
“…การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) ดำเนินการเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ...จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ซึ่งเป็นเจ้าของเพื่อการใช้อำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการที่ดินพุทธมณฑลทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย...”
............................................
จากกรณีที่ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.957/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ.195/2569 ระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. (ผู้ฟ้องคดี) กับ กรมธนารักษ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย
กรณี กรมธนารักษ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) โดย สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐม ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2562 ดำเนินการเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียน ‘ที่ดินพุทธมณฑล’ เนื้อที่ 2,500 ไร่ เป็น 'ที่ราชพัสดุ' แต่ พศ. เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นศาสนสมบัติของพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนสมบัติกลางตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลฯสั่งระงับการดำเนินการของกรมธนารักษ์
โดยคดีนี้ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาระงับมิให้กรมธนารักษ์นำที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ 2,500 ไร่ ไปขึ้นทะเบียนเป็น ‘ที่ราชพัสดุ’ เนื่องจากศาลฯเห็นว่า ที่ดินพุทธมณฑล เป็นทรัพย์สินของพระศาสนา เป็นศาสนสมบัติกลางตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ ไม่เป็นที่ราชพัสดุที่จะนำไปขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุได้ (อ่านประกอบ : ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ห้ามนำ'ที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่' ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ มีรายละเอียด ดังนี้
@ชี้คำวินิจฉัย‘กฤษฎีกา’มิได้มีผลผูกพันการพิจารณาคดีของ‘ศาล’
คดีหมายเลขดำที่ อ.957/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ.195/2569
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ผู้ฟ้องคดี
กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี
เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้อง รวม 2 ประเด็น
ประเด็นที่หนึ่ง ศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ...เมื่อผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) กล่าวอ้างว่า ที่ดินพุทธมณฑลเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็น ศาสนสมบัติกลางที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการ รวมทั้งเป็นเจ้าของตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
ประกอบมาตรา 42 แห่ง พ.ร.ฎ.แก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2554 พ.ศ.2545
ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมดำเนินการสํารวจรังวัดจัดทำแผนที่ รวมทั้งให้ผู้ฟ้องคดีสำรวจรายการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินแปลงพุทธมณฑลเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี
และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายนั้น ผู้ฟ้องคดีมีคําขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ อันเป็นคำขอให้ศาลกำหนดคําบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีโดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมงดเว้นกระทำการดังกล่าว ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดคําบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
นอกจากนั้น โดยที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2565 ในขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบ ในการปฏิบัติราชการของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ได้เกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2564 เป็นต้นไป
และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2565 มีการแต่งตั้ง ผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ หรือมีรองผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนอื่น เป็นผู้รักษาราชการแทน
โดยปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่า มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชพลเรือนสามัญ ลงวันที่ 24 ก.พ.2565 ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.2565 เป็นต้นไป อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมีนายสิปป์บวร ดำรงตำแหน่ง รองผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแต่เพียงผู้เดียว นายสิปป์บวร จึงเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ ผู้ซึ่งตนแทนตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง และมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ผู้ฟ้องคดี โดยนายสิปป์บวรขณะดำรงตำแหน่ง รองผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ที่ผู้ถูกฟ้องคดี อุทธรณ์ว่าผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) โดยนายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อํานวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่มีอานาจฟ้องคดีนี้ ฟังไม่ขึ้น….
สำหรับกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) อุทธรณ์ว่า การที่ผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ไม่ปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาและนําคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ที่ให้ฝ่ายปกครองต้องปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลปกครองจึงไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณา นั้น
เห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 7 (2) แห่ง พ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2542 ในการรับปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เป็นการตอบข้อหารือทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ จึงมิได้เป็นคําวินิจฉัยที่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐฟ้องคดีต่อศาลในเรื่องที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นทางกฎหมายแล้วแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีในประเด็นนี้ จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
นอกจากนั้น ที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า ที่ดินพุทธมณฑลเป็นศาสนสมบัติกลางหรือเป็นที่ราชพัสดุ อันเป็นการโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม นั้น
เห็นว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) ได้ยื่นคําร้อง ลงวันที่ 13 มิ.ย.2565 ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
ต่อมา ศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นศาลที่ส่งความเห็น และศาลจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นศาลที่รับความเห็น มีความเห็นพ้องกันว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คำสั่งดังกล่าวของศาลจึงถึงที่สุด
และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก ทั้งนี้ ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีในประเด็นนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้
@ที่ดิน‘พุทธมณฑล’เป็น‘ศาสนสมบัติกลาง’ไม่เป็น‘ที่ราชพัสดุ’
ประเด็นที่สอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2562 ดำเนินการสํารวจรังวัดจัดทำแผนที่แสดงรายละเอียดที่ดินราชพัสดุแปลงพุทธมณฑล
และให้ผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ดำเนินการสํารวจรายการส่ง-รับ ที่ราชพัสดุขึ้นทะเบียน (แบบ ทร.03 และ ทร.04)เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ศาลจะกำหนดคําบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นกระทำการหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ....กฎหมายบัญญัติเรื่องการดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของพระศาสนา หรือศาสนสมบัติไว้โดยเฉพาะ โดยแบ่งศาสนสมบัติออกเป็นสองประเภท คือ ศาสนสมบัติกลาง และศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเดิม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484
บัญญัติให้ กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งยังมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง อันเป็นศาสนสมบัติกลาง โดยมิได้บัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ในศาสนสมบัติกลางนั้น เนื่องจากศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา
ต่อมา เมื่อมีการยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 และประกาศใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังคงบัญญัติ ให้ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่งเช่นเดิม โดยให้ กรมการศาสนา มีอพนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลาง และเพื่อการนี้ให้ถือว่า กรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย
กรณีย่อมเห็นได้ว่า ศาสนสมบัติกลาง เป็นทรัพย์สินของพระศาสนา แต่เนื่องจากพระศาสนาไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย บทบัญญัติดังกล่าว จึงมีหลักการให้กรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางเท่านั้น โดยมิได้มุ่งหมายให้กรมการศาสนา เป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางอย่างแท้จริงอย่างเช่นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ศาสนสมบัติกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของกรมการศาสนา
ต่อมา เมื่อมีการจัดตั้งผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ขึ้น โดยให้มีฐานะเป็นกรม มีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนา ส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนา และดูแลรักษาศาสนสมบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยคณะสงฆ์ และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
และผู้ฟ้องคดี ได้รับโอนอำนาจหน้าที่ และทรัพย์สินของกรมการศาสนา ในส่วนที่โอนไปเป็นของสำนักงานพุทธมณฑล ยกเว้นส่วนที่โอนไปเป็นของสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานศาสนสมบัติ มาเป็น ของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 159 (7) และ (9) แห่ง พ.ร.ฎ.โอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และมาตรา 42 แห่ง พ.ร.ฎ.แก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 พ.ศ.2545
จึงถือได้ว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นเจ้าของทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา อันเป็นสมบัติกลาง เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการใช้อำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางนั้น โดยนัยเดียวกันกับกรมการศาสนา เมื่อศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งมิใช่ทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว ศาสนสมบัติกลาง จึงไม่เป็นที่ราชพัสดุที่กระทรวงการคลังอาจมีกรรมสิทธิ์ได้ ตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การจัดสร้างพุทธมณฑลเกิดขึ้นจากการริเริ่มของรัฐบาลในสมัยนั้น เพื่อสมโภชปีพุทธศักราช 2500 รัฐบาลจึงจัดทำโครงการเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ให้เป็นงานใหญ่ และให้สร้างพุทธมณฑลขึ้นเป็นพุทธานุสรณียสถานแห่งการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา
โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2497 เห็นชอบให้ดำเนินการสร้างพุทธมณฑลขึ้นเป็นพุทธานุสรณียสถานแห่งการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2497 คณะกรรมการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ได้เดินทางไปตรวจดูที่ดินบริเวณที่จะสร้างพุทธมณฑล
และเห็นพร้อมกันว่า ควรจัดสร้างพุทธมณฑลในอาณาบริเวณ เนื้อที่ 2,500 ไร่ ในท้องที่ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน และตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม อันเป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และของเอกชน ที่ดินพุทธมณฑล ทั้ง 65 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ ซึ่งประกอบด้วย
1.ที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เนื้อที่ประมาณ 135 ไร่ 2.ที่ดินที่ได้จากการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี และตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พ.ศ.2509 เพื่อให้รัฐบาลนําไปดำเนินการจัดสร้างพุทธมณฑล
3.ที่ดินที่จัดซื้อจากการรวบรวมเงินงบประมาณ เงินบริจาคของประชาชนและข้าราชการ รายได้จากการจําหน่ายพระเครื่อง พระพุทธรูป แสตมป์ ปฏิทิน และเสมาที่ระลึก โดยเป็นการร่วมแรงร่วมใจในการจัดสร้างพุทธมณฑลตามนโยบาย ของรัฐบาล
และ 4.ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยมีคลอง จำนวน 1 คลอง ชื่อ “คลองนา” (สาธารณประโยชน์) เชื่อมพื้นที่ภายในและภายนอกพุทธมณฑล โดยประตูน้ำเพื่อรองรับน้ำจากแม่น้ำท่าจีน
จึงเห็นว่า ถึงแม้ว่าที่ดินพุทธมณฑล จะมีทั้งส่วนที่เป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และที่ดินเอกชน และเงินที่ใช้ในการจัดซื้อที่ดิน เพื่อสร้างพุทธมณฑลมีทั้งเงินบริจาค เงินรายได้จากการจําหน่ายพระเครื่อง พระพุทธรูป แสตมป์ ปฏิทิน และเสมาที่ระลึก และเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาความเป็นมาในการจัดสร้างพุทธมณฑลแล้วเห็นได้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพุทธมณฑลให้เป็นพุทธานุสรณียสถานแห่งการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา
อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือ ที่ 3754/2502 ลงวันที่ 3 มี.ค.2502 ถึงเลขาธิการ ทำเนียบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นําเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า จะให้ลงชื่อกรม กระทรวงใด เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินแปลงพุทธมณฑล เนื่องจากวัตถุประสงค์อันแท้จริงในการสร้างพุทธมณฑลไม่ปรากฏแจ้งชัด
แต่เท่าที่ทราบรัฐบาลสมัยนั้น ต้องการที่จะขยายเมืองหลวงออกไปทางจังหวัดธนบุรีและจังหวัดนครปฐม ได้กำหนดตัดถนนขึ้น 8 สาย และสร้างพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพิพิธภัณฑ์ทางศาสนา โดยไม่ประสงค์จะให้เป็นวัด เงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อที่ดินเป็นเงินงบประมาณบ้าง เงินเรี่ยไรบ้าง
ถ้าเป็นชื่อวัดในโฉนดควรเป็นชื่อกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเป็นเงินงบประมาณควรเป็นชื่อกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ดี โดยที่วัตถุประสงค์ในการสร้างพุทธมณฑล ไม่ปรากฏชัดแจ้งไม่ทราบว่า รัฐบาลมีความประสงค์ที่จะให้ใช้ชื่อกรม กระทรวงใด ในสองกรมที่กล่าวนี้ หรือกรม กระทรวงอื่น ลงชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินสร้างพุทธมณฑล 2,500ไร่
ซึ่งสำนักบริหารของนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินรายนี้ควรอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพราะยังไม่ได้เป็นวัดหรือพระราชทานวิสุงคามสีมา ต่อเมื่อเป็นวัดแล้ว กรมธนารักษ์จึงจะโอนให้กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ต่อไป
หลังจากนั้น เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ สค.2105/2502 ลงวันที่ 6 เม.ย.2502 แจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการจัดสร้างพุทธมณฑลว่า คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2502 และลงมติให้ใส่ชื่อ กรมการศาสนา
อันแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า รัฐบาลในขณะนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างพุทธมณฑลขึ้น เพื่อประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก โดยประสงค์ให้พุทธมณฑลเป็นสถานที่สําคัญทางพระพุทธศาสนาเพื่อรําลึกถึงพระพุทธเจ้า และเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา
จึงให้ใส่ชื่อกรมการศาสนาลงในโฉนดที่ดินพุทธมณฑล เนื่องจากในขณะนั้นกรมการศาสนาอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางอันเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งยังมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่งตามมาตรา 46 (1) และมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 มิได้มุ่งหมายให้พุทธมณฑลเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์)
มิฉะนั้น คณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ใส่ชื่อ ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) หรือกระทรวงการคลัง ลงในโฉนดที่ดินพุทธมณฑลตามความเห็นของสำนักบริหารของนายกรัฐมนตรีแล้ว
ดังนั้น ที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ จึงเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง อันเป็นศาสนสมบัติกลางตามมาตรา 46 (1) แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 และมาตรา 40 (1) แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 นับแต่ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าว
โดยมีผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) เป็นเจ้าของ เพื่อการดูแลรักษาและจัดการตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
ประกอบมาตรา 46 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 159 (7) และ (9) แห่ง พ.ร.ฎ.โอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 พ.ศ.2545 และมาตรา 42 แห่ง พ.ร.ฎ.แก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 พ.ศ.2545
และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า ที่ดินพุทธมณฑลเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ต่อมาภายหลังได้ตรา พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 และมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินพุทธมณฑลที่หลากหลายลักษณะ ทั้งแก่คณะสงฆ์ รัฐบาล พุทธบริษัท ประชาชน และนักท่องเที่ยวก็ตาม
ก็หาได้มีผลให้ที่ดินพุทธมณฑล ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วว่า เป็นทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง กลับกลายเป็นที่ราชพัสดุแต่อย่างใดไม่
เมื่อที่ดินพุทธมณฑลไม่ใช่ที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐม จึงไม่มีอำนาจดำเนินการสำรวจรังวัดจัดทำแผนที่แสดงรายละเอียดที่ดินราชพัสดุแปลงพุทธมณฑล
และให้ผู้ฟ้องคดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) จัดทำแบบสํารวจรายการส่ง-รับ ที่ราชพัสดุขึ้นทะเบียน (แบบ ทร.03 และ ทร.04) เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุตามมาตรา 17 และมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2562
การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) ดำเนินการเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐม ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ให้ทำการสํารวจรังวัดและจัดทำแผนที่รายละเอียดที่ราชพัสดุแปลงพุทธมณฑล
และขอให้ผู้ฟ้องคดีสํารวจรายการที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินราชพัสดุแปลงพุทธมณฑล ตามแบบรายการส่ง-รับ ที่ราชพัสดุ ขึ้นทะเบียน (แบบ ทร.03 และ ทร.04) จัดส่งให้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมเพื่อดำเนินการรับขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุต่อไป แจ้งตามหนังสือที่ กค 0318.18/617 ลงวันที่ 18 ส.ค.2563 และที่ กค 0318.18/402 ลงวันที่ 5 มี.ค.2564
จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของเพื่อการใช้อำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการที่ดินพุทธมณฑลทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลจะกำหนดคําบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นกระทำการสํารวจรังวัดจัดทำแผนที่ รวมทั้งสำรวจรายการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินแปลงพุทธมณฑลเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ
ที่ผู้ถูกฟ้องคดี อุทธรณ์ว่า ที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการปกครอง ดูแลพุทธมณฑลเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมธนารักษ์) นําที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ 2,500 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ คําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุด เห็นพ้องด้วยในผล
พิพากษายืน
อ่านประกอบ :
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ห้ามนำ'ที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่' ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ
ฉบับเต็ม! คดีขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ'พุทธมณฑล’-หลักฐานประวัติศาสตร์ชี้ชัด‘ทรัพย์สินศาสนา’
เป็นศาสนสมบัติกลาง! 'ศาลปค.'สั่งห้าม'ธนารักษ์'นำที่ดิน'พุทธมณฑล'ขึ้นทะเบียน'ที่ราชพัสดุ'

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา