
เปิดเงื่อนไขเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบินจากสัญญาฉบับที่เซ็นเมื่อปี 2562 หลัง ‘พิพัฒน์’ ส่งสัญญาณแรงคุยซี.พี.นอกรอบบอกเลิกได้ทันที เปิดเงื่อนไขทั้งฝ่ายเอกชนและรัฐโดย รฟท.พบเงื่อนไขบอกเลิกเอกชนเยอะกว่า ส่วนเงื่อนไขถ้ารฟท.เป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องให้เวลาแก้ไขก่อน 1 ปี ถ้าแก้ไม่ได้ค่อยเลิก
“จากเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความผันแปรในด้านพลังงาน ต้นทุนการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ที่ปรับเพิ่มขึ้น หากเอกชนเห็นว่าไม่ไหว อยากจะขอยกเลิกสัญญาก็สามารถแจ้งมากระทรวงคมนาคม หรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะคู่สัญญาได้ เพื่อนำไปพิจารณาต่อไปว่าจะสามารถดำเนินการแค่ไหน…กรณีที่ให้เอกชนขอเลิกสัญญาได้ เป็นการหารือและแจ้งกับเอกชนเป็นการภายใน อย่างไม่เป็นทางการ แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นผู้บริหารคนไหน ซึ่งการเลิกสัญญาทางเอกชนต้องเสนอและนำเข้าหารือไปที่เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลโครงการ”
ข้้างต้นคือถ้อยคำที่ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 ในโอกาสที่ไปมอบนโยบายที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เกี่ยวกับทิศทางของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กม. วงเงินโครงการ 224,544 ล้านบาท
ซึ่งยังคงยืนยันหลักการ ‘ไม่แก้สัญญา’ อย่างหนักแน่น
“ผมได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับทางเอกชนรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน คือ บริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี.) ไปแล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขสัญญา โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุนของรัฐ จากจ่ายเมื่อก่อสร้างเสร็จและเปิดเดินรถเป็น สร้างไปจ่ายไป ตามงวดงาน เพราะยอมรับไม่ได้ ยืนยัน ต้องก่อสร้างให้เสร็จภายในเวลา 5 ปี จากนั้น รัฐจึงจะจ่ายค่าร่วมลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี”
คำกล่าวอีกตอนของรัฐมนตรีพิพัฒน์ ที่ยืนบนหลักการตามสัญญาร่วมลงทุนที่ได้มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562

เมื่อทิศทางของโครงการระดับแสนล้านบาท ทำท่าไปสู่การบอกเลิกสัญญาตามสัญญาร่วมลงทุนเดิมที่มีการลงนามไว้
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอพาไปพลิกเงื่อนไขหรือเหตุผลในการเลิกสัญญาร่วมลงทุนฉบับที่มีการลงนามในสัญญาเมื่อปี 2562 กัน
@การสิ้นสุดของสัญญาร่วมลงทุนและเหตุของการสิ้นสุด
ในสัญญาร่วมลงทุนข้อที่ 30 เรื่อง การสิ้นสุดของสัญญาร่วมลงทุน ระบุถึงเหตุสิ้นสุดของสัญญาร่วมลงทุนในข้อ 30.1 ดังนี้
สัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลงเมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) เมื่อครบระยะเวลาของโครงการ
(2) เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.2 หรือ
(3) เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุน เพราะเหตุตามที่กำหนดไว้ในข้อ 30.2
สำหรับข้อ 6.2 นั้น ในสัญญาร่วมลงทุนระบุว่า
6.2 ในกรณีที่เงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.1 (เงื่อนไขการส่งมอบพื้นที่ของโครงการที่เกี่ยวกับรถไฟ, การส่งมอบพื้นที่สนับสนุนบริการรถไฟของโครงการ และการรับบัตรส่งเสริมการลงทุนของเอกชน) ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดไม่สำเร็จครบถ้วนภายในวันที่กำหนดให้เงื่อนไขสำเร็จครบถ้วน และคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการที่เงื่อนไขดังกล่าวไม่สำเร็จครบถ้วนไม่ได้ยกเว้นเงื่อนไขดังกล่าว
คู่สัญญาจะมาตกลงกันเพื่อขยายเวลาหรือหาแนวทางการ ดำเนินการอื่น โดยหากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจมีหนังสือแจ้ง คู่สัญญาฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่ง ให้สัญญาร่วมลงทุนมีผลสิ้นสุดลง
@เหตุ-เงื่อนไขในการการเลิกสัญญาร่วมลงทุน
ตามสัญญาร่วมลงทุน ระบุการเลิกสัญญาไว้ 2 แบบ ดังนี้
1.การบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุเลิกสัญญามาจากความผิดพลาดของ ‘เอกชนคู่สัญญา’ มีเหตุเลิกสัญญาดังนี้
-กรณีเอกชนคู่สัญญาถูกศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ
-กรณีเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญตามข้อ 27 (1) (เหตุการณ์ที่เป็นเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญ 13 ข้อ) เกิดขึ้น และเกิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- กรณีผู้สนับสนุนทางการเงินไม่สามารถแก้ไขเยียวยาโครงการฯ ได้สำเร็จ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เข้าทำโดยตรงกับผู้สนับสนุนทางการเงิน
- กรณีผู้สนับสนุนทางการเงินสละสิทธิไม่ใช้สิทธิแก้ไขเยียวยาโครงการฯ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เข้าทำโดยตรงกับ ผู้สนับสนุนทางการเงิน และปรากฏว่าเอกชนคู่สัญญาไม่สามารถแก้ไขเยียวยา โครงการฯ ได้สำเร็จภายในระยะเวลาที่ รฟท. กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า เก้าสิบ (90) วัน นับจากวันที่เอกชนคู่สัญญารับการแจ้งถึงการเกิดเหตุผิดสัญญา ในสาระสำคัญตามที่กำหนดไว้ในข้อ 27 (1) นั้น ซึ่ง รฟท. อาจขยายระยะเวลา ที่กำหนดดังกล่าวออกไปได้อีก หากเห็นว่ามีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควร หรือ
- กรณีเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญตามข้อ 27 (1) เกิดขึ้น โดยที่เอกชนคู่สัญญา ไม่ได้เข้าทำสัญญาจัดหาเงินสนับสนุนและปรากฏว่าเอกชนคู่สัญญา ไม่สามารถแก้ไขเยียวยาโครงการฯ ได้สำเร็จภายในระยะเวลาที่ รฟท. กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าเก้าสิบ (90) วัน นับจากวันที่เอกชนคู่สัญญา รับการแจ้งถึงการเกิดเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญนั้น ซึ่ง รฟท. อาจขยาย ระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวออกไปได้อีก หากเห็นว่ามีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควร
ทั้งนี้ สำหรับสาระสำคัญตามข้อ 27 (1) หรือเหตุการณ์ที่เป็นเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญ 13 ข้อ มีดังนี้
1.เอกชนคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการให้ได้มาซึ่งความสำเร็จในการระดมทุน ภายใน ระยะเวลาตามที่ภายในสองร้อยเจ็ดสิบ (270) วัน ให้แก่ รฟท. นับจากวันที่ รฟท. ส่งมอบหนังสือแจ้งให้เริ่มงานในส่วนของการพัฒนา โครงการเกี่ยวกับรถไฟ
2.เอกชนคู่สัญญามิได้ดำเนินการอย่างจริงจัง หรือระงับการปฏิบัติการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับ รถไฟ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนที่มีสาระสำคัญของโครงการเกี่ยวกับรถไฟ เป็นระยะเวลา หนึ่งร้อยแปดสิบ (180) วัน ติดต่อกัน
3.เอกชนคู่สัญญาฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่การพัฒนาโครงการเกี่ยวกับรถไฟในส่วนที่มี สาระสำคัญ ถึงขั้นที่ทำให้เห็นได้ว่าเอกชนคู่สัญญาไม่สามารถทำการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับรถไฟได้เสร็จภายในระยะเวลาของงานในระยะที่ 1 (การก่อสร้างโครงการในระยะเวลา 5 ปีนีบจากได้หนังสือให้เริ่มงาน) ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.1 (1) หรือระยะเวลาของงานในระยะที่ 1 ในส่วนของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ส่วนต่อขยายตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2 (2) (ก) และเมื่อได้รับแจ้งจาก รฟท. เอกชนคู่สัญญาไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เหมาะสมในการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว (หากสามารถแก้ไขได้) ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบ (180) วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก รฟท. เกี่ยวกับการผิดสัญญาร่วมลงทุนซึ่งกำหนดให้ทำการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว
4. เอกชนคู่สัญญามิได้ดำเนินงานในระยะที่ 1 ในส่วนของรถไฟความเร็วสูงให้แล้วเสร็จ ภายในวันสิ้นสุดระยะเวลาของงานในระยะที่ 1 ในส่วนของรถไฟความเร็วสูงตามที่กำหนดไว้ ในข้อ 5.1 (1) หรือภายในระยะเวลาที่ขยายออกไปตามข้อ 15.1 รถไฟความเร็วสูงและแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (1) (ฉ) 1) ก)
5. กรณีที่มีการขยายระยะเวลา เอกชนคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการให้การพัฒนาโครงการ เกี่ยวกับรถไฟในส่วนของรถไฟความเร็วสูงแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ขยายออกไปตาม ข้อ 15.1 (1) (ฉ) 1) ก)
6. กรณีที่มีการขยายระยะเวลา เอกชนคู่สัญญามิได้เริ่มต้นการให้บริการเดินรถและ บำรุงรักษาโครงการเกี่ยวกับรถไฟภายใน หนึ่งร้อยแปดสิบ (180) วัน นับจากวันที่ได้รับ หนังสือรับรองการเริ่มให้บริการเดินรถทั้งระบบของแต่ละส่วนนั้น จาก จาก รฟท.
7. เอกชนคู่สัญญาฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่การให้บริการเดินรถและบำรุงรักษาโครงการเกี่ยวกับ รถไฟในส่วนที่มีสาระสำคัญ ถึงขั้นที่ทำให้เห็นได้ว่าเอกชนคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพตามเงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุนและเมื่อได้รับแจ้งจาก รฟท. เอกชนคู่สัญญาไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เหมาะสมในการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว (หากสามารถแก้ไขได้) ภายในหกสิบ (60) วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก รฟท. เกี่ยวกับ การผิดสัญญาร่วมลงทุนและกำหนดให้ทำการแก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว
8.เอกชนคู่สัญญาไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินดัชนีชี้วัดประจำปีในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตาม รายละเอียดที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาร่วมลงทุนหมายเลข 12 (ข้อกำหนดเรื่อง ดัชนีชี้วัด) เป็นระยะเวลาติดต่อกันสาม (3) ปี หรือเอกชนคู่สัญญาไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ดัชนีชี้วัดประจำปี (นอกเหนือจากดัชนีชี้วัดประจำปีในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ) ตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาร่วมลงทุนหมายเลข 12 (ข้อกำหนด เรื่องดัชนีชี้วัด) เป็นระยะเวลาติดต่อกันห้า (5) ปี
9.เอกชนคู่สัญญาปฏิบัติผิดภาระหน้าที่ใดๆ ของตนในสาระสำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับการให้บริการ เดินรถและบำรุงรักษาโครงการเกี่ยวกับรถไฟจนเป็นเหตุให้ รฟท. เห็นว่ามีอันตรายอย่างมากต่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของประชาชนในวงกว้างและมีผลกระทบอย่างรุนแรง และ มิได้เข้าดำเนินการแก้ไขเยียวยาการปฏิบัติผิดภาระหน้าที่ดังกล่าวภายในสาม (3) วัน นับจาก วันที่ได้รับแจ้งจาก รฟท. ให้แก้ไขเยียวยาในกรณีดังกล่าว
10.เอกชนคู่สัญญาจงใจปกปิดหรือแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ หรือกระทำการใดๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการปกปิดข้อมูลรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการฯ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 8.2 (4) หรือการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยการปกปิด หรือแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จดังกล่าวต้องเป็นความผิดทางกฎหมายอาญาและเอกชน คู่สัญญาถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
11. เอกชนคู่สัญญาผิดคำรับรองและคำรับประกันตามที่กำหนดไว้ในข้อ 23 (คำรับรองและคำรับประกัน) ในส่วนที่เป็น สาระสำคัญถึงขนาดว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นสาระสำคัญตามเงื่อนไขของสัญญา ร่วมลงทุน
12. เอกชนคู่สัญญาไม่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ใช้ในโครงการฯ ภายในกำหนดระยะเวลาที่ กำหนดไว้ในข้อ 7 กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ใช้ในโครงการ หรือ
13.เอกชนคู่สัญญาไม่จัดหาหลักประกันสัญญาตามข้อ 10.1 หลักประกันสัญญา มาวางเพิ่มเติมหรือดำเนินการ ให้จำนวนเงินประกันตามหลักประกันสัญญาตามข้อ 10.1 ซึ่งลดน้อยลงกลับเป็นเท่าเดิม เต็มจำนวน ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 10.1 ภายในระยะเวลา 90 วันหลังจากได้รับแจ้งจาก รฟท. ให้แก้ไขการกระทำผิดดังกล่าว

2.การบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุความผิดของฝั่งรัฐ (การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.))
เอกชนคู่สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนเมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
1) รฟท. ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ของโครงการเกี่ยวกับรถไฟในส่วนที่เหลือ นอกเหนือจาก พื้นที่พร้อมส่งมอบในส่วนของโครงการเกี่ยวกับรถไฟได้จนมีผลกระทบร้ายแรง อย่างมีนัยสำคัญต่อสิทธิของเอกชนคู่สัญญาที่จะดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ในสัญญา ร่วมลงทุนนี้ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเดินรถไฟความเร็วสูง
2) อัตราค่าโดยสารที่กำหนดไว้ตามสัญญาร่วมลงทุนนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตามสัญญา ร่วมลงทุน หรือ
3) รฟท. สิ้นสภาพ หรือไม่มีอำนาจ หรือหน้าที่ที่จะดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุนนี้ โดยไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรอื่นใดเข้ามาแทนที่เพื่อรับโอนสิทธิและหน้าที่ของ รฟท. ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายไทย
ทั้งนี้ ก่อนใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามข้อสัญญานี้ เอกชนคู่สัญญาจะต้องบอกกล่าวแก่ รฟท. ให้แก้ไขเยียวยาการผิดสัญญาร่วมลงทุนหรือเหตุผิดนัดอื่นๆ และ รฟท. จะต้องใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่จะแก้ไขเยียวยาเหตุดังกล่าวภายในระยะเวลาที่เอกชนคู่สัญญา กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่ง (1) ปี นับจากวันที่ได้รับการบอกกล่าวนั้น ซึ่งเอกชนคู่สัญญาอาจขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปได้อีก หากเห็นว่ามีความจำเป็นและมีเหตุผล สมควร ทั้งนี้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวมิได้รับการแก้ไขเยียวยาภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือระยะเวลาที่ได้ขยายออกไป เอกชนคู่สัญญาอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาร่วมลงทุนนี้ได้ ทันที
เนื้อหาข้างต้นคือ รายละเอียดของเหตุและเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ปรากฎในสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งได้สรุปให้ทราบโดยพอสังเขป
หลังจากนี้ต้องติดตามกันต่อว่า กระบวนการเลิกสัญญาที่ ‘พิพัฒน์’ โยนหินถามทางไว้
จะออกแบบไหน?
บรรยากาศการลงนามในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเมื่อปี 2562

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา