
ถึงนาทีนี้ ชัดเจนแล้วว่า ถ้ากลุ่มผู้ต้องหาทีมฆ่า สส.กมลศักดิ์ ไม่ได้โกหก พวกเขากำลังจะเล่นบท “รับไว้เอง” โดยยืนยันว่าคิด วางแผน และปฏิบัติการสังหาร สส.กมลศักดิ์ กันเอง เพราะไม่พอใจบทบาทการทำหน้าที่ของ สส.รายนี้
สาเหตุน่าจะเป็นเพราะ สส.กมลศักดิ์ มีอีกสถานะหนึ่ง คือเป็น “ทนายมุสลิม” ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ช่วยกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ และประชาชนที่เดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ มีคดีความกับหน่วยงานรัฐหลายคดี
โดยคำให้การขณะนี้อ้างว่าไม่ได้มีใครจ้างวาน หรือบงการแต่อย่างใด!!!
ส่วน นายสมพร ลังเดช ในฐานะที่ถูกซัดทอดว่าเป็น “คนรับงาน” จะหาเงินมาจ้างมือปืนเอง ด้วยการเลือก “อดีตทหารเรือสีเดียวกัน” มาจัดการ สส.กมลศักดิ์ ก็ต้องรอฟังคำให้การของ นายสมพร ทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นศาล โดย เรือเอกวิโรจน์ อ้างย้ำว่าไม่มีผู้สั่งการเหนือนายสมพร
แต่จากข้อมูลที่ “ทีมข่าวอิศรา” รวบรวมได้ เมื่อนำไปปะติดปะต่อกับข้อมูลในพื้นที่ และ “ทีมติดตามคดีของพรรคประชาชาติ” จะพบว่า ความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์นี้จะมี “ผู้บงการ” มีมากกว่า “คิดทำกันเอง”
สอดคล้องกับที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดข้อมูลทาง “รายการเนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ทางเนชั่นทีวี ว่ามีการสั่งการกันมาเป็นทอดๆ ไม่ได้ตัดสินใจเองจากทีมฆ่า
โดย “ทีมข่าว” เสนอ 4 ทฤษฎี มาอธิบายเรื่องนี้คือ
ทฤษฎีที่ 1 ได้จากข้อมูลคำรับสารภาพในช่วงแรกของผู้ต้องหาอย่างน้อย 2 ราย คือ นายอลาวี อาแว โชเฟอร์ กับ นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่รถ
- หลังยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์แล้ว มือปืนโทรหาบุคคลลึกลับคนหนึ่ง
- มือยิงแจ้งให้ “ใครคนนั้น” ช่วยประสานหรือสั่งการว่า “อีก 5 นาทีค่อยตั้งด่าน” ความหมายคือ ให้เวลาพวกตนได้หนีก่อน
คำถามคือ...
- ใครสั่งตั้งด่านได้
- อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยใด ใช่นาวิกโยธินภาคใต้ กองทัพเรือ หรือไม่
- ปัจจุบันหน่วยงานนั้นได้ตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้หรือยัง
- ตำรวจได้สอบ “บุคคลปลายสาย” หรือยัง หรือว่าคนๆ นี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้ว
ทฤษฎีที่ 2 ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่ ให้น้ำหนักไปที่ขบวนการค้ายาเสพติด
- โยงคดีจับไอซ์ล็อตใหญ่ที่สุดในภาคใต้ 900 กิโลกรัม เมื่อกลางเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
- จับที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นข่าวใหญ่ และพรรคประชาชาติเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากขณะนั้น พ.ต.อ.ทวี เป็น รมว.ยุติธรรม กำกับดูแลสำนักงาน ป.ป.ส.
- พื้นที่ตากใบเคยมีย้ายตำรวจระดับผู้กำกับ ถูกกล่าวหารุนแรงเกี่ยวกับคดีนี้ และพฤติกรรมส่วนตัวเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ย้ายไปไม่นานก็ได้ย้ายกลับที่เดิม สะท้อนว่าเป็น “สายแข็ง” ขนาดไหน และอิทธิพลในพื้นที่สูงระดับใด
- การที่พรรคประชาชาติเคลื่อนแรงในเรื่องนี้ ไปเหยียบตาปลาใคร หรือทำให้ใครหัวคะมำ เสียผลประโยชน์ล็อตมหาศาลหรือไม่ จึงทำให้เกิดความแค้น
ทฤษฎีที่ 3 ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวอีกแหล่งหนึ่ง ให้น้ำหนักไปที่ความขัดแย้งทางการเมือง เพราะเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาไม่นาน และ สส.กมลศักดิ์ แหวกม่านสีเทาเข้ามาได้อย่างเหลือเชื่อ เป็นพรรคประชาชาติหนึ่งเดียวของ สส. 5 ที่นั่งในนราธิวาส
- มีการหักกันทางการเมืองหรือไม่
- ในพื้นที่ลือกันมาก่อนหน้านี้แล้วเกี่ยวกับตัวเลข 20 ล้าน สะท้อนถึงการใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งช่วงเลือกตั้ง
- มีการปล่อยข่าวเกี่ยวข้องกับเงินก้อนนี้ว่ามีการหักหลังกัน
- ข่าวบางกระแสอ้างว่า สส.ประชาชาติ เป็นตัวขวางแผนการยึดการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นแบบยกจังหวัด ของใครบางคน ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่บางคนไม่พอใจ
4.ทฤษฎี “ไฮบริด” คือ ผสมผสานทั้งทฤษฎีที่ 2 กับทฤษฎีที่ 3
- คนกลางที่ประสานรับงาน คือ “คนสั่งเปิดด่าน - ตั้งด่านได้” ในพื้นที่เกิดเหตุ
- ใช้ทีมงานที่ “คุ้นเคยกัน” ทั้งหลังบ้าน หน้าบ้าน
- “คนกลาง” คนนี้รู้จักทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายผู้มีอิทธิพล
ข้อสังเกต คือ...
- เป็นไปได้หรือไม่ที่ ฝ่ายการเมือง กับฝ่ายค้ายา เป็นพวกเดียวกัน หรือแม้แต่เป็น “คนเดียวกัน”
- การที่เครือข่ายยาเสพติดเฟื่องฟู ต้องมีขบวนการจ่ายส่วยขนานใหญ่
(พื้นที่นราธิวาส อำเภอสุไหงโก-ลก เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2550 เคยพบเงินสดๆ ซุกท่อพีวีซี 30 ล้าน เป็นเงินค้ายาของเครือข่าย นายมะยากี ยะโก๊ะ เป็นข่าวครึกโครม)
อ่านประกอบ : เปิดรายงานฝ่ายความมั่นคง (1) แฉเส้นทางลำเลียงยาเสพติดชายแดนใต้
- มีข่าวอื้อฉาวซื้อขายตำแหน่ง โดยเฉพาะพื้นที่ทำเลทองติดชายแดน บางคนโดนย้ายไป ยังย้ายกลับได้
- “บิ๊กมีสีที่เกี่ยวกับการทำคดี” หลายคนมีแผล เพราะรับส่วย จึงต้องแอบช่วย “บิ๊กผู้บงการ” เพราะฝ่ายที่บงการก็มีหลักฐานย้อนศรถึง “บิ๊กมีสี” ได้ทั้งหมด เป็น “บัญชีส่วย” พร้อมเปิดโปง
งานนี้หากไม่มีแรงกดดันจากสังคม ก็คงจะจบแบบ “ตัดตอนแค่ 5 ผู้ต้องหา” อย่างแน่นอน!
