
“…การออกเสียงลงคะแนนของรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หากมติของรัฐสภาไม่เป็นไปตามที่กำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้า ภท. นำคณะ สส.ของพรรค ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน 5 มาตรา ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา โดยมีหลักการและเหตุผล รวมถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีรายละเอียด วิธีการและเนื้อหาสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปรากฏตามร่างมาตรา 256/1 ถึงร่างมาตร 256/23 (ร่างมาตรา 4) โดยมีสาระสำคัญ จำนวน 23 ประเด็น ดังนี้
อ่านประกอบ : ผ่าสูตร ‘สสร.’ 4 พรรค: ‘ภูมิใจไทย’ รับสมัคร - ‘ประชาชน’ ชู เลือกตั้ง - ‘ปชป.’ ชง ‘ไพรมารีโหวต’
หลักการ
แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้
1. แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156)
2. เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เพิ่มมาตรา 256/1 ถึงมาตรา 256/23)
เหตุผล (และความจำเป็น)
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกันย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 156 ได้กำหนดกรณีที่รัฐสภาจะประชุมร่วมกันไว้ โดยไม่ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการดำเนินการเกี่ยวกับการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไว้เป็นการเฉพาะ ประกอบกับได้มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการออกเสียงประชามติ ลงวันที่ 4 มีนาคม 2569 ตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศให้มีการออกเสียง ประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ มีจำนวน 52,933,610 คน มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 36,870,266 คน โดยผลออกเสียงประชามติปรากฏว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 21,621,638 คน ไม่เห็นชอบ จำนวน 11,241,653 คน ไม่แสดงความคิดเห็น จำนวน 3,074,330 คน และบัตรเสีย จำนวน 932,583 ฉบับ /จึงเป็นที่ยุติแล้วว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติเสียงข้างมากเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดังนั้น จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 โดยเพิ่มกรณีที่รัฐสภาจะประชุมร่วมกันเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อกำหนดวิธีการและเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... นี้
@ ‘กกต.’ รับสมัคร ‘สสร.’ - รัฐสภา เลือกเหลือ 100 คน
สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม 23 ประเด็น
1. กำหนดให้การเสนอญัตติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และการออกเสียงลงคะแนนให้ใช้วิธีเรียกชื่อลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (ร่างมาตรา 256/1)
2. กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิก จำนวน 100 คน ดังต่อไปนี้ คือ
-สมาชิกซึ่งรัฐสภาเลือกจาก ผู้สมัครรับเลือก ให้ได้จังหวัดละหนึ่งคน
- สมาชิกซึ่งรัฐสภาเลือกจาก ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ จำนวน 23 คน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 8 คน (ร่างมาตรา 256/2)
3. กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับการเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างมาตรา 256/3)
4. กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับการเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างมาตรา 256/4)
@ เลือก ‘สสร.’ ตามสัดส่วน ‘เสียง สส.’ แต่ละพรรค
5. กำหนดให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ โดยให้ผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ยื่นใบสมัครพร้อมด้วยหลักฐานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามแบบและภายในกำหนดวัน เวลาและสถานที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกและเห็นว่าถูกต้องแล้ว ให้จัดทำบัญชีรายชื่อ โดยแยกเป็นรายชื่อของแต่ละจังหวัดตามมาตรา 256/2 (1) และตามกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ ตามมาตรา 256/2 (2) (ก) (ข) และ (ค) โดยให้เรียงรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตามลำดับอักษร และส่งบัญชีรายชื่อพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานของผู้สมัครรับเลือกไปยังประธานรัฐสภาภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการรับสมัครรับเลือกเพื่อดำเนินการต่อไป (ร่างมาตรา 256/5)
6. กำหนดให้เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อบุคคลผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วให้ /จัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาภายใน 20 วัน/ นับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อครบถ้วน
ในการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องกำหนดสัดส่วนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา และ กรณีของสภาผู้แทนราษฎรให้กำหนดสัดส่วนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมือง ที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงให้จัดทำบัญชีรายชื่อสำรองจากผู้ที่ได้รับคะแนนเรียงตามลำดับคะแนนลงมาอีก 3 คน ยกเว้นกรณีผู้สมัครมีไม่ถึงจำนวนที่กำหนดไว้ให้บัญชีรายชื่อสำรองมีจำนวนเท่าที่มีอยู่
และให้สมาชิกรัฐสภาเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ตามสัดส่วนข้างต้น สาขากฎหมายมหาชน จำนวน 7 คนสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวน 8 คน โดยให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับลงมาจนครบจำนวนเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
รวมถึงให้จัดทำบัญชีรายชื่อสำรองจากผู้ที่ได้รับคะแนนเรียงตามลำดับคะแนนลงมาอีก 3 คน ในแต่ละประเภท ยกเว้นกรณีผู้สมัครมีไม่ถึงจำนวนที่กำหนดไว้ให้บัญชีรายชื่อสำรองมีจำนวนเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้จะมีจำนวนผู้ได้รับคะแนนสูงสุดตามลำดับเกินจำนวนที่กำหนดในบัญชีดังกล่าว ให้ประธานรัฐสภาจัดให้ผู้ที่มีคะแนนเท่ากันนั้นจับสลาก เพื่อเรียงลำดับตามจำนวนที่กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกบุคคลให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด และ การลงคะแนนให้กระทำเป็นการลับ
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการสมัครรับเลือกและการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหมวดนี้ ให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว (ร่างมาตรา 256/6)
7. กำหนดให้ในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามหมวดนี้ในระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภาให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญและให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และมีกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดภายในระยะเวลาที่กำหนดตามหมวดนี้ มิให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณี จนถึงวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมเข้าในระยะเวลาที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการ (ร่างมาตรา 256/7)

@ ขีดเส้น ร่างรัฐธรรมนูญ 360 วัน
(8) กำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเริ่มตั้งแต่วันได้รับเลือกจากรัฐสภา และกำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุด ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม และกำหนดการดำเนินการเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่างลงเพราะเหตุอื่นใด (ร่างมาตรา 256/8)
9. กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่งและ รองประธานคนหนึ่งหรือสองคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจดำเนินกิจการของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหมวดนี้ รองประธานมีหน้าที่และอำนาจตามที่ประธานมอบหมาย และปฏิบัติหน้าที่แทนประธานเมื่อประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เมื่อประธานและรองประธานไม่อยู่ในที่ประชุม ให้สมาชิกแห่งสภาร่างรัฐธรรมนูญเลือกกันขึ้นเองเป็นประธานในคราวประชุมนั้น (ร่างมาตรา 256/9)
10. กำหนดเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (ร่างมาตรา 256/10)
11. กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 360 วัน นับแต่วันที่มีการเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ซึ่งต้องจัดให้มีขึ้นไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ประกาศรายชื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในราชกิจจานุเบกษา (ร่างมาตรา 256/11)
12. กำหนดให้เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างมาตรา 256/12)
@ ปิดประตูแก้ หมวด 1 - หมวด 2
13. กำหนดให้เมื่อร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะดังกล่าว ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป (ร่างมาตรา 256/13)
14. กำหนดวิธีการพิจารณาและจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ การประชุม การลงมติ การแต่งตั้งกรรมาธิการและการดำเนินการของกรรมาธิการ การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติของหมวดนี้ ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาโดยอนุโลม ให้นำบทบัญญัติมาตรา 120 มาตรา 124 และมาตรา 125 มาใช้กับการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 256/14)
@ เคาะสูตร 45 อรหันต์ ‘กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ-กมธ.รับฟังฯ’
15. กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญตามแนวทางที่คณะกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญเสนอ โดยความเห็นชอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จตามเงื่อนไขและกำหนดเวลา เพื่อเสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเผยแพร่เนื้อหาสาระและความคืบหน้าในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก ทั่วถึงและเข้าใจง่าย และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวนไม่เกิน 45 คน
โดยต้องตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ส่วนจำนวนกรรมาธิการอื่นที่เหลือให้ตั้งจากบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณาถึงความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ในการทำหน้าที่จากบัญชีรายชื่อสำรองตามมาตรา 256/6 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญกำหนด (ร่างมาตรา 256/15)
16. กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญตั้ง คณะกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่จัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รับฟังความคิดเห็นและรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้านและเป็นระบบ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยความเห็นชอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ตลอดจนแจ้งให้สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นหรือมีข้อเสนอแนะอื่นใดในระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวนไม่เกิน 45 คน
โดยต้องตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ส่วนจำนวนกรรมาธิการอื่นที่เหลือให้ตั้งจากบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตั้งบุคคลจากบัญชีรายชื่อสำรอง/ ตามมาตรา 256/6 จำนวน 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด และ ตั้งบุคคลอื่นจากที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญกำหนด จำนวน 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญกำหนด (ร่างมาตรา 256/16)//
@ เสียง สว. เห็นชอบ ‘หนึ่งในสี่’ ชี้ขาด
17. กำหนดให้เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อรัฐสภา โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีสิทธิเข้าชี้แจงประกอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ ให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้
กรณีที่รัฐสภามีความเห็นให้แก้ไขเพิ่มเติมให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวคืนไปยังสภาร่างรัฐธรรมนูญและให้สภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมตามความเห็นของรัฐสภา หรือยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญคืน โดยการลงมติยืนยันต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ลงมติยืนยันร่างรัฐธรรมนูญแล้วให้แจ้งผลการพิจารณาหรือการลงมติยืนยันร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง
การออกเสียงลงคะแนนของรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และ ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร (พรรคฝ่ายค้าน) เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และมี สมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หากมติของรัฐสภาไม่เป็นไปตามที่กำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป (ร่างมาตรา 256/17)
@ ‘ประชามติ’ ไม่เห็นชอบ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ‘มีอันตกไป’
18. กำหนดให้เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งให้นำความในมาตรา 256 (9) มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้ประธานรัฐสภาชะลอร่างรัฐธรรมนูญไว้สามวัน จึงให้ประธานรัฐสภาร่างรัฐธรรมนูญส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน 7 วัน นับแต่พ้นเวลาดังกล่าว เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ (ร่างมาตรา 256/18)
19. กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการออกเสียงประชามติ การจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่มีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ (ร่างมาตรา 256/19)
20. กำหนดให้เมื่อการออกเสียงประชามติเสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติ หากผลการออกเสียงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการนำร่างรัฐธรรมนูญไปดำเนินการเพื่อให้มีการประกาศใช้ แต่หากผลการออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป และให้แจ้งผลการออกเสียงประชามติให้ประธานรัฐสภาทราบโดยเร็ว (ร่างมาตรา 256/20)
21. กำหนดให้เมื่อผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและให้นำบทบัญญัติมาตรา 81 วรรคสอง และมาตรา 146 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (ร่างมาตรา 256/21)
22. กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ในกรณีดังต่อไปนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา เมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไป ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง (1) หรือ (2) ให้ดำเนินการจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ตามหมวดนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุด ทั้งนี้ บุคคลผู้ที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดเดิมจะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่ได้ (ร่างมาตรา 256/22)
23. กำหนดให้ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ตกไป คณะรัฐมนตรี หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามความในหมวดนี้อีกได้ การออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบของรัฐสภาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เมื่อรัฐสภามีมติอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว จะมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งอีกไม่ได้ เว้นแต่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ (ร่างมาตรา 256/23)

ที่มาภาพ : เว็บไซต์ รัฐสภาไทย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา