
"...เมื่อ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจแพทยสภาดำเนินกระบวนพิจารณาทางด้านจริยธรรมกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมในขณะที่บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และต่อมาภายหลังได้ลาออกจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว แพทยสภาจึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการพิจารณาทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมกับบุคคลดังกล่าว..."
.......................................
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เผยแพร่บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภา และการดำเนินการทางด้านจริยธรรมแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา (เรื่องเสร็จที่ 556/2569)
กรณี ‘แพทยสภา’ ทำหนังสือถึง สคก. ขอหารือกรณีการดำเนินการใน ‘คดีจริยธรรม’ กับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมรายหนึ่ง ซึ่งลาออกจากการเป็น ‘สมาชิกแพทยสภา’ และคืนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม แล้ว ว่า แพทยสภา ยังสามารถพิจารณาดำเนินการทางด้านจริยธรรมกับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมรายนี้ต่อไปได้หรือไม่
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำวินิจฉัยของ ‘คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10)’ ต่อข้อหารือของแพทยสภา มีรายละเอียด ดังนี้
@หารือแนวทางดำเนิน‘คดีจริยธรรม’ กรณี‘หมอ’ลาออก‘สมาชิกแพทยสภา’
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภา และการดำเนินการทางด้านจริยธรรมแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา (เรื่องเสร็จที่ 556/2569)
แพทยสภามีหนังสือ ที่ พส.011/5875 ลงวันที่ 9 เมษายน 2569 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า เนื่องด้วยมีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมรายหนึ่ง ได้ยื่นหนังสือต่อแพทยสภา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่อง ต้องการลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา และคืนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
แต่เนื่องจากในขณะนี้ มีคดีจริยธรรมเกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมดังกล่าว อยู่ระหว่างการดำเนินการตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2563 จำนวนทั้งสิ้น 24 คดี
จึงได้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ 3/2569 เพื่อพิจารณากำหนดแนวทาง โดยสรุปได้ดังนี้
แนวทางที่หนึ่ง มีความเห็นว่า ในกรณีนี้ไม่ควรดำเนินการพิจารณาต่อไป ไม่ว่าคดีจะอยู่ระหว่างการดำเนินการในชั้นคณะอนุกรรมการจริยธรรมหรือคณะอนุกรรมการสอบสวนก็ตาม โดยการพิจารณาคดีจริยธรรม ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องมีสิทธิที่จะชี้แจงหรือโต้แย้งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งกรณีนี้ ผู้ถูกร้องไม่ได้เป็นสมาชิกแพทยสภาแล้ว
จึงไม่สามารถดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แพทยสภาต้องใช้กฎหมายเป็นหลัก หากทำการสืบสวนต่อไปจะเป็นการพิจารณาลับหลัง ดังนั้น จึงควรจำหน่ายคดีออกไปหรือแขวนเรื่องไว้ก่อน การพิจารณานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ผู้ถูกร้องได้มีสิทธิเต็มที่ในการชี้แจงหรือโต้แย้ง
เช่นเดียวกับความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กรณีแพทย์ผู้ถูกร้องเสียชีวิตในระหว่างการสอบข้อเท็จจริง ที่ให้จำหน่ายคดีเนื่องจากผู้ถูกร้องไม่มีสิทธิโต้แย้ง ปรากฏตามเรื่องเสร็จที่ 1111/2549 เมื่อเทียบเคียงกับกรณีนี้ย่อมจะมีลักษณะเช่นเดียวกัน เพราะหากพิจารณาต่อไปเท่ากับเป็นการพิจารณาลับหลัง
แนวทางที่สอง มีความเห็นว่า การกระทำของแพทย์เกิดขึ้นก่อนที่จะขอลาออก ในขณะเกิดเหตุยังเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทยสภา จึงสามารถดำเนินคดีจริยธรรมต่อไปได้ โดยทำหน้าที่ไปตามขั้นตอนตามปกติเพื่อให้เป็นมาตรฐาน หากผู้ถูกร้องไม่เห็นด้วยย่อมสามารถฟ้องศาลปกครองได้
กรณีผู้ถูกร้องไม่มารายงานตัวหรือไม่ให้ความร่วมมือ หากมีการแจ้งให้มาชี้แจงตามขั้นตอนแล้ว แต่ไม่มาดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด คณะกรรมการสามารถพิจารณาดำเนินกระบวนการต่อไปได้ จึงควรดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและข้อบังคับเพื่อรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ
ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ยังมีข้อถกเถียงไม่เป็นที่ยุติ จึงเห็นสมควรหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีประเด็นข้อหารือหารือดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีสมาชิกยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกภาพตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 โดยทำหนังสือถึงแพทยสภาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 แล้ว และแพทยสภาได้นำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 3/2569 วันที่ 12 มีนาคม 2569 การลาออกดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์นับแต่วันที่สมาชิกยื่นหนังสือลาออก หรือวันที่คณะกรรมการแพทยสภาประชุมและมีมติรับทราบ
ประเด็นที่สอง เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมถูกกล่าวโทษทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ประเด็นโฆษณาการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพในลักษณะเข้าข่ายโอ้อวดเกินความเป็นจริง ซึ่งคดีดังกล่าวแพทยสภาได้รับเรื่องแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมฯ
ต่อมาสมาชิกผู้นั้นได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา แพทยสภายังมีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมต่อไปจนเสร็จสิ้นได้หรือไม่
ประเด็นที่สาม หากแพทยสภาสามารถพิจารณาดำเนินการทางด้านจริยธรรมต่อไปได้ คณะอนุกรรมการจริยธรรมหรือคณะอนุกรรมการสอบสวนสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ ได้หรือไม่ อย่างไร และในฐานะใด
ประเด็นที่สี่ กรณีคณะกรรมการแพทยสภาต้องพิจารณาโทษทางด้านจริยธรรมกับผู้ที่พ้นจากสมาชิกภาพไปแล้ว ตามประเด็นที่สองข้างต้น คณะกรรมการแพทยสภาสามารถมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ (คำร้องมีมูลหรือคำร้องไม่มีมูล) ได้หรือไม่ อย่างไร
ประเด็นที่ห้า กรณีมีมติคำร้องมีมูลตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ คณะกรรมการแพทยสภาจะสามารถวินิจฉัยชีขาดลงโทษทางด้านจริยธรรมตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้หรือไม่ อย่างไร โดยหากเป็นกรณีมีมติลงโทษจะสามารถลงโทษสถานใด (ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต) ได้ตามปกติหรือไม่
ประเด็นที่หก แพทยสภาจะนำมติหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดตามประเด็นที่ห้ามาดำเนินการออกเป็นคำสั่งแพทยสภาเพื่อให้มีผลบังคับได้หรือไม่ อย่างไร ตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการเป็นสมาชิกแพทยสภา พ.ศ.2526
ประเด็นที่เจ็ด กรณีมูลเหตุความผิดทางจริยธรรมได้เกิดขึ้นขณะที่ผู้นั้นยังคงสถานภาพเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่มีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ กับบุคคลที่ลาออกจากสมาชิกภาพที่มีผลสมบูรณ์ไปแล้ว แพทยสภาจะสามารถดำเนินการทางด้านจริยธรรมกับบุคคลดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด
@‘แพทยสภา’ไม่มีอำนาจดำเนินการ‘คดีจริยธรรม’สมาชิกฯที่ลาออกแล้ว
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) ได้พิจารณาข้อหารือของแพทยสภา โดยมีผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวง) และผู้แทนแพทยสภา เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฎข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้แทนแพทยสภาว่า กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างดำเนินการเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) พิจารณาข้อหารือประกอบกับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังกล่าวแล้ว เห็นควรกำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาและมีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีที่สมาชิกแพทยสภารายหนึ่งได้ยื่นหนังสือถึงแพทยสภาขอลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภาตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และแพทยสภาได้นำเรื่องเข้าประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 การลาออกดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์อันจะทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภารายนั้นสิ้นสุดลงเมื่อใด
เห็นว่า มาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกย่อมสิ้นสุดเมื่อลาออก ประกอบกับหมวด 4 การสิ้นสุดของสมาชิกภาพ ข้อ 1 (2) แห่งข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการเป็นสมาชิกแพทยสภา พ.ศ.2526 กำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภาย่อมสิ้นสุดเมื่อลาออก โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือยื่นต่อเลขาธิการแพทยสภา
ดังนั้น การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภา โดยการลาออกตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ การทำหนังสือขอลาออกโดยยื่นต่อเลขาธิการแพทยสภา
เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า สมาชิกแพทยสภารายหนึ่ง ได้ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการแพทยสภา ผ่านแพทยสภาขอลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป การลาออกจึงมีผลสมบูรณ์และทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภารายนั้นสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.2569
สำหรับกรณีที่แพทยสภาได้นำเรื่องการลาออกดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 นั้น เป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามหมวด 5 ทะเบียนสมาชิกแพทยสภา ข้อ 2 แห่งข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการเป็นสมาชิกแพทยสภาฯ ที่กำหนดว่า
เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ใดสิ้นสุดลง ให้เลขาธิการแพทยสภารับผิดชอบการถอนชื่อสมาชิกผู้นั้น ออกจากทะเบียนสมาชิกแพทยสภา และรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาทราบ
ด้วยเหตุนี้การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ก็เพื่อให้คณะกรรมการแพทยสภาได้รับทราบเรื่องการลาออกของสมาชิกแพทยสภาเท่านั้น มิได้มีผลเป็นการอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบต่อการลาออก อันจะทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภารายดังกล่าวสิ้นสุดลง เนื่องจากสมาชิกภาพของสมาชิกแพทยสภารายนั้นได้สิ้นสุดไปแล้วนับแต่วันที่ได้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อเลขาธิการแพทยสภา
ประเด็นที่สอง กรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมถูกกล่าวโทษทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งแพทยสภารับเรื่องแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาทางด้านจริยธรรมตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2563 ต่อมาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมรายดังกล่าว ลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา แพทยสภามีอำนาจดำเนินการพิจารณาทาทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมต่อไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร
เห็นว่า มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯได้กำหนดบทนิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา
และเมื่อพิจารณาข้อ 6 (1) แห่งข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนและการออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2548 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตว่าจะต้องเป็นสมาชิกแพทยสภา หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นสมาชิกแพทยสภาและอยู่ระหว่างการดำเนินการสมัครเป็นสมาชิก
โดยกำหนดสอดคล้องกับข้อ 14 (1) แห่งข้อบังคับเดียวกัน ซึ่งกำหนดให้ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ย่อมสิ้นสุดเมื่อการเป็นสมาชิกภาพของแพทยสภาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสิ้นสุดลง
เห็นได้ว่า กฎหมายให้ความสำคัญกับการเป็นสมาชิกแพทยสภาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึงได้กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องเป็นสมาชิกของแพทยสภา จึงจะมีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ดังนั้น เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภาแล้ว โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ได้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อเลขาธิการแพทยสภาตามที่ได้ให้ความเห็นไว้ในประเด็นที่หนึ่ง บุคคลดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นสมาชิกแพทยสภาและมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอีกต่อไป
สำหรับกรณีที่บุคคลดังกล่าว ถูกกล่าวโทษทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมในขณะที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยแพทยสภารับเรื่องแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาทางด้านจริยธรรมตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมฯ นั้น
เมื่อพิจารณาข้อ 4 แห่งข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมฯ ที่ได้กำหนดบทนิยามคำว่า “ผู้ถูกร้อง” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษว่า ได้กระทำความเสียหายอันเกิดจากการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
โดยข้อบังคับดังกล่าวได้กำหนดกระบวนการพิจารณาทางด้านจริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนหรือการพิจารณาจริยธรรม ซึ่งจะต้องดำเนินการกับตัวผู้ถูกร้องไว้ด้วย
แต่เมื่อปัจจุบันบุคคลผู้ถูกกล่าวโทษ ไม่ได้เป็นสมาชิกแพทยสภาและมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว บุคคลผู้ถูกกล่าวโทษจึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นผู้ถูกร้อง และเป็นเหตุให้ไม่อาจเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางด้านจริยธรรมได้ ซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเสียโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและเสียโอกาสที่จะได้ชี้แจงหรือโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
เมื่อพิจารณามาตรา 39 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ ที่กำหนดให้คณะกรรมการแพทยสภามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการดำเนินการทางด้านจริยธรรม โดยคำวินิจฉัยที่เป็นการลงโทษของคณะกรรมการแพทยสภา ไม่ว่าจะเป็นการว่ากล่าวตักเตือน การภาคทัณฑ์ การพักใช้ใบอนุญาต หรือการเพิกถอนใบอนุญาต เป็นกรณีที่ส่งผลกระทบต่อบุคคล ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมทั้งสิ้น
แต่กรณีตามที่หารือบุคคลผู้ถูกกล่าวโทษ ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกแพทยสภา และมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาทางด้านจริยธรรมต่อไปจนถึงคณะกรรมการแพทยสภามีคำวินิจฉัยชี้ขาดจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบุคคลดังกล่าว
นอกจากนี้ หากพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ ประสงค์จะให้คณะกรรมการแพทยสภามีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาทางด้านจริยธรรมกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ในขณะที่บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
แต่ต่อมาภายหลังได้ลาออกจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ จะต้องมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการแพทยสภาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง
เช่นเดียวกับกรณีของข้าราชการพลเรือนตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 หรือกรณีของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562
ด้วยเหตุนี้ เมื่อ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจแพทยสภาดำเนินกระบวนพิจารณาทางด้านจริยธรรมกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมในขณะที่บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
และต่อมาภายหลังได้ลาออกจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว แพทยสภาจึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการพิจารณาทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมกับบุคคลดังกล่าว
อนึ่ง คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) มีข้อสังเกตว่า โดยที่ปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจแพทยสภาในการดำเนินกระบวนพิจารณาทางด้านจริยธรรรมแก่บุคคลผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมในขณะที่บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และต่อมาภายหลังได้ลาออกจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
จึงเป็นการสมควรที่จะได้เร่งดำเนินการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมาใช้บังคับเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว








Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา