
“...ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่นฯ) ซึ่งเป็นเอกชนผู้ลงมือปฏิบัติงานแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) ในฐานะผู้รับจ้างตามสัญญาทางปกครองและปฏิบัติงานภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบำรุงทางน้ำดูแลรักษาที่สาธารณะ รวมทั้งควบคุมการก่อสร้างฯ... จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ ผู้ที่จะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิด จึงได้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐ...”
.................................
เป็นอีกคดีที่น่าสนใจ
เมื่อ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ที่ อผ. 113/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อผ. 59/2568 ระหว่าง นาย พ. (ผู้ฟ้องคดี) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับพวก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4) เกี่ยวกับคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดของหน่วยงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย
โดยคดีนี้ นาย พ. ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ในเขตบึงกุ่ม กทม. ได้ยื่นฟ้อง กทม. กับพวก กรณี กทม. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ว่าจ้างบริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) ดาดท้องคลอง ลำรางทางกระบือ ตอน 1 และตอน 2 จากคลองชวดด้วนถึงคลองบางขวด
แต่ปรากฏว่าแรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็มหรือการก่อสร้างโครงการดังกล่าว ทำให้บ้านหรือทรัพย์สินของนาย พ. (ผู้ฟ้องคดี) ได้รับความเสียหาย นาย พ. จึงทำหนังสือถึงผู้อำนวยการเขตบึงกุ่ม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ให้แก้ไขความเสียหายทรัพย์สินของนาย พ. ให้มีสภาพดังเดิม
ต่อมา ผู้อำนวยการเขตบึงกุ่ม ทำหนังสือถึง นาย พ. แจ้งว่า ได้มีหนังสือแจ้งให้ บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) เข้าซ่อมแซมแก้ไขความเสียหาย และต่อมา บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้าสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของ นาย พ. แล้ว แต่ไม่อาจตกลงกันได้
นาย พ. (ผู้ฟ้องคดี) จึงทำหนังสือถึง กทม. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ให้รับผิดชดใช้ความเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจาก นาย พ. เห็นว่า แม้ว่า กทม. จะมิได้ทำการละเมิดกับ นาย พ. โดยตรง
แต่เนื่องจากตามสัญญาจ้างเลขที่ 16/2557 ลงวันที 10 ก.ค.2567 ข้อ 13 และข้อ 15 กำหนดให้ กทม. มีอำนาจตรวจสอบและควบคุมการทำงานของผู้รับจ้างให้เป็นไปตามสัญญา
ดังนั้น กทม.จึงต้องรับผิดร่วมกับผู้รับจ้างตามมาตรา 420 และมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ต่อมา กทม. ได้ให้ บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กฯ ร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2558 และเข้าตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่จริงเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2558 แต่ไม่สามารถตกลงรายการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายได้
นาย พ. (ผู้ฟ้องคดี) จึงทำหนังสือเร่งรัดให้ กทม. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เข้าดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ นาย พ. ซึ่ง กทม. ได้ทำหนังสือแจ้งบริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) เข้าดำเนินการซ่อมแซมหรือชดใช้ค่าเสียหาย แต่ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
นาย พ. (ผู้ฟ้องคดี) เห็นว่า กทม. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง โดยขอให้ศาลฯ มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ กทม. ดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินของ นาย พ.ให้กลับสู่สภาพเดิม หรือหากไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้นาย พ. เป็นเงิน 150,691 บาท พร้อมดอกเบี้ย
กระทั่งต่อมา ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นพิพากษาให้ กทม. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ นาย พ. เป็นเงินจำนวน 57,035 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ กทม. ชำระค่าสินไหมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ดังนี้
@'กทม.-ผู้รับเหมา'ยอมรับถึง'ความเสียหาย'ต้องชดใช้สินไหมฯ
คดีหมายเลขดำ ที่ อผ. 113/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อผ. 59/2568
นาย พ. (ผู้ฟ้องคดี)
กรุงเทพมหานคร (กทม.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ,ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ,ผู้อำนวยการเขตบึงกุ่ม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) และบริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4)
เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดของหน่วยงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่นฯ) จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ...เมื่อผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนในคำฟ้องและคำอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่นฯ) ตามสัญญาจ้างที่ได้ทำไว้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.)
โดยแรงสั่นสะเทือนตอกเสาเข็มและในการก่อสร้างเขื่อน ทำให้บ้าน กำแพงรั้ว และทรัพย์สินของบ้านผู้ฟ้องคดี ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองและติดกับโครงการสร้างเขื่อนดังกล่าว ได้รับความเสียหายบางส่วนคิดเป็นเงินจำนวน 150,691 บาท
ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) จึงมีหน้าที่เสนอพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นถึงความเสียหายที่คิดเป็นจำนวนเงินดังกล่าว ตามข้อ 64 วรรคหนึ่งแห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543
เมื่อผู้ฟ้องคดี เสนอพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้อง แต่เพียงใบประเมินราคาซ่อมแซมความเสียหายที่จัดทำโดยนาย ส. ซึ่งระบุรายการค่าเสียหายจำนวน 11 รายการ ได้แก่ (1) กำแพงเอียงไม่ตั้งฉาก แตกเสียหาย 6 ช่อง ยาว 21 เมตร
การซ่อมแซมแบ่งเป็น รื้อถอนกำแพง เสา ทับหลัง เหลือคานคอดินไว้ และขนย้ายเศษวัสดุทิ้ง ตารางเมตรละ 1,000 บาท เป็นเงินจำนวน 21,000 บาท และก่อกำแพงอิฐบล็อกสูง 2.1 เมตรตามแนวเดิม ฉาบเสา ทับหลัง ฉาบหน้าผิวกำแพง ทาสี ตารางเมตรละ 2,000 บาท เป็นเงินจำนวน 42,000 บาท
(2) พื้นจอดรถแตกเสียหายพื้นที่ 31.68 ตารางเมตร ค่ารื้อพื้นที่แตกออกและขนย้ายเศษวัสดุทิ้ง ตารางเมตรละ 500 บาท เป็นเงินจำนวน 15,840 บาท และเทพื้นปูนหนา 20 เซนติเมตร ผูกเหล็กกลมหนา 4 หุน ห่างทุก 20 เซนติเมตร ตารางเมตรละ 1,2000 บาท เป็นเงินจำนวน 34,016 บาท
(3) ผนังบ้านภายนอกเกิดรอยร้าว ขนาดสูง 2.7 เมตร ยาว 7 เมตร ต้องสกัด กรีดผิว โป๊วฉาบซ่อมรอยแตกร้าวและทาสี ตารางเมตรละ 150 บาท เป็นเงินจำนวน 2,835 บาท (4) เสาบ้านแตกร้าว จำนวน 6 ต้น ต้องสกัด กรีดผิว โป๊วฉาบซ่อมรอยแตกร้าวและทาสี ราคาต้นละ 700 บาท เป็นเงินจำนวน 4,200 บาท
(5) ฝ้าเพดานหลังบ้านแตก ฉีก ต้องทำการโป๊วฉาบซ่อมรอยแตกร้าวและทาสี เหมารวมเป็นเงินจำนวน 2,500 บาท (6) พื้นหลังบ้านแยกออกเป็นร่องจากกำแพง ต้องยาแนวปิดร่องเป็นเงินจำนวน 500 บาท (7) กำแพงรั้วหน้าบ้าน (ใกล้ลำราง) สูง 1.45 เมตร ยาว 150 เมตร ทุบสกัดส่วนที่แตกเสียหายออก และก่อกำแพงอิฐ เสริมเอ็นทับหลัง ฉาบผิวหน้าและหลังกำแพง ทาสี คิดเหมารวมเป็นเงินจำนวน 4,800 บาท
(8) กำแพงรั้วหลังบ้าน (ใกล้ลำราง) สูง 1.45 เมตร ยาว 1.85 เมตร ทุบสกัดส่วนที่แตกเสียหายออก และก่อกำแพงอิฐ เสริมเอ็นทับหลัง ฉาบผิวหน้าและหลังกำแพง ทาสี คิดเหมารวม เป็นเงินจำนวน 6,000 บาท (9) กำแพงรั้วหลังบ้าน (ใกล้ลานซักล้าง) ทุบสกัดส่วนที่แตกออก และก่อกำแพงอิฐ เสริมเอ็นทับหลัง ฉาบผิวหน้าและหลังกำแพง ทาสี คิดเหมารวมเป็นเงินจำนวน 4,000 บาท
(10) ผนังบ้านภายในเกิดรอยร้าว 6 จุด ขนาดสูง 2.5 เมตร ยาว 7 เมตร ต้องสกัด กรีดผิว โป๊วฉาบซ่อมรอยแตกร้าวและทาสี คิดเหมารวมเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท (11) รั้วเหล็กแหลมบนกำแพงติดลำราง ตัดส่วนที่เสียหายออก เชื่อมเหล็กแหลมใหม่เป็นแนวยาว 80 เซนติเมตร และดัดส่วนที่ล้มเอียงให้ตั้งตรงได้ฉาก และซ่อมสี คิดเหมารวมเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท
จากการประเมินราคาซ่อมแซมความเสียหายจำนวน 11 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 205,869 นั้น มีเพียงรายการความเสียหายที่จะต้องซ่อมแซมและราคาเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดของรายการที่ซ่อมแซม
เห็นว่า การเสนอพยานหลักฐานต่อศาลของผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ที่เป็นเอกสารแสดงการประเมินราคาซ่อมแซมความเสียหายบ้านของผู้ฟ้องคดีที่จัดทำโดยนาย ส. ดังกล่าว มิได้เป็นการเสนอพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อให้ศาลเชื่อได้ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดในการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง
แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยอมรับถึงความเสียหายบางส่วนที่เกิดขึ้นกับผู้ฟ้องคดี ศาลจึงสามารถวินิจฉัยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดได้ตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
@ศาลฯวินิจฉัย'ค่าเสียหาย'ตามข้อเท็จจริง-แยกชัด 11 'รายการ'
เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายบริเวณอาคารและสิ่งปลูกสร้างของผู้ฟ้องคดี ที่ผู้ฟ้องคดีได้เสนอต่อศาลปกครองชั้นต้นแนบท้ายคำฟ้องแล้ว
เห็นว่า อาคารและสิ่งปลูกสร้างของผู้ฟ้องคดีได้เกิดความชำรุดเสียหายและแตกร้าวเป็นอย่างมาก และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่นฯ) มิได้โต้แย้ง ถึงภาพถ่ายดังกล่าวในศาลปกครองชั้นต้นว่า มิใช่อาคารและสิ่งปลูกสร้างของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นภาพถ่ายที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) สมควรได้รับค่าสินไหมทดแทนตามรายการความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี เพื่อเป็นการแก้ไขเยียวยา ให้บ้านหรือทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดกลับสู่สภาพเดิมให้มากที่สุด
โดยที่คู่กรณีไม่ได้อุทธรณ์ ความเสียหายรายการที่ 3 ผนังด้านนอกแตกร้าว ผู้ฟ้องคดี ขอค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,835 บาท รายการที่ 4 เสาบ้านแตกร้าว 6 ต้น ผู้ฟ้องคดีขอค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 4,200 บาท รายการที่ 5 ฝ้าเพดานหลังบ้านแตกฉีก ผู้ฟ้องคดีขอค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,500 บาท และรายการที่ 6 พื้นคอนกรีตหลังบ้านแยกเป็นร่องออกจากผนังกำแพง ผู้ฟ้องคดีขอค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 500 บาท
ซึ่งความเสียหายตามรายการที่ 3 ถึงรายการที่ 6 รวมเป็นเงินจำนวน 10,035 บาท ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินดีชดใช้ให้ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี และศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาให้ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีและไม่มีคู่กรณีฝ่ายใดอุทธรณ์
ข้อเท็จจริงในส่วนของความเสียหายตามรายการที่ 3 ถึงรายการที่ 6 จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) จึงได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายรายการที่ 3 ถึงรายการที่ 6 ตามจำนวนเงินดังกล่าว
สำหรับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินรายการอื่นของผู้ฟ้องคดีพิจารณาแล้ว
เห็นว่า รายการที่ 1 กำแพงเอียงไม่ตั้งฉาก แตกเสียหาย 6 ช่อง ยาว 21 เมตร ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้สร้างใหม่เป็นเงินจำนวน 42,000 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินดีชดใช้เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท
เห็นว่า ความเสียหายที่เกิดกับกำแพงรั้วเอียงสามารถซ่อมแซมได้ โดยดึงแนวกำแพงให้ตั้งตรงและซ่อมแซมส่วนที่แตกร้าว สมควรให้มีการซ่อมแซมความเสียหายตามที่เกิดขึ้นจริง
การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 15,000 บาท ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากในปัจจุบันค่าจ้างแรงงาน และวัสดุก่อสร้างได้มีการปรับราคาสูงขึ้น จึงให้ผู้ฟ้องคดีได้รับการชดใช้ตามสมควรแก่กรณีเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท
รายการที่ 2 พื้นคอนกรีตที่จอดรถแตกร้าวเสียหายเป็นพื้นที่ 31.68 ตารางเมตร ผู้ฟ้องคดีขอให้ทุบรื้อของเก่าและเทพื้นทำใหม่เป็นเงินจำนวน 38,016 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่ยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย
เห็นว่า แม้การแตกร้าวที่เกิดจากการทรุดตัวของพื้นดินใต้ลานจอดรถจะมีอยู่ก่อนการก่อสร้างก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกันระหว่างมีการสร้างเขื่อนกับไม่มีการสร้างเขื่อน เห็นได้ว่า การแตกร้าวจากการทรุดตัวของดินก่อนการก่อสร้างเขื่อน ย่อมมีน้อยกว่าการแตกร้าวภายหลังการก่อสร้างเขื่อน
เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็มและการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ทำให้พื้นดินที่ทรุดตัวอยู่ก่อนได้รับความเสียหายมากขึ้น พื้นมีรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นใหม่
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 อ้างว่า บ้านหลังอื่นภายในหมู่บ้านเดียวกันที่อยู่ห่างจากจุดก่อสร้าง และไม่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างพบการแตกร้าวของพื้นคอนกรีตจากการที่พื้นดินทรุดตัวในลักษณะเดียวกันก็ตาม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่มีการแสดงพยานหลักฐานหักล้างถึงความแตกต่างของรอยแตกร้าวดังกล่าวกับของผู้ฟ้องคดี
นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ผู้อำนวยการเขตบึงกุ่ม ได้มีหนังสือ ที่ กท 6703/2262 ลงวันที่ 23 มี.ค.2558 แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่นฯ) ให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่สมาชิกของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร อารียา ชบา นวลจันทร์ ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. ดาดท้องคลองฯ
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีหนังสือลงวันที่ 31 ส.ค.2558 แจ้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตบึงกุ่มว่า ได้ทำการประเมินและซ่อมแซมในบางส่วนให้แก่เจ้าของบ้านในหมู่บ้านดังกล่าว จำนวน 21 หลัง ซึ่งมีบ้านของผู้ฟ้องคดีรวมอยู่ด้วย
อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า การก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. ดาดท้องคลองฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวเป็นวงกว้าง และในการซ่อมแซมกำแพงรั้ว ผนังบ้าน พื้นคอนกรีต และสิ่งก่อสร้างอื่นที่เป็นคอนกรีต นั้น
การซ่อมแซมบางรายการไม่สามารถทุบสกัดซ่อมแซมเฉพาะส่วนที่มีการแตกร้าวได้ เพราะปูนคอนกรีตเดิมกับปูนคอนกรีตใหม่ไม่ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน การซ่อมแซมให้สิ่งก่อสร้างที่เป็นคอนกรีตกลับมาเป็นสภาพเดิมจะต้องซื้อคอนกรีตเดิมออกแล้วก่อสร้างใหม่
ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมปรับปรุงในกรณีนี้ จึงมีค่าใช้จ่ายหลายส่วน ทั้งการปรับและเตรียมพื้นที่เพื่อการซ่อมแซม และการเทคอนกรีตที่มีความหนาเหมาะสมในการรองรับน้ำหนักในการใช้งาน การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 5,000 บาท จึงยังไม่เหมาะสม ดังนั้น จึงให้ผู้ฟ้องคดีได้รับการชดใช้ตามสมควรแก่กรณี เป็นเงินจำนวน 15,000 บาท
รายการที่ 7 กำแพงรั้วหน้าบ้าน (ใกล้สำราง) สูง 1.45 เมตร ยาว 150 เมตร ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้ซ่อมแซมโดยทุบสกัดส่วนที่แตกเสียหายออก และก่อกำแพงอิฐ เสริมเอ็นทับหลัง ฉาบผิวหน้าและหลังกำแพง ทาสี เป็นเงินจำนวน 4,800 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท
เห็นว่า จำนวนเงินที่ผู้ฟ้องคดีเรียกสูงเกินไป จำนวนเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินยอมชดใช้ให้เป็นจำนวนที่เหมาะสมกับการซ่อมแซมความเสียหายตามควรแก่กรณีแล้ว การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน 2,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว
รายการที่ 8 กำแพงรั้วหลังบ้าน (ใกล้ลำราง) สูง 1.45 เมตร ยาว 1.85 เมตร ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้ซ่อมแซมโดยทุบสกัดส่วนที่แตกออก และก่อกำแพงอิฐ เสริมเอ็นทับหลัง ฉาบผิวหน้าและหลังกำแพง ทาสี ขอให้ชดใช้เป็นเงินจำนวน 6,000 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท
เห็นว่า การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท ยังไม่เหมาะสมแล้ว จึงให้ผู้ฟ้องคดีได้รับการชดใช้ตามสมควรแก่กรณีเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท
รายการที่ 9 กำแพงรั้วหลังบ้าน (ใกล้ลานซักล้าง) ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้ซ่อมแซมโดยทุบสกัดส่วนที่แตกเสียหายออก และก่อกำแพงอิฐเสริมเอ็นทับหลัง ฉาบผิวหน้าและหลังกำแพง ทาสี เป็นเงินจำนวน 4,000 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,000 บาท
เห็นว่า จำนวนเงินที่ผู้ฟ้องคดีเรียกสูงเกินไป จำนวนเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินยอมชดใช้ให้เป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมกับการซ่อมแซมความเสียหาย ตามควรแก่กรณีแล้ว การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน 2,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว
รายการที่ 10 ผนังบ้านภายในเกิดรอยร้าว 6 จุด ขนาดสูง 2.5 เมตร ยาว 7 เมตร ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้ซ่อมแซมโดยสกัด กรีดผิว ทำการโป๊วฉาบซ่อมรอยแตกร้าวและทาสี เป็นเงินจำนวน 6,000 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท
การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท ยังไม่เหมาะสมแล้ว จึงให้ผู้ฟ้องคดีได้รับการชดใช้ตามสมควรแก่กรณีเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท
รายการที่ 11 รั้วเหล็กแหลมบนกำแพง ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องให้ซ่อมแซม โดยตัดส่วนที่เสียหายออก เชื่อมเหล็กแหลมใหม่เป็นแนวยาว 80 เซนติเมตร ดัดส่วนที่โค้งงอให้ตั้งตรง และทาสี เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท
เห็นว่า จำนวนเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดียินยอมชดใช้ให้เป็นจำนวนเงินที่ต่ำเกินไป ความเสียหายที่เกิดกับรั้วเหล็กแหลมบนกำแพงรั้วมีเหล็กแหลมบางซี่บิดงอผิดรูปไปจากเดิม สมควรให้มีการซ่อมแซมตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 1,500 บาท ยังไม่เหมาะสม ดังนั้น จึงให้ผู้ฟ้องคดีได้รับการชดใช้ตามสมควรแก่กรณีเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท
@ตีตกคำขอแต่งตั้ง'ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ'ด้านก่อสร้างฯ
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอในคำอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุดแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมด้านโครงสร้างมาประเมินค่าสินไหมทดแทนใหม่ให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น
เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ยื่นคำแถลงในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครอง ขอให้ศาลปกครองชั้นต้นแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมด้านโครงสร้างมาประเมินค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงครบถ้วนเพียงพอที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาได้ จึงไม่ได้ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี
ทั้งนี้ ข้อ 5 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 กำหนดว่า วิธีพิจารณาคดีปกครองเป็นวิธีพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
และระเบียบนี้ ข้อ 50 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ในการนี้ศาลอาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญ หรือพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานหลักฐานของคู่กรณีที่ปรากฏในคำฟ้อง คำให้การ คำคัดค้านให้การ หรือคำให้การเพิ่มเติม ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น ศาลอาจดำเนินการตามที่กำหนดในส่วนนี้
ข้อ 62 วรรคสาม กำหนดว่า บรรดาคำฟ้องเพิ่มเติม คำให้การ คำคัดค้านคำให้การ คำให้การเพิ่มเติม รวมทั้งพยานหลักฐานอื่นๆ ที่ยื่นต่อศาลหลังวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ให้ศาลรับไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดี และไม่ต้องส่งสำเนาให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้อง
ข้อ 101 วรรคสองกำหนดว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นคำอุทธรณ์นั้น ผู้อุทธรณ์จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในคำอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น แต่ถ้าปัญหาข้อใดเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ผู้อุทธรณ์จะยกปัญหาข้อนั้นขึ้นกล่าวในคำอุทธรณ์หรือในชั้นอุทธรณ์ก็ได้
การที่ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) ได้ยื่นคำแถลงในวันนั่งพิจารณาครั้งแรกของศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลแต่งตั้งพยานผู้เชี่ยวชาญย่อมเป็น การยื่นคำขอหลังวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วที่ศาลปกครองชั้นต้นไม่อาจมีคำสั่งตามคำขอดังกล่าวได้ และในชั้นอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดีจะต้องยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลปกครองชั้นต้นเท่านั้น
การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีพยานหลักฐานที่เป็นความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาของศาลปกครองขั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจมีคำขอในกรณีนี้ในชั้นอุทธรณ์ได้
@'กทม.'ผู้ว่าจ้างตามสัญญาฯต้องรับผิดชดใช้สินไหมฯ
สำหรับผู้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี นั้น
เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (บริษัท สุรีรัตน์ คอนสตรัคชั่นฯ) ซึ่งเป็นเอกชนผู้ลงมือปฏิบัติงานแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) ในฐานะผู้รับจ้างตามสัญญาทางปกครองและปฏิบัติงานภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบำรุงทางน้ำดูแลรักษาที่สาธารณะ
รวมทั้งควบคุมการก่อสร้างตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) (10) (27) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ประกอบมาตรา 56 (7) แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในคดีนี้
ผู้ที่จะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิด จึงได้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ย่อมผูกพันต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามสัญญาทางปกครองที่ได้ให้ไว้ ซึ่งถึงแม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องรับผิดร่วมกันหรือแทนกันหรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลปกครองสูงสุดยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามข้อ 92 ประกอบข้อ 116 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543
ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี รวมทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวน 57,035 บาท (2,835+4,200+2,500+500+15,000+20,000+2,000+3,000+2,000+3,000+2,000) เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินให้กลับสู่สภาพเดิม
การที่ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) อ้างในคำอุทธรณ์ว่าค่าสินไหมทดแทนที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดให้จำนวน 39,535 บาท น้อยเกินไป นั้น จึงฟังขึ้นบางส่วน
เมื่อศาลได้วินิจฉัยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กทม.) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี (นาย พ.) เป็นเงินจำนวน 57,035 บาท เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมแซมทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีให้กลับสู่สภาพเดิมตามคำขอท้ายฟ้อง
@สั่ง'กทม.'ชดใช้สินไหมฯให้ผู้เสียหาย 5.7 หมื่นบาทพร้อมดบ.
สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทน นั้น มาตรา 206 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด และมาตรา224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดกรณีพิพาท บัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี
ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ทำละเมิดตามมาตรา 206 ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จตามที่ขอ
และโดยที่ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2564 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา 7 วรรคหนึ่ง “ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี”
วรรคสอง “อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณา ทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์”
มาตรา 4 บัญญัติว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา 224 วรรคหนึ่ง “หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 2 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...”
มาตรา 6 บัญญัติว่า บทบัญญัติตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
และมาตรา 7 บัญญัติว่า บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดตามที่มีคำขอนับแต่วันฟ้อง คือ วันที่ 26 ก.พ.2559 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหาย และดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหาย
“การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน 39,535 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามส่วนของการชนะคดี นั้น
ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 57,035 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564
และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
ทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองชั้นศาลตามส่วนของการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดี”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา