกจะต้องปฏิบัติศาสนกิจด้วยความเคร่งครัดมากขึ้น โดยเฉพาะการถือศีลอด หนึ่งในหลักปฏิบัติ 5 ประการของอิสลาม
หัวใจสำคัญของเดือนรอมฎอน นอกจากจะเป็นการทดสอบร่างกายผ่านการอดอาหารและน้ำ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนลับขอบฟ้าแล้ว “เดือนรอมฎอน” ยังเป็นเดือนแห่งการขัดเกลาจิตใจ ละเว้นอบายมุข และเป็นช่วงเวลาที่คัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมา เพื่อให้มุสลิมได้ใช้สติ ยับยั้งชั่งใจ และเข้าถึงหลักธรรมคำสอนเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข
@@ ตลาดเก่ายะลาคึกคัก มุสลิมแห่ซื้ออาหารละศีลอด

บรรยากาศวันแรกของเดือนรอมฎอน (19 ก.พ.) เริ่มต้นขึ้นอย่างมีสีสัน โดยเฉพาะที่ “ย่านตลาดเก่า” แหล่งรวมอาหารแหล่งใหญ่ที่กลับมาคึกคักและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยผู้คนที่เดินทางออกมาจับจ่ายซื้อของกินเตรียมเปิดปอซอกันอย่างหนาแน่น ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีเม็ดเงินสะพัดมากเป็นพิเศษตั้งแต่วันแรกของเทศกาลถือศีลอด
โดยตลอดแนวถนนสิโรรส 1 ยาวไปจนถึงหน้ามัสยิดกลางยะลา ริมถนนถูกจับจองพื้นที่โดยพ่อค้าแม่ค้าที่นำเมนูเด็ดมาวางขายกันแบบจัดเต็ม ทั้งไก่กอและร้อนๆ มะตะบะเนื้อนุ่ม โรตี

อาหารที่ขายดีอย่างมากเห็นจะเป็น “แกงถุงสำเร็จรูป” เพราะตอบโจทย์ความสะดวก รวดเร็ว ของคนวัยทำงานและครอบครัวยุคใหม่ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หลายร้านมีลูกค้าเข้าคิวรอกันยาวเหยียด
ไม่ใช่แค่ของคาวเท่านั้น เครื่องดื่มอย่างน้ำอ้อยคั้นสด น้ำชา กาแฟ และน้ำหวานหลากสีสันก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เพราะช่วยเติมความสดชื่นหลังจากการถือศีลอดมาตลอดทั้งวัน ทำให้บรรยากาศการค้าขายมีสีสันและคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา 10 นาย ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
@@ ตำรวจนราฯ ตั้งด่าน “ปันสุข” แจกอินทผลัม 1,447 กล่อง

ส่วนในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.เมืองนราธิวาส พ.ต.อ.ปรัชญา ไบเตะ ผู้กำกับการ สภ.เมืองนราธิวาส พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และคณะกรรมการ กต.ตร. ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเซอร์ไพรส์ผู้ใช้รถใช้ถนน ด้วยการมอบอินทผลัมจำนวน 1,447 กล่อง (ตามปีฮิจเราะห์ศักราช) ให้กับประชาชนทั้งชาวไทยมุสลิมและไทยพุทธที่สัญจรไปมา สร้างความปลาบปลื้มใจและรอยยิ้มให้กับผู้รับเป็นอย่างมาก
พ.ต.อ.ปรัชญา กล่าวว่า เดือนรอมฎอนถือเป็นเดือนอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิม ทางสถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาสจึงตั้งใจมีส่วนร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดี พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย โดยมีการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดตลอด 24 ชั่วโมง บนเส้นทางเข้า–ออกเขตเทศบาล รวมถึงจัดกำลังสายตรวจและตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยเฉพาะช่วงเวลาเย็นและช่วงกลางคืนที่ประชาชนเดินทางไปละหมาดที่มัสยิด

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1. ด้านบริการประชาชน: จัดกำลังตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกในช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนออกมาจับจ่ายซื้ออาหารละศีลอดจำนวนมาก เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด
2. ด้านความมั่นคง: มีการซีลพื้นที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัดถาวร 24 ชั่วโมงก่อนเข้าเมือง และกระจายกำลังสายตรวจเดินเท้าและรถจักรยานยนต์ทั่วเขตเทศบาล ร่วมกับภาคประชาชน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการก่อเหตุไม่สงบอย่างเข้มงวดตลอดทั้งเดือน
“ในเดือนที่เต็มไปด้วยความศรัทธานี้ ผมขอให้พี่น้องมุสลิมมีความง่ายในการประกอบศาสนกิจ และขอให้คุณงามความดีที่ทุกท่านปฏิบัติได้รับผลตอบรับที่ดีจากพระผู้เป็นเจ้า”
@@ ห้ามซื้อ-ขาย-จุด “พลุ-ประทัด” ฝ่าฝืนคุก 2 ปี

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ออกประกาศขอความร่วมมือและบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อให้การประกอบศาสนกิจในเดือนรอมฎอนเป็นไปอย่างราบรื่นและสงบเรียบร้อย จึงได้กำหนดข้อห้ามสำคัญ
ห้ามมิให้ผู้ใด ซื้อ ขาย ใช้ หรือครอบครอง ดอกไม้เพลิง ประทัด และสิ่งเทียมที่ทำให้เกิดเสียงดังทุกชนิด ตลอดห้วงเดือนรอมฎอน จนสิ้นสุดการเฉลิมฉลองวันรายอ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ, นาทวี, เทพา และสะบ้าย้อย)
การออกประกาศดังกล่าว มีสถานะทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายทันที ซึ่งผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากเพื่อความปลอดภัยและป้องกันการสับสนกับสถานการณ์ความไม่สงบแล้ว ยังมุ่งเน้นส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนได้เข้าสู่ “เดือนแห่งการเพิ่มพูนความดี” อย่างแท้จริง ทำให้เสียงอาซานและเสียงสวดมนต์ได้ดังก้องโดยไม่มีเสียงประทัดรบกวน
จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาเด็กและเยาวชนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเล่นประทัดยักษ์ในช่วงเดือนรอมฎอน มักเกิดขึ้นเป็นประจำ การออกประกาศในปีนี้จึงถือเป็นการป้องปรามเพื่อสวัสดิภาพของคนในพื้นที่โดยตรง
