
“…พรรคภูมิใจไทย ‘ชิงธงนำ’ เปิดฉากยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อ ‘ประธานรัฐสภา’ เป็น ‘พรรคแรก’ โดยเสนอ ‘ผ่าทางตัน’ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ด้วยสูตร ‘ผู้สมัครรับเลือก’ สสร. โดยให้ยื่นใบสมัครต่อ ‘กกต.’ ให้จัดทำ ‘บัญชีรายชื่อ’ โดยแยกเป็นรายชื่อแต่ละจังหวัดและตาม ‘กลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์’ ส่งให้ประธานรัฐสภา เลือก สสร. ให้เหลือ 100 คน แบ่งออกเป็น 77 คน ที่เป็นตัวแทนจังหวัด/จังหวัดละ 1 คน และ 23 คน มาจาก ‘ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์’ ในแต่ละด้าน (กฎหมายมหาชน 7 คน รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน การเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน) ให้มี ‘บัญชีรายชื่อสำรอง’ อีก 300 คน โดย สสร.จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน…”
แม้ ผลพวงจากการ ‘ชิงยุบสภา’ ของ ‘รัฐบาลอนุทิน 1’ แบบ ‘ฟ้าผ่า’ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับเอ็มโอเอ’ คว่ำกลางรัฐสภา
ทว่า ผลการออกเสียงประชามติ (พร้อมเลือกตั้งสส. เป็นการทั่วไป) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ‘เห็นชอบ’ สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 21 ล้านเสียง ต่อ (ไม่เห็นชอบ) 11 ล้านเสียง ทำให้ ‘ทุกพรรคการเมือง’ ยากที่จะฝืน ‘ฉันทามติ’ ของ ‘เสียงประชาชนส่วนใหญ่’
ปัจจุบันเกิดความเคลื่อนไหวของ ‘พรรคการเมืองหลัก’ 4 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการรวบรวมรายชื่อไม่น้อยกว่า 100 คน (ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร) เพื่อยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รวบรวมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ของทั้ง 4 พรรค ที่เสนอ ‘โมเดล’ ที่มาและกระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังต่อไปนี้

@ ภูมิใจไทย รับสมัคร สสร. 100 - สำรอง 300 คน
พรรคภูมิใจไทย พรรคที่มีเสียง สส. มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง (192 เสียง) ‘ชิงธงนำ’ เปิดฉากยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อ ‘ประธานรัฐสภา’ เป็น ‘พรรคแรก’ โดยเสนอ ‘ผ่าทางตัน’ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 “…รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง…” ด้วยสูตร ‘ผู้สมัครรับเลือก’ สสร. โดยให้ยื่นใบสมัครต่อ ‘กกต.’ และให้จัดทำ ‘บัญชีรายชื่อ’ โดยแยกเป็นรายชื่อแต่ละจังหวัดและตาม ‘กลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์’ โดยให้เรียงรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตามลำดับอักษร ส่งให้ประธานรัฐสภา เลือก สสร. ให้เหลือ 100 คน แบ่งออกเป็น 77 คน ที่เป็นตัวแทนจังหวัด/จังหวัดละ 1 คน และ 23 คน มาจาก ‘ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์’ ในแต่ละด้าน (ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน) โดยให้มี ‘บัญชีรายชื่อสำรอง’ อีก 300 คน โดย สสร.จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน
ในการเลือก สสร. ให้กำหนดสัดส่วนของ สสร. ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกแต่ละสภา และกรณีของสภาผู้แทนราษฎรให้กำหนดสัดส่วนของ สสร. ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวน สส.ของแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภา (ตามสัดส่วนรัฐสภา 700 คน คือ สส.เลือกได้ 71 คน สว. 29 คน)
ทั้งนี้ ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยมี สส. 192 คน พรรคประชาชน 120 คน พรรคเพื่อไทย 74 คน พรรคกล้าธรรม 58 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคพลังประชารัฐ 5 คน พรรคประชาชาติ 5 คน พรรคเศรษฐกิจ 3 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน พรรคไทยสร้างไทย 2 คน พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน และพรรคที่มีจำนวน 1 เสียง อีก 10 พรรค
โดยให้ สสร. ตั้ง ‘คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’ จำนวนไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย สสร. สองในสาม หรือ 30 คน และ ‘สสร.สำรอง’ 15 คน) และ ‘คณะกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ’ จำนวนไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย สสร.ตัวจริง หนึ่งในสาม หรือ 15 คน ที่เหลือให้มาจาก สสร.สำรอง 15 คน และบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ สสร.ตัวจริงและสรร.สำรอง อีก 15 คน
โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยกร่างเสร็จจะต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีสส.จากพรรคการเมืองที่มีสมาชิกที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาฯ หรือ รองประธานสภาฯ (พรรคฝ่ายค้าน) เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองฝ่ายค้านรวมกัน และมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เห็นชอบไม่น้อยกว่าอย่างน้อย 1 ใน 4 ของจำนวน สว.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 50 คน จากทั้งหมด 200 คน ก่อนนำไปจัดทำประชามติ

@ ‘ประชาชน’ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง
พรรคประชาชน-พรรค 120 เสียง เปิดเกมจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบ ‘รัดกุม’ ไม่ให้ถูก ‘ปัดตก’ ด้วยการยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมถึง 2 ฉบับ ภายใต้ 3 หลักการ ได้แก่ 1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน 2. ป้องกันการผูกขาด กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และ 3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2 ฉบับ มีเนื้อหาแตกต่างเรื่อง ‘กระบวนการเลือกตั้ง สสร.’ 150 คน ดังนี้
ร่างที่ 1 มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 150 คน แบ่งออกเป็น 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง) อีก 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง) จากนั้นส่งรายชื่อให้รัฐสภาพิจารณารับรองทั้งหมด 150 คน หากรัฐสภาไม่รับรองทั้งคณะให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
ร่างที่ 2 สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 300 คน แบ่งออกเป็น 200 คน จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต อีก 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จากนั้นส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ 150 คน
เกณฑ์การลงคะแนน (ลงมติโดยลับ) เลือก สสร. แบบแบ่งเขต 200 คน ให้เหลือ 100 คน (สสร.แต่ละคนที่ได้รับเลือกต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 7 คะแนน) และ สสร. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ให้เหลือ 50 คน (ไม่น้อยกว่า 14 คะแนน)
หากยังมีตำแหน่งที่ว่าง สมาชิกรัฐสภาลงมติ โดยเลือกได้ 1 คนจาก สสร.ในแต่ละแบบ ที่ยังไม่ได้ถูกคัดเลือก โดย สสร. คนใดที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับ และไม่น้อยกว่าเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ 7 คะแนนในแบบแบ่งเขต และ 14 คะแนนในแบบบัญชีรายชื่อ จนครบตำแหน่ง
ส่วนที่เหมือนกันทั้ง 2 ร่าง 5 ประการ 1. สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย สสร. ไม่น้อยกว่า 50% โดยอีก 50% เป็นคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามาจากผู้เชี่ยวชาญ-ผู้มีประสบการณ์-ภาคประชาชน ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และ สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (ประกอบด้วย สสร. หรือ คนนอก กี่คนก็ได้)
2. สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ (รัฐธรรมนูญมาตรา 255) 3. สสร. มีกรอบเวลาจัดทำรัฐธรมนูญไม่เกิน 360 วัน 4. สสร. ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แม้ยุบสภา หรือ สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาครบวาระ และ 5. เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จส่งให้รัฐสภาเห็นชอบ โดยมติเห็นชอบจากรัฐสภาจะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หากรัฐสภาเห็นชอบให้ไปออกเสียงประชามติ

@ ‘เพื่อไทย’ ผุด ‘คัดเลือกเบื้องต้น’
พรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พรรคที่มีโอกาสมากที่สุดในฐานะเป็น ‘พรรคแกนนำรัฐบาล’ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถฉกฉวยโอกาสไว้ได้ ปัจจุบันกลายเป็น ‘พรรคต่ำร้อย’ (74 เสียง) จึง ‘ตกที่นั่งลำบาก’ ต้องควานหาเสียงสนับสนุนเติมให้ ‘เต็มร้อย’ เพื่อยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
สำหรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ‘ฉบับเพื่อไทย’ ให้มี สสร. โดยมาจากการ ‘คัดเลือกเบื้องต้น’ ของประชาชนในแต่ละจังหวัด ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกจาก 300 คน เหลือ 100 คน พร้อมเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ เสนอชื่อบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็น สสร. เพิ่มอีก 52 คน รวมเป็น 152 คน
สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ เสนอให้ สสร. ใช้เวลายกร่าง 300 วัน ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติในขั้นสุดท้าย โดยรัฐสภาสามารถเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ และหาก สสร. ยืนยันร่างเดิม ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เพื่อยืนยัน
‘ชูศักดิ์ ศิรินิล’ รองหัวหน้าพรรค-มือกฎหมายเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมกำหนดหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปราบปรามทุจริต หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
@ ‘ประชาธิปัตย์’ ชง ‘ไพรมารีโหวต’ จว.ละ 3 คน
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ชู โมเดล สสร. 100 คน แบ่งออกเป็น 80 คนที่มาจากการ ‘หยั่งเสียงเบื้องต้น’ หรือ ‘ไพรมารีโหวต’ จังหวัดละ 3 คน รวม 231 คน ก่อนให้สภาลงคะแนนเลือกให้เหลือ 80 คน อีก 20 คน มาจากสาขาอาชีพ
ขณะนี้ใกล้จะสะเด็ดน้ำแล้ว เหลือเพียงเกณฑ์คะแนนเสียงลงมติในรัฐสภาที่จะเลือก สสร. ที่มาจาก ‘ไพรมารีโหวต’ ให้เหลือ 80 คน เนื่องจากต้องคำนวณโดยคิดตาม ‘สัดส่วน’ สส. ของแต่ละพรรคและจำนวน สว.
ปี่กลองแก้ไขรัฐธรรมนูญ-กติกาสูงสุดของประเทศ เริ่มโหมโรงแล้ว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา