
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ห้ามนำ ‘ที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่’ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ชี้เจตนารมณ์สร้างเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา-'พุทธานุสรณียสถาน' จึงเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.195/2569 ระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรักษาและพัฒนาที่ดินพุทธมณฑล ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนสมบัติกลางตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 การที่กรมธนารักษ์ผู้ถูกฟ้องคดีโดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2562 ดำเนินการเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ ต่อมา ศาลปกครองกลางพิพากษาห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ 2,500 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และเห็นว่า กฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์บัญญัติเรื่องการดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของพระศาสนาหรือศาสนสมบัติไว้โดยเฉพาะ โดยแบ่งศาสนสมบัติออกเป็นสองประเภท คือ ศาสนสมบัติกลาง และศาสนสมบัติของวัด ซึ่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการ และกรมการศาสนา มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งยังมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง อันเป็นศาสนสมบัติกลางตลอดมาตามลำดับ
กรณีนี้ย่อมเห็นได้ว่า ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา แต่เนื่องจากพระศาสนาไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย บทบัญญัติดังกล่าวจึงมีหลักการให้กรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางเท่านั้น โดยมิได้มุ่งหมายให้กรมการศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางอย่างแท้จริงอย่างเช่นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ศาสนสมบัติกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของกรมการศาสนา
ต่อมา เมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้ฟ้องคดีขึ้นโดยให้มีฐานะเป็นกรม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนา ส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนาและดูแลรักษาศาสนสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และผู้ฟ้องคดีได้รับโอนอำนาจหน้าที่ และทรัพย์สินของกรมการศาสนา ในส่วนของสำนักงานพุทธมณฑล ยกเว้นส่วนที่โอนไปเป็นของสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานศาสนสมบัติ มาเป็นของผู้ฟ้องคดี จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลางเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการใช้อำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางนั้นโดยนัยเดียวกันกับกรมการศาสนา เมื่อศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว ศาสนสมบัติกลางจึงไม่เป็นที่ราชพัสดุที่กระทรวงการคลัง อาจมีกรรมสิทธิ์ได้ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ
สำหรับที่ดินพุทธมณฑล ถึงแม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินพุทธมณฑลมีทั้งส่วนที่ได้มาจากที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และที่ดินเอกชน และเงินที่ใช้ในการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างพุทธมณฑล ซึ่งมีทั้งเงินบริจาค เงินรายได้จากการจำหน่ายพระเครื่อง พระพุทธรูป แสตมป์ ปฏิทิน และเสมาที่ระลึก และเงินงบประมาณแผ่นดิน ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความเป็นมาในการจัดสร้างพุทธมณฑลแล้วเห็นได้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพุทธมณฑลให้เป็นพุทธานุสรณียสถานแห่งการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2502 ให้ใส่ชื่อกรมการศาสนาเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินแปลงพุทธมณฑล อันแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า รัฐบาลในขณะนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างพุทธมณฑลขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก โดยประสงค์ให้พุทธมณฑลเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้า และเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา จึงให้ใส่ชื่อกรมการศาสนาลงในโฉนดที่ดินพุทธมณฑล
เนื่องจากในขณะนั้นกรมการศาสนาอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางอันเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งยังมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง มิได้มุ่งหมายให้พุทธมณฑลเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดี มิฉะนั้นคณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ใส่ชื่อผู้ถูกฟ้องคดีหรือกระทรวงการคลังลงในโฉนดที่ดินพุทธมณฑลตามความเห็นของสำนักบริหารของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแล้ว ดังนั้น ที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ จึงเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่งอันเป็นศาสนสมบัติกลางตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์นับแต่ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าว โดยมีผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของเพื่อการดูแลรักษาและจัดการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ
แม้ต่อมาภายหลังได้ตราพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 และมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินพุทธมณฑลที่หลากหลายลักษณะทั้งแก่คณะสงฆ์ รัฐบาล พุทธบริษัท ประชาชน และนักท่องเที่ยวก็ตาม ก็หาได้มีผลให้ที่ดินพุทธมณฑลซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วว่า เป็นทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง กลับกลายเป็นที่ราชพัสดุแต่อย่างใดไม่
เมื่อที่ดินพุทธมณฑลไม่ใช่ที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีโดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมจึงไม่มีอำนาจดำเนินการสำรวจรังวัดจัดทำแผนที่แสดงรายละเอียดที่ดินราชพัสดุแปลงพุทธมณฑล และให้ผู้ฟ้องคดีจัดทำแบบสำรวจรายการส่ง - รับที่ราชพัสดุขึ้นทะเบียน เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2562
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของเพื่อการใช้อำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการที่ดินพุทธมณฑลทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลจะกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นกระทำการสำรวจรังวัดจัดทำแผนที่ รวมทั้งสำรวจรายการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินแปลงพุทธมณฑลเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองกลางพิพากษาห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ 2,500 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา