
“…ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ เป็นยุติดังกล่าวนับได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยและมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งมีสาเหตุโกรธเคืองกัน หรือมีเหตุที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จะกลั่นแกล้งใส่ร้ายปรักปรำโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ร่วมประชุมและลงมติซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น...”
สืบเนื่องจากกรณี ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 8891/2568 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ระหว่าง นายสุรพล เกียรติไชยากร ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 14 คน เป็นจำเลย ณ ศาลจังหวัดฮอด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ โดยศาลฎีกา พิพากษากลับ คำพิพากษาศาลอุทธร์ภาค 5 ให้สำนักงาน กกต. ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ราว 70 ล้านบาท (เงินต้นพร้อมดอกเบี้ย) แก่โจทก์
อ่านประกอบ : ศาลฎีกา พิพากษากลับ-ยกฟ้อง คดี 'สุรพล เกียรติไชยากร' เรียกค่าเสียหาย กกต.
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็มในส่วนของการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อต่อสู้ของคู่ความมาเผยแพร่ ณ ที่นี้

@ โจทก์ ปฏิเสธ ถวายเงิน 2 พัน-นาฬิกา จูงใจโหวตเตอร์ลงคะแนน
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา กำกับดูแลและรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 8 ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 9 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 10 ดำรงตำแหน่งพนักงานการเลือกตั้งชำนาญการ จำเลยที่ 11 ดำรงตำแหน่งนิติกรชำนาญการ
จำเลยที่ 12 เป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหางดง จังหวัดเชียงใหม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 13 เป็นผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 14 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านฮ้อสามัคคี หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
โจทก์เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่มาแล้ว 8 สมัย เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2562 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 24 มกราคม 2562 เรื่อง กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งโจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ในนามพรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 8
ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรายงานกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า โจทก์กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2)
ทางไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ความว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา มีงานทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีที่หมู่บ้านกู่ฮ้อสามัคคี หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ช.ร.บ.) ณ หอประชุมบ้านกู่ฮ้อสามัคคี พิธีการทางสงฆ์เสร็จสิ้นเวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา ภายหลังพิธีการทางสงฆ์เสร็จสิ้น โจทก์ไปที่หอประชุมบ้านฮ้อสามัคคี โจทก์ถวายเงิน 2,000 บาท บรรจุในซองสีขาว และนาฬิกา 1 เรือน บรรจุในกล่องกระดาษสีน้ำตาลแก่พระปลัดสาม ฐานวโร หรือพระครูถาวรวรคุณประธานฝ่ายสงฆ์ในการทอดผ้าป่าสามัคคี ในชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน โจทก์ให้การปฏิเสธ
@ โจทก์ อ้าง กกต. แจ้งข้อกล่าวหาไม่ชอบ-ข้ามขั้นตอน ‘รับฟังไม่ได้’
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติในการประชุมครั้งที่ 49/2562 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ว่า โจทก์ให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชนเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2) เป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีคำสั่งให้ระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่งปี และให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของโจทก์ ยกเลิกการเลือกตั้ง และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ใหม่ กับให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง และมาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 158 วรรคหนึ่ง ตามมติและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอกสารหมาย จ.16 ล.32 และ ล.33
คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2563 วินิจฉัยว่า การแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมิใช่เป็นการแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนหาได้กระทำการอันเป็นการข้ามขั้นตอนการสืบสวนและไต่สวนแต่ประการใดไม่ ข้อต่อสู้ของโจทก์ที่ว่าการสืบสวนและไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกข้อ รับฟังไม่ได้
แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนยังรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ถวายเงินจำนวน 2,000 บาท แก่พระครูถาวรวรคุณ เพื่อเป็นการสื่อให้ชาวบ้านเข้าใจว่า โจทก์ได้บริจาคเงินสมทบให้แก่กองผ้าป่าสามัคคีของหมู่บ้าน เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองด้วยวิธีการให้เงินไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน อันจะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2) ตามคำร้อง และเมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามคำร้องแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ตามคำร้อง
พิพากษาให้ยกคำร้อง
สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนจำเลยที่ 13 และที่ 14 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 13 และที่ 14 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งไม่ได้พิจารณาพิพากษาว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 กระทำการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาในส่วนพฤติการณ์การทำละเมิดของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 เห็นว่า
จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา กำกับดูแล และรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 12 เป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดเชียงใหม่ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ก็ต่อเมื่อเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น จึงจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้กล่าวถึงจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 เลย โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ แต่แก้อุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยที่ 8 ถึงจำเลยที่ 12 มีส่วนในการทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็รับไว้พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 มีส่วนในการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่ไม่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 มีส่วนในการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
@ โจทก์ มีอำนาจฟ้อง-มูลคดีเกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดฮอด
ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและการพิจารณามีมติของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งมิได้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณา และในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 อ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 225 ที่บัญญัติว่า
“ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้กระทำการนั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณี หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวตาม มาตรา 224 (4)” และในวรรคสอง บัญญัติว่า “คำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด” โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า
บทบัญญัติในวรรคสองดังกล่าวที่ว่า คำสั่งตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด หมายความว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวตามมาตรา 224 (4) แล้ว จะอุทธรณ์หรือฟ้องร้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งไม่ได้ มิได้หมายความว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันเป็นการละเมิดต่อบุคคลอื่นให้เขาเสียหาย ผู้ที่ได้รับความเสียหายจะฟ้องร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อปรากฏว่าการสืบสวนและไต่สวนที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นการทำละเมิดเกิดขึ้นในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดฮอด ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดฮอดจึงเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
@ ทนาย-พยานโจทก์ เบิกความลอยๆ-ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน
ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 สมคบร่วมกันวางแผน แบ่งหน้าที่กันทำ สร้างเรื่องอันเป็นเท็จปรักปรำใส่ร้ายโจทก์เพื่อมิให้โจทก์ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ร่วมกันจัดทำหนังสือร้องเรียนลงชื่อว่า “ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย” ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 และจัดทำหนังสือร้องเรียนลงชื่อว่า “ชาวบ้านจอมทอง” ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 กล่าวหาว่า
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 โจทก์ได้ไปร่วมงานทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านกู่ข้อสามัคคี หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการให้เงิน นาฬิกา และหาเสียงภายในงานดังกล่าว และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 สร้างเรื่องเท็จขึ้นมาว่า
ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรายงานกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า โจทก์ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 หมายเลข 8 กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น
แล้วจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 สั่งให้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เร่งรีบสืบสวนสอบสวนพยานให้เป็นความผิดตามแผนที่วางกันไว้ ไม่ได้กระทำอย่างเปิดเผย โดยไม่ให้โอกาสโจทก์ซักถามพยาน ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการไต่สวน ส่วนพยานที่โจทก์อ้างก็ดำเนินการสอบสวนอย่างรวบรัด ไม่ค้นหาความจริง กระทำพอเป็นพิธี ไม่ให้โอกาสโจทก์พิสูจน์ความจริง รับฟังเฉพาะพยานที่ปรักปรำให้ร้ายโจทก์ ไม่รับฟังโจทก์และพยานโจทก์ที่ให้การเป็นประโยชน์และตรงกับความจริง จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เร่งรัดเร่งรีบสรุปสำนวนว่า
โจทก์ได้บริจาคเงินสมทบให้กองผ้าป่าสามัคคีของหมู่บ้าน เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2) เสนอจำเลยที่ 9 แล้วจำเลยที่ 9 เร่งรัดเร่งรีบเห็นชอบตามความเห็นของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12
จากนั้นจำเลยที่ 9 เสนอสำนวนการสอบสวนดังกล่าวให้จำเลยที่ 8 และจำเลยที่ 8 เร่งรัดเร่งรีบเห็นชอบตามความเห็นของจำเลยที่ 9 ถึงที่ 12 เสนอต่อที่ประชุมของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เห็นว่า
ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ โจทก์มีตัวโจทก์ และนายประนูนไชย วิลาศรี ทนายโจทก์ เป็นพยานเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ประกอบกับโจทก์เบิกความรับว่า ไม่เคยรู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 มีสาเหตุโกรธเคืองกัน หรือมีเหตุที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 จะกลั่นแกล้งใส่ร้ายปรักปรำโจทก์
อีกทั้งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2563 แล้วว่า การแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมิใช่การแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนหาได้กระทำการอันเป็นการข้ามขั้นตอนการสืบสวนและไต่สวนแต่ประการใดไม่ ข้อต่อสู้ของโจทก์ที่ว่าการสืบสวนและไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกข้อรับฟังไม่ได้ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องในส่วนข้างต้น
@ ไม่ปรากฎโจทก์-จำเลยโกรธเคืองกัน
คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ร่วมประชุมและลงมติว่า โจทก์ให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชนเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2) และมีมติให้ระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของโจทก์เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของโจทก์ ยกเลิกการเลือกตั้ง และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ใหม่ กับให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ เป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 224 บัญญัติว่า “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้... (2) ควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือกตาม (1) ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร (3) เมื่อผลการสืบสวนหรือไต่สวนตาม (2) หรือเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งหรือการเลือกตาม (1) มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งหรือการเลือก หรือการออกเสียงประชามติ และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งเลือก หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย หรือทุกหน่วย (4) สั่งระงับเลือกตั้งที่การใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตาม (1) ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้งหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
มาตรา 225 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้ง หรือการเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้กระทำการนั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณี หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวตาม มาตรา 224 (4)” และมาตรา 226 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา 225 หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ก็ได้บัญญัติสอดรับกับรัฐธรรมนูญไว้ใน มาตรา 137 มาตรา 132 และมาตรา 138 โดยใช้คำว่า “มีเหตุอันควรสงสัย” และ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เช่นเดียวกัน
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติข้างต้นว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา มีงานทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีที่หมู่บ้านกู่ฮ้อสามัคคี หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ช.ร.บ.) ณ หอประชุมบ้านฮ้อสามัคคี พิธีการทางสงฆ์เสร็จสิ้นเวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา
ภายหลังพิธีการทางสงฆ์เสร็จสิ้น โจทก์ไปที่หอประชุมบ้านฮ้อสามัคคี โจทก์ถวายเงิน 2,000 บาท บรรจุในซองสีขาว และนาฬิกา 1 เรือน บรรจุในกล่องกระดาษสีน้ำตาลแก่พระปลัดสาม ฐานวโร หรือ พระครูถาวรวรคุณ ประธานฝ่ายสงฆ์ในการทอดผ้าป่าสามัคคี
ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ เป็นยุติดังกล่าวนับได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยและมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งมีสาเหตุโกรธเคืองกัน หรือมีเหตุที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จะกลั่นแกล้งใส่ร้ายปรักปรำโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ร่วมประชุมและลงมติซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง
เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลให้เป็นพับ.


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา