
“…ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที เนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวมีข้อจำกัด หากจะใช้กระบวนการจัดทำงบประมาณปกติไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนสูงและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทำคำชี้แจง ต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการตรา พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 4 ประเด็น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

อ่านข่าวประกอบ : ‘ครม.’ แจง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ 4 ประเด็น ปม ออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน’ ชิงตอบ โยกโปะ ‘บัตรสวัสดิการฯ’
ประเด็นแรก เหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในเรื่องการกู้เงินเพื่อนำไปใช้ตามแผนหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนเกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและการกู้เงินเพื่อนำไปใช้ตามแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ตามมาตรา 3 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) และบัญชีท้าย พ.ร.ก. ดังกล่าวในส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 2 รวมถึงหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการกลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินตามมาตรา 7 และมาตรา 8
คำชี้แจง
1. สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2569 เป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และต่างจากวิกฤติการณ์น้ำมันในช่วง 1970s ที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ห้ามส่งออกน้ำมัน (Oil embargo) และจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน อันทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ ไม่มีการทำลายโรงกลั่นน้ำมัน/โรงแยกก๊าซ ไม่มีการทำลายระบบท่อส่งน้ำมัน/ก๊าซ ไม่มีการทำลายคลังน้ำมัน ก๊าซ ไม่มีการทำลายท่าเรือขนส่งน้ำมันก๊าซ ไม่มีการปิดเส้นทางเดินเรือ และแตกต่างจากกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูงขึ้นผิดปกติเมื่อเกิดความขัดกันด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน
โดยการขัดแย้งกันด้วยอาวุธในตะวันออกกลางในปี 2569 นั้นมีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ ทำลายโรงกลั่นน้ำมัน/โรงแยกก๊าซ ทำลายระบบท่อส่งน้ำมัน ก๊าซ ทำลายคลังน้ำมัน/ก๊าซ ทำลายท่าเรือขนส่งน้ำมัน/ก๊าซ รวมทั้งปิดเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้แหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลกต้องหยุดการผลิต หยุดการขนส่งแทบจะโดยสิ้นเชิง
ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกยังคงเท่าเดิม ผลักดันให้ราคาน้ำมันอันเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของโลกมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และน้ำมันจากแหล่งอื่นไม่สามารถผลิตน้ำมันทดแทนปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากแหล่งตะวันออกกลางได้ จนกระทั่งปัจจุบัน สถานการณ์ก็ยังคงไม่แน่นอน
@ พลังงานขาดแคลน - วิกฤตปากท้อง
2. ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางเกือบร้อยละห้าสิบ เมื่อเกิดกรณีตาม 1. ประเทศไทยจึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และโดยที่โครงสร้างการผลิตสินค้า บริการ การคมนาคม และการเกษตรของประเทศไทยยังเป็น Petroleum based ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต ขนส่ง จำหน่ายสินค้าและบริการ การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลน จึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า บริการ การขนส่ง รวมทั้งการเกษตร และต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรงและรุนแรง
กล่าวได้ว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติสำคัญอย่างยิ่ง คือ “วิกฤตปากท้อง” ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียว แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่องอีกหลายระลอก ระลอกแรก ความตื่นตระหนก (panic) วิกฤตจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ระลอกที่สอง ราคาพลังงานฟอสซิลปรับสูงขึ้น ระลอกที่สาม ต้นทุนอาหาร สินค้า บริการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนการผลิต ขนส่ง และให้บริการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรก็เป็นผลที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันก็มีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ระลอกที่สี่ ค่าครองชีพของประชาชนจะปรับตัวสูงขึ้น และระลอกที่ห้า กำลังซื้อของประชาชนลดลงเนื่องจากรายได้เท่าเดิมหรืออาจน้อยลง
ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจที่สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการผลิต และการจ้างงาน ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้าน (Double Squeeze) ต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) ในระยะถัดไปที่หากปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข
3. ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด หรือแม้ความขัดแย้งด้วยอาวุธจะจบลง แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันและก๊าซจากแหล่งตะวันออกกลางจะกลับสู่สถานะเดิม และอาจเป็นไปไม่ได้ด้วยว่าจะกลับไปเหมือนเดิม
ดังนั้น หากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศเกือบร้อยละห้าสิบเหมือนเช่นที่ผ่านมา ก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จากราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไปด้วย
4. ข้อมูลของ Nomura Global Economics แสดงว่าไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 7 ของ GDP และมีน้ำหนักของหมวดพลังงานในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI Basket) ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และเป็นอับดับหนึ่งของเอเชีย ทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลก และเมื่อเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ อาทิ ช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบมะละกา ผลกระทบจึงสามารถส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจไทยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งผ่านต้นทุนการนำเข้า ราคาขายปลีกพลังงาน ต้นทุนขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าและบริการในประเทศ
ดังนั้น วิกฤตพลังงานจึงไม่ใช่เพียงความผันผวนของราคาน้ำมัน แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อเสถียรภาพราคา ค่าครองชีพ กำลังซื้อของประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนชัดในข้อมูลเงินเฟ้อของไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นทำให้เงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.75 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.89 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ว่าจะมีการใช้เงินชดเชยผ่านกลไกกองทุนน้ำมันหลายหมื่นล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังค่าโดยสารสาธารณะ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และราคาอาหารสำเร็จรูปจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ รายละเอียดใน CPI Basket ยังสะท้อนแรงกดดันที่ชัดเจน โดยหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.38 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.23 และกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.87 เมื่อเทียบกับปีก่อน
นอกจากนี้ ในด้านต้นทุนการผลิตยังมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ทะยานสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.1 อย่างฉับพลัน บ่งชี้ว่าระบบเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งอุปทานระลอกใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นก่อตัวขึ้น และเตรียมส่งผ่านต้นทุนสะสมในระดับห่วงโซ่การผลิต ซึ่งจะส่งผลบังคับให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันของประชาชนในระยะต่อไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ การปล่อยให้ดุลยภาพราคาบิดเบี้ยวลุกลามเช่นนี้ ย่อมบั่นทอนกำลังซื้อที่แท้จริงของภาคครัวเรือนอย่างรุนแรง และนำไปสู่ความเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศจนยากแก่การเยียวยาหรือฟื้นฟูในภายหลัง
@ ลุกลามจากราคาพลังงานสู่ค่าครองชีพ-วิกฤตค่าไฟฟ้า
สถานการณ์นี้จึงสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบันมีลักษณะเป็น Cost-Push Inflation (ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบปรับสูงขึ้น) จากต้นทุนพลังงาน มากกว่าเงินเฟ้อจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ร้อนแรง หากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอและทันเวลา ผลกระทบจะลุกลามจากราคาพลังงานไปสู่ค่าครองชีพโดยรวม กำลังซื้อของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ การผลิต การลงทุน และการจ้างงาน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
5. เมื่อพิจารณาลึกลงไปในห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 1,003 พันบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 90.5 ของการจัดหาทั้งหมด โดยเป็นการกระจุกตัวของการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 48.0 ภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจึงไม่ใช่วิกฤตการณ์ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยจัดหาเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักนั้น ต้องพึ่งพาการนำเข้าถึงร้อยละ 37.7 (แบ่งเป็น LNG ร้อยละ 29.3 และก๊าซจากประเทศเมียนมาร้อยละ 8.4) โดยก๊าซธรรมชาติจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 61 ดุลยภาพของระบบไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยทั้งหมดจึงมีความเปราะบางสูง
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงเชิงนโยบายเพื่อตัดวงจรการส่งผ่านต้นทุนพลังงาน ก่อนที่วิกฤตราคาก๊าซและน้ำมันดิบจะแปรสภาพเป็นวิกฤตค่าไฟฟ้ามหาชนอันจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเกินกว่าจะควบคุมได้ หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยหรือรอจนถึงปีงบประมาณใหม่ จะทำให้ราคาสินค้าและราคาพลังงานสูงเกินกว่าที่ประชาชนจะรับได้
6. วิกฤตด้านพลังงานได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียสภาพคล่อง การให้สินเชื่อของ SMEs ที่ลดลง และการเลิกกิจการของ SMEs ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานจนเกิดภาวะการว่างงานในระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้ของประชาชนที่ลดลง ซึ่งจากเดิมประชาชนมีภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอยู่ที่ประมาณร้อยละ 86.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) (ไตรมาสที่ 4 ปี 2568) ยิ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนที่จะหดตัวลงอย่างมาก
นอกจากนี้ วิกฤตด้านพลังงานยังได้ส่งผลต่อเนื่องมายังภาคการเกษตรและภาคการผลิตอาหารโดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ย และวัตถุดิบทางการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) กลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบทั้งในด้านการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
โดยต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ยังส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคและเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภาคส่วน การให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเป็นการดำเนินการเพื่อลดความเปราะบางซึ่งเป็นมาตรการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น
7. กล่าวได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอกที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วนและเป็นปราการสำคัญในการรับมือวิกฤตระลอกถัดไป และจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้างและยืดเยื้อจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดอันเนื่องจากความจำเป็นรีบด่วนเพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
@ เวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ ชี้ Downside Risks
8. องค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจได้มีการวิเคราะห์และประเมินถึงผลกระทบจากปัญหาวิกฤตด้านพลังงานที่มีต่อเศรษฐกิจไทย สรุปได้ดังนี้
8.1 ธนาคารโลก (Macro Poverty Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569) รายงานว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในลักษณะเป็นลูกโซ่ โดยก่อให้เกิดราคาพลังงานที่สูงขึ้น รวมทั้งการหยุดชะงักของการเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว ประกอบกับประเทศไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง จึงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน ภาระทางการคลัง (จากมาตรการด้านพลังงาน) และรายได้ที่แท้จริงของภาคครัวเรือน
นอกจากนี้ ธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ลงเหลือร้อยละ 1.3 พร้อมทั้งระบุว่า ความเสี่ยงด้านลบยังคงมีน้ำหนักสูง (Downside Risks Dominate the Outlook) ขณะที่ประเทศไทยยังมีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 86.5 ต่อ GDP และหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับร้อยละ 66 ต่อ GDP ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดในการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านขีดความสามารถทางการคลังของประเทศ
8.2 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) (World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569) ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบระดับโลกจากสงครามตะวันออกกลางต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกเชิงระบบ (Systemic Shock) ต่อเศรษฐกิจโลก โดยมีช่องทางการส่งผ่านราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและความตึงตัวของภาวะการเงินในหลายประเทศพร้อมกัน
นอกจากนี้ IMF ยังเตือนอีกว่าหากราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านขาลงต่อเศรษฐกิจ (Downside Risks) และผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้สถานการณ์คลี่คลายเอง
IMF ให้ข้อมูลเชิงปริมาณอย่างชัดเจนว่า การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงอย่างรวดเร็ว ทั้งในรูปของการเติบโตที่ลดลง และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นผ่านต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิต ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกระแทกด้านพลังงานจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศผู้ผลิตหรือประเทศในภูมิภาคเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับโลก รวมถึงประเทศผู้นำเข้าอย่างประเทศไทย ซึ่ง IMF เน้นว่าสงครามและความขัดแย้งไม่เพียงสร้างแรงกระแทกชั่วคราว แต่ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายเชิงโครงสร้างในระยะยาว (Economic Scarring) หากการตอบสนองเชิงนโยบายล่าช้าหรือไม่เพียงพอ
@ สภาพัฒน์ - ธปท. - คลัง ประสานเสียง เงินเฟ้อเพิ่ม-จีดีพีลด
9. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยเองได้รายงานข้อมูลที่บ่งชี้ให้เห็นชัดว่ามีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ดังนี้
9.1 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.5 - 2.5 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการคาดการณ์ของธนาคารโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) และจากรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/2569 ประเมินว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกจากภายนอกที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน เงินเฟ้อ ค่าเงิน และเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การออกพระราชกำหนดกู้เงินจึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อให้รัฐสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
ควบคู่กับการลงทุนปรับโครงสร้างพลังงานและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการคลังในระยะกลาง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความผันผวนปกติของตลาดพลังงานแต่เป็นแรงกระแทกจากภายนอกที่อาจส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต จึงสะท้อนถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกและทันการณ์
9.2 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9 ในปี 2569 ตามราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นและส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงราคาหมวดอาหารสดมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 2.0 ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2569)
9.3 กระทรวงการคลัง ได้มีการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยได้มีการปรับ GDP ปี 2569 ลดลงเหลือร้อยละ 1.6 จากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงานกลายเป็นวิกฤตปากท้องที่รุนแรงและกระทบกับทุกภาคส่วน โดยกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและหนักที่สุด ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพขนส่ง ผู้ค้ารายย่อย แรงงานรายวัน และประชาชนที่มีภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
@ ส.ธนาคารไทย-กกร. หวั่น ขาดแคลนวัตถุดิบภาคธุรกิจ
9.4 สมาคมธนาคารไทย ได้ชี้ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลง โดยความเสี่ยงสำคัญคือการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบซึ่งจะทำให้การผลิตโลกเกิดภาวะชะงักงัน ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2569 จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 - 3.0 จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในกรอบร้อยละ 0.2 – 0.7 จากราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด
ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากอุปสงค์ภายในประเทศตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่วนการผลิตและส่งออกไปยังยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง อาทิ เม็ดพลาสติก และปุ๋ยเคมี ได้รับผลกระทบจากระบบการขนส่งและการกระจายสินค้าเกิดภาวะการหยุดชะงัก ล่าช้า หรือติดขัด (Logistics Disruption) ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทาง
โดยคาดว่าอัตราการเติบโตของ GDP ในปี 2569 จะลดมาอยู่ที่ร้อยละ 1.2 - 1.6 จากเดิมคาดว่าจะโตที่ร้อยละ 1.6 - 2.0 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2569)
9.5 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อไทยในเดือนเมษายน 2569 พลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีที่ร้อยละ 2.89 (เปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2569 กับปีก่อนหน้า) จากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9 โดยต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังสินค้าในหมวดอื่นมากขึ้น อาทิ ค่าขนส่งสาธารณะ ผักและผลไม้ อีกทั้งได้มีการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 3.4 ในปี 2569 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้า ผู้บริโภค (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569)
9.6 คณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย (กกร.) ได้ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อราคาวัตถุดิบและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ ทั้งนี้ กกร. ได้ประมาณการ GDP ในปี 2569 ว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.2 - 1.6 (ข้อมูล ณ 19 พฤษภาคม 2569)
9.7 สำนักงบประมาณของรัฐสภา (ข้อมูล ณ พฤษภาคม 2569) รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับขึ้นจาก 29.94 บาทต่อลิตร (ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569) เป็น 38.94 บาทต่อลิตร เป็นภาวะวิกฤตราคา (Price Shock) คิดเป็นร้อยละ 30.06 (มีเงินสมทบจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกลิตรละ 16 บาท เห็นได้ว่าราคาน้ำมันขายปลีกจริงสูงถึงลิตรละ 54.94 บาท) ถือว่าเป็นการส่งผ่านต้นทุนผ่านห่วงโซ่อุปทานก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าเพิ่มรวมทั้งสิ้น 317,167 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.67 ของ GDP ปี 2568
@ งบประมาณรายจ่ายประจำปี-เครื่องมือทางการคลังไม่เพียงพอ
10. ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที เนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวมีข้อจำกัด หากจะใช้กระบวนการจัดทำงบประมาณปกติไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนสูงและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
10.1 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นได้ตั้งกรอบวงเงินไว้ 99,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ใช้งบกลางดังกล่าว ในการแก้ไข เยียวยาและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณ ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ประกอบกับปัจจุบันยังคงมีความต้องการใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 140,000 ล้านบาท อาทิ ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และความจำเป็นอื่น ๆ ที่เป็นภาระที่เกิดขึ้นระหว่างปี และมีกฎหมายกำหนดให้ต้องจ่าย แต่ไม่มีงบประมาณรองรับไว้ เป็นต้น ดังนั้น แม้ว่างบกลางที่คงเหลืออยู่เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 50,000 ล้านบาท ก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว
10.2 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีการใช้จ่ายไปกว่า 2 ไตรมาส โดยปัจจุบันมีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 ของวงเงินงบประมาณ และยังมีงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นไปตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ดังนั้น คาดว่าจะมีงบประมาณคงเหลือจำกัดที่สามารถนำมาจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายได้ และไม่เพียงพอต่อความต้องการในการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน ประกอบกับการจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายมีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินการซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤตดังกล่าว
10.3 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีกระบวนการและระยะเวลาการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ประกอบกับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 การจัดเก็บรายได้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ไม่สามารถจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้ และตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
@ งบประมาณรายจ่ายปี 70 บังคับใช้ต.ค.69-ไม่รอบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน/เร่งด่วน
10.4 การใช้แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจะไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะมีผลใช้บังคับในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่อาจใช้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนในกรณีนี้
ประกอบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีวงเงินทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท มีความจำเป็นต้องจัดสรรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้งจะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับภารกิจพื้นฐานของหน่วยรับงบประมาณที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ การให้บริการสาธารณะ และการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกมิติ อาทิ ด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาวะทางภูมิอากาศและป้องกันภัยพิบัติ การพัฒนาอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล ด้านสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐาน การศึกษา การวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม และสาธารณสุข ตลอดจนการบริหารจัดการประสิทธิภาพภาครัฐ เป็นต้น จึงทำให้พื้นที่งบประมาณคงเหลือไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ประกอบกับคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ด้านพลังงาน เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามภารกิจพื้นฐานของหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพื่อลดการนำเข้าและพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดภาระด้านพลังงานทั้งในระดับครัวเรือนและระดับผู้ประกอบการที่ต้องดำเนินการไปพร้อมกับการช่วยเหลือเยียวยา
10.5 แม้ว่าเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางในหลาย ๆ กรณีแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นการอนุมัติหรือเห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น อาทิ
1) อนุมัติค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบาง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 จำนวน 1,323 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเสนอ
2) เห็นชอบให้ทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า วงเงิน 1,459 ล้านบาท
3) เห็นชอบมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง จำนวน 261 ล้านบาท โดยจัดสรรให้กรมการค้าภายในและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำหรับดำเนินโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน และโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
4) เห็นชอบโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิตของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 2,970 ล้านบาทและโครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนพลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 300 ล้านบาท เป็นต้น
@ งัดมาตรการการคลังหมดแล้ว-ออกพ.ร.บ.ไม่ทัน
11. แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบอื่นแล้วแต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) และหากจะตราพระราชบัญญัติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง และหากไม่ดำเนินการในช่วงนี้จะส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อหรือเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป
จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวข้างต้น
12. นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานอันจะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมในเรื่องนี้เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวดำเนินการไปได้โดยต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกดังกล่าวยังเป็นการพัฒนาทักษะสำหรับอนาคตสำหรับประชาชนไปในตัวอีกด้วยเพราะทิศทางการพัฒนาของโลกมุ่งที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมากขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
13. กล่าวโดยสรุป การตราพระราชกำหนดนี้เป็นไปเพื่อบรรลุ 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ โดยใช้ 3 วิธีการ กล่าวคือ เพื่อบรรลุเป้าหมายในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ (1) ช่วยเหลือประชาชนเกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และ (2) ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศไทย
สำหรับ 3 วิธีการ คือ (1) การให้ความช่วยเหลือในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพและการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง (2) การสนับสนุนให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด และ (3) การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป
@ คกก.กลั่นกรองฯ ตีกรอบ โปร่งใส-ตรวจสอบได้
14. สำหรับหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 นั้น ขอกราบเรียนว่าที่ผ่านมาเมื่อมีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจะมีการกำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ เช่น พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 มาตรา 7 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ และตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ก็ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เช่นเดียวกัน
โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยมีผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ทั้งนี้ การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดดังกล่าวให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการดังกล่าวจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ มีหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ กำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดฉบับนี้ และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยทุก ๆ เดือน และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563
อีกทั้งกระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุดใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ
นอกจากนี้ เพื่อให้การพิจารณากลั่นกรองโครงการมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการ ดังนี้
(1) เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานหรือโครงการตามที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้าย พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
(2) เป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันแต่โดยเร็ว แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ หรือได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้วแต่มีจำนวนไม่เพียงพอคณะรัฐมนตรี
(3) เป็นโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีภายหลังที่ได้รับอนุมัติจาก
(4) เป็นโครงการที่มีความคุ้มค่าในการดำเนินงานและก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้าย พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ. 2569
(5) เป็นโครงการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความต้องการของประชาชนและชุมชน ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยหน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องรายงานผลการดำเนินงานที่เปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง
(6) เป็นโครงการที่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 และเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570
(7) เป็นโครงการที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
(8) ไม่เป็นการจ้างที่ปรึกษาศึกษาวิจัย การศึกษาดูงาน และการเดินทางไปต่างประเทศ
ทั้งนี้ หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐหรือตามกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานนั้น และต้องรายงานความก้าวหน้าและการใช้จ่ายผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นรายเดือน และเมื่อดำเนินโครงการแล้วเสร็จ คณะกรรมการประเมินผลจะประเมินผลโครงการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569ซึ่งเป็นระเบียบที่ออกตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้กระทรวงการคลังต้องรายงานต่อรัฐสภาและเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด
จึงเป็นระบบที่มีกลไกในการกลั่นกรอง ติดตาม ประเมินผล และเปิดเผยข้อมูลประกอบกัน โดยมุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ สะท้อนความคุ้มค่าของโครงการ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ
ทั้งนี้ การติดตามและประเมินผลสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ (1) ระดับการติดตามการดำเนินงานโดยหน่วยงานเจ้าของโครงการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการรายงานรายเดือนต่อสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะทุก (2) ระดับการกำกับติดตามโดยคณะกรรมการกลั่นกรองที่ต้องรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อย 3 เดือน และ (3) ระดับการประเมินผลโดยคณะกรรมการประเมินผลซึ่งมีอำนาจเรียกข้อมูลกำหนดแนวทางประเมิน ลงพื้นที่ และจัดทำรายงานประเมินผลเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทุก 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่โครงการแรกแล้วเสร็จ รวมถึงรายงานภาพรวมภายใน 120 วัน นับแต่วันสิ้นสุดโครงการสุดท้าย นอกจากนี้ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังสามารถติดตามตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวผ่านกลไกตามกฎหมายได้ตามปกติ
@ ติดปัญหาระเบียบ-ใบอนุญาตพลังงานทดแทน/ทางเลือก
ประเด็นที่สอง ที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายในการลดการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า มีปัญหาหรืออุปสรรค อย่างไร
คำชี้แจง
1. ที่ผ่านมา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้ผลักดันให้มีการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนและการส่งเสริมด้านการอนุรักษ์พลังงาน ผ่านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP) และแผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan: EEP) มาอย่างต่อเนื่อง
โดยแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP 2018) กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งในรูปของพลังงานไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพ ภายใต้แผน AEDP ให้ได้ร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายภายในปี 2580 ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย (ข้อมูลเบื้องต้น มกราคม 2569) อยู่ที่ร้อยละ 23.67
ส่วนแผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan: EEP 2018) กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณการใช้พลังงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (ความเข้มการใช้พลังงานของประเทศ) ลงร้อยละ 30 ณ ปี 2580 เทียบกับปี 2553 โดยในปี 2568 สามารถดำเนินการลดค่าความเข้มการใช้พลังงานได้ร้อยละ 14.1 จากเป้าหมายที่กำหนดใน EEP 2018 ที่ร้อยละ 17.4 จะเห็นได้ว่าการดำเนินการที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายทั้งสองแผน
2. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการตามนโยบายในการลดใช้พลังงานฟอสซิลที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากในช่วงที่ผ่านมาราคาพลังงานฟอสซิลอยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่สะอาดกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า จึงทำให้ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน ทั้งการลงทุนของผู้ประกอบการและการลงทุนของประชาชนทั่วไป เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ทั้งยังเปลี่ยนแปลงเร็ว จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปยังมีความลังเลที่จะตัดสินใจในระยะแรก
แต่ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมีมากขึ้น มีผู้ประกอบการมากขึ้น ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป จึงมีการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานใช้เองในสถานประกอบการและที่พักอาศัย แต่ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก คือ การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้พร้อมรองรับด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าหลักที่จะต้องรองรับความผันผวนของพลังงานทดแทนและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบในปริมาณมาก (Smart Grid) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนี้รองรับไว้แล้ว
อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยข้อ 18.2 ของนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภากำหนดชัดเจนว่า รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี โดยปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และจะดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการขนส่งและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งหมายและวิธีดำเนินงานของพระราชกำหนดกู้เงินนี้แล้ว
3. สำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกนั้น นอกจากความคุ้มค่าที่จะลงทุนดังกล่าวแล้ว เดิมยังมีปัญหาด้านกฎระเบียบในการอนุญาตให้ติดตั้งและใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกจากหลายหน่วยงาน ทั้งการขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน การขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และการขออนุญาตกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร แต่ปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อให้มีการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมให้การติดตั้ง การผลิต และการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในสถานประกอบการและบ้านพักอาศัยให้สะดวกขึ้น เพื่อส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินการติดตั้ง ผลิต และใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งการดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ต่าง ๆ และการติดตั้งที่ถูกวิธีและปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งหมายของพระราชกำหนดกู้เงินนี้แล้ว
4. การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และมีนโยบายให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการขนส่งและส่งเสริมประชาชนให้เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์สมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะยานยนต์ EV การผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศที่มีคุณภาพและราคาถูกเพื่อให้ประชาชนซึ่งใช้รถจักรยานยนต์สันดาปจำนวนมากในประเทศเปลี่ยนมาใช้โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ปัจจุบันนโยบายส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะนี้มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องได้มาตรฐานความปลอดภัย และมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีสถานที่อัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลายทั่วประเทศด้วยเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
5. สถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานฟอสซิลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลางจะเป็นตัวเร่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนานวัตกรรมและทักษะด้านพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนให้แก่ประชาชนไปพร้อมกันด้วย หากไม่มีการลงทุนด้านคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมควบคู่กัน จะทำให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสูงและไม่สามารถขยายผลได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ หากดำเนินการแบบแยกส่วนจะเกิดปัญหา Coordination Failure กล่าวคือผู้ลงทุนด้านพลังงานสะอาดจะไม่ลงทุนหากระบบโครงข่ายยังไม่รองรับภาคขนส่งจะไม่เปลี่ยนผ่านหากไม่มีพลังงานสะอาดและสถานีชาร์จเพียงพอภาคเอกชนจะไม่ลงทุนในวงกว้าง หากยังขาดความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายและการสนับสนุนจากรัฐ
ดังนั้น การเร่งลงทุนอย่างพร้อมกันในหลายด้าน (Big push) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ
@ วิกฤติพลังงาน เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
ประเด็นที่สาม ถ้ามิได้ตราพ.ร.ก.ในส่วนสร้างการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จะกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไร
คำชี้แจง
1. วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นและไม่มีแนวโน้มว่าจะสิ้นสุดเมื่อใดอันเป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่อความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะประเทศไทยมีความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและภาคขนส่ง ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูงสุดในเอเชีย
ดังนั้น วิกฤตด้านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงความผันผวนของราคาน้ำมัน แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง หากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอและทันเวลา ผลกระทบจะลุกลามจากราคาพลังงานไปสู่ค่าครองชีพโดยรวม กำลังซื้อของประชาชน ตลอดจนต้นทุนและค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะต่าง ๆ ต้นทุนภาคธุรกิจ การผลิต การลงทุน และการจ้างงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
2. การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจึงไม่ได้พิจารณาเพียงมิติของความผันผวนด้านราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงถึงในมิติของความขาดแคลนของพลังงานด้วย ประเทศไทยจําเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยสร้างการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกอันเป็นการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนในเชิงรุกไปสู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อวิกฤตจากภายนอกได้ ซึ่งวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายพลังงานไทย เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรัฐบาล จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและหันไปพึ่งพาพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึงร้อยละ 86.5 ต่อ GDP
ในอีกทางหนึ่งยังช่วยประคับประคองผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งหากมิได้ตราพระราชกำหนดในส่วนที่เป็นการสร้างการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพึงพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อสถานการณ์ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ ดังนี้
2.1 การประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันดิบดูไบต่ออัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวของ GDP ในปี 2569 ณ วันที่ 22 เมษายน 2569 : กรณีไม่มีพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่ผูกกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หากไม่มีพระราชกำหนดดังกล่าวจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.4 ต่อปี และหากสถานการณ์สงครามอิหร่านและสหรัฐตึงเครียดและยืดเยื้อ จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเหลือเพียงร้อยละ 0.7 ถึง 0.8 ต่อปี

2.2 ผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังและหนี้สาธารณะ : เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ชดเชยค่าไฟฟ้า เยียวยาค่าครองชีพประชาชน พยุงภาคธุรกิจและภาคขนส่ง ภาระดังกล่าวจะกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพิ่มการขาดดุลงบประมาณ และอาจทำให้ต้องกู้เงินเพิ่ม และอาจทำให้รัฐไม่มีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือเพื่อรองรับต่อภาวะวิกฤต
นอกจากนี้ หากสถานการณ์วิกฤตยืดเยื้อและภาครัฐใช้กลไกในการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะกระทบต่อฐานะการคลังอย่างร้ายแรงและส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง ระดับหนี้สาธารณะของประเทศและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
ดุลยภาพทางการคลังในการเผชิญวิกฤตการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลได้ใช้กลไกปกติผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนเต็มเพดานความสามารถแล้ว โดยก่อนเกิดวิกฤตการณ์ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะเป็นบวกอยู่ 2,385 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569) ทว่าภายหลังเผชิญแรงกระแทกฉับพลันเพียง 3 เดือน สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันกลับติดลบวิกฤตลึกถึง -63,746 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2569)
หากภาครัฐยังคงฝืนใช้กลไกการทำงานปกติหรือมาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งในอดีตปีงบประมาณ 2565 - 2567 เคยสูญเสียรายได้ภาษีไปเกือบ 1.8 แสนล้านบาท โดยเป็นการสร้างความเสี่ยงทางการคลังที่ไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว การตราพระราชกำหนดฉบับนี้เพื่อระดมทุนมาขับเคลื่อนนโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จึงเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังควบคู่กับการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
2.3 ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ : จากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศมากเกินไปเช่นที่ผ่านมาในอดีต ทำให้ประเทศเสี่ยงต่อการขาดแคลนเชื้อเพลิงและการขาดแคลนพลังงาน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก แต่หากมีการส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในประเทศ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล ลม หรือพลังงานชุมชนจะช่วยลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิลและเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้
2.4 หากพิจารณาสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นกรณีศึกษา จะเห็นว่าการเร่งเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ สามารถช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลของ J.P. Morgan ระบุ ว่า ในเดือนเมษายน 2569 ยอดขาย NEV ของจีนอยู่ที่ประมาณ 0.9 ล้านคัน และมีสัดส่วนต่อยอดขายรถยนต์นั่งรวมสูงถึงร้อยละ 61 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อนและเดือนก่อนหน้า
ขณะที่สหรัฐอเมริกามีสัดส่วน EV/PHEV เพียงร้อยละ 7 และ EU-5 อยู่ที่ร้อยละ 31 สะท้อนให้เห็นว่าจีนมีระดับการยอมรับยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดรถยนต์ใหม่สูงกว่าหลายเศรษฐกิจหลักอย่างชัดเจน แม้ยอดขายรถยนต์นั่งโดยรวมของจีนจะชะลอลง แต่สัดส่วน NEV กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งานและความคุ้มค่าของรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ JP Morgan ยังคงประเมินว่าสัดส่วน NEV ของจีนทั้งปี ๒๕๖๙ จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55 ของยอดขายรถยนต์นั่งรวม ซึ่งสะท้อนว่า EV/NEVเป็นทางเลือกหลักของผู้บริโภคในวงกว้างแล้ว
นอกจากนี้ ในเชิงโครงสร้าง การมีสัดส่วน EV/NEV สูงช่วยให้จีนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันผ่านภาคขนส่งน้อยกว่าประเทศที่ยังพึ่งพารถยนต์สันดาปเป็นหลัก เพราะต้นทุนการเดินทางของครัวเรือนและต้นทุนขนส่งบางส่วนถูกเปลี่ยนจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้า ซึ่งสามารถบริหารจัดการภายในประเทศได้มากกว่า
โดยที่จีนยังมีห่วงโซ่อุปทาน EV และแบตเตอรี่ที่แข็งแรงทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไม่ได้เป็นเพียงการลดการใช้น้ำมัน แต่ยังเป็นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การส่งออก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดย HSBC ประเมินว่า แม้การเติบโตของ EV ในจีนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่ยังเป็นการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยคาดว่าสัดส่วน EV ของจีนจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 62 ในปี 2569 ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจของ EV ผ่านต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านของจีนเกิดขึ้นในระดับที่ลึกกว่าและกว้างกว่าอย่างมาก โดยจีนมีสัดส่วน EV/NEV ในยอดขายรถยนต์ใหม่อยู่ในระดับเกินครึ่งของตลาดแล้ว ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ประเทศที่สามารถเร่งเปลี่ยนผ่านยานยนต์ได้เร็วจะมีความสามารถในการลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันโลกได้มากกว่า ทั้งในด้านเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ ต้นทุนโลจิสติกส์และความมั่นคงด้านพลังงาน
ขณะที่ไทยมียอดจดทะเบียนรถ EV สะสม จำนวน 1.2 ล้านคัน คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 2.62 ของรถจดทะเบียนทั้งหมด (45.8 ล้านคัน) ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถบรรทุกที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มีเพียง 1,386 คน คิดเป็นร้อยละ 0.1 ของยอดจดทะเบียนรถบรรทุกสะสม (1.3 ล้านคัน) ยอดจดทะเบียนรถโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จำนวน 2,950 คัน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของยอดจดทะเบียน รถโดยสารสะสม (120,091 คัน) และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลมีเพียง 102,866 คัน คิดเป็นร้อยละ 0.4 ของยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลสะสม 23.3 ล้านคัน) และยังมีข้อจำกัดในกลุ่มรถกระบะ รถบรรทุก และยานพาหนะภาคเกษตร
ถ้าวิกฤตพลังงานยังคงยืดเยื้อ กลุ่มผู้ใช้ยานยนต์และภาคขนส่งเกือบทั้งหมดจะได้รับผลกระทบ และส่งต่อแรงกระแทกกับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างรุนแรง ภาครัฐก็จะยังคงมีภาระให้การเยียวยาอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
ดังนั้นการส่งเสริม EV ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายสิ่งแวดล้อมหรืออุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้นแต่เป็น “เครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน” ด้วย หากประเทศไทยสามารถเร่งเพิ่มสัดส่วน EV ในกลุ่มที่ใช้น้ำมันสูงและมีระยะทางวิ่งได้ไกลขึ้น อาทิ รถโดยสาร รถรับจ้าง รถขนส่งเชิงพาณิชย์ รถกระบะเพื่อธุรกิจและรถจักรยานยนต์ใช้งานประจำวันจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลก ลดแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาคขนส่งและเพิ่มความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยต่อวิกฤตพลังงานในอนาคต
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบโครงสร้างเชิงลึกกับประเทศจีนที่สามารถใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เป็นเครื่องมือลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันโลกได้สำเร็จ //ประเทศไทยยังคงเผชิญภาวะติดหล่มพลังงานฟอสซิลในภาคขนส่งอย่างรุนแรง// โดยจากจำนวนรถในภาคการขนส่งสะสมทั่วประเทศรวม 1,374,113 คนนั้น ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานฟอสซิล (น้ำมันดีเซลและก๊าซ) สูงถึงร้อยละ 79.97 (จำนวน 1,098,855 คัน) ในขณะที่มีสัดส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV 100%) สะสมเพียงร้อยละ 0.32 (จำนวน 4,334 คัน) เท่านั้น
นอกจากนี้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ของไทยในปัจจุบัน ก็ผลิตไฟฟ้าได้จริงเพียง ร้อยละ 2.10 ของการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ โครงสร้างที่ขาดความสมดุลนี้ทำให้กลไกตลาดปกติไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ด้วยตัวเอง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องใช้อำนาจและเม็ดเงินตามพระราชกำหนดฉบับนี้ในการปลดล็อกอุปสรรคและสร้างแรงจูงใจเชิงรุก เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านดุลยภาพพลังงานไปสู่เป้าหมายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศอย่างทันท่วงที
@ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
ประเด็นที่สี่ ความเห็นอื่นที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
คำชี้แจง
รัฐบาลขอยืนยันว่าได้พิจารณาอย่างละเอียดและถี่ถ้วนแล้วว่า การตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นการดำเนินการที่มีความฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ทุกประการ
ทั้งนี้ การตราพระราชกำหนดนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่รัฐบาลส่งสัญญาณให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญจึงได้มีการตรากฎหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนใน 2 ทาง
ทางที่หนึ่ง ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต อันเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ไม่เกิน 13.18 ล้านคน (2) โครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ไม่เกิน 13.18 ล้านคน (3) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ไม่เกิน 30 ล้านคน
ทางที่สอง ประคับประคองสถานการณ์ที่มีความเปราะบางและมีความไม่แน่นอนต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้เป็นรูปธรรมและทันต่อสถานการณ์ โดยเป็นการเปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนผ่านเพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในอนาคตได้
สุดท้าย รัฐบาลขอยืนยันอีกชั้นหนึ่งว่าการกู้เงินและการใช้จ่ายเงินกู้จะอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบตามกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา