
‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ ภาค 3 พิพากษาจำคุก ‘อดีตผอ.โรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์’ บุรีรัมย์ 5 ปี คดีทุจริตเงินค่าอาหารกลางวัน ‘นร.’ ช่วงโควิดแพร่ระบาด
..........................................
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สรุปผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ส.ค.2569 ว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 19/2569
โดยเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับพวก ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมื่อปี พ.ศ.2564
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 132 จำเลยที่ 2 (นางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบ มาตรา 86 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปี
ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 33,333,33 บาท
เมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้
จำเลยที่ 2 อยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงตัวได้ เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ในการกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ กับให้จำเลยที่ 2 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมงตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 25,080 บาท แก่โรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ครั้งที่ 67/2569 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 มีมติเห็นชอบไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 จำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.2 และเห็นควรรับทราบกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งอุทธรณ์คำพิพากษาที่ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.3 และพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2ตามฟ้องข้อ 2.2
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ กับพวก มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ กับพวก จึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 39/2567 เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2567 มีมติชี้มูลความผิด นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับพวก ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมื่อปี พ.ศ.2564 โดยมีมูลความผิดทางอาญา ป.อ. มาตรา 86, มาตรา 91, มาตรา 147, มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ.มาตรา 91

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา