
“…เหตุที่มีชื่อพยานเป็นกรรมการบริษัทในปี 2542 และเป็นผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 เม.ย.2554 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาจะลงสมัครรับเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น จึงขอใช้ชื่อพยานเป็นกรรมการ พยานไม่มีความรู้เกี่ยวกับบริษัท และไม่ได้ยินยอมที่จะให้ชื่อไป แต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะกลัวว่าจะถูกไล่ออก ผู้ถูกกล่าวหามีความรู้กฎหมาย พยานไม่คิดว่าจะนำบริษัทไปกระทำความผิดต่อกฎหมาย…”
....................................
จากกรณีที่ ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 51/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อม 4/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) (ผู้ร้อง) กล่าวหา นายปราสิต หรือเจษฎา ธนะแพทย์ (ผู้ถูกกล่าวหา) ขณะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินฯอันเป็นเท็จ
โดยศาลฯพิพากษาว่า นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า มีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย องนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์ ผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 42-44/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 239/2565 และจำเลขในคดีหมายเลขแดงที่ อท 266/2565 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 นั้น (‘ศาลฎีกา’สั่งจำคุก‘อดีตนายกเทศฯ’นิคมคำสร้อย 4 เดือน จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินฯอันเป็นเท็จ)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดของคำพิพากษาศาลฎีกาฯในคดีดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้
@‘ป.ป.ช.’มีมติ‘อดีตนายกเทศฯ’จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ‘เท็จ’
ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องและแก้คำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์) ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
โดยไม่แสดงรายการทรัพย์สินเงินลงทุน 2 แห่ง คือ 1) เงินลงทุนในบริษัทเจษฎา 29 จำกัด และ 2) เงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่ง
ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา และลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81, 114 วรรคสอง (1), และมาตรา 167 กับขอให้นับโทษต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 42-44/2563 ,คดีหมายเลขแดงที่ อท 239/2565 และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อท 266/2565 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และจำเลยในคดีที่ผู้ร้องขอให้นับโทษต่อ
พิเคราะห์คำร้อง เอกสารประกอบคำร้อง สำนวนการไต่สวนของผู้ร้อง และคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า
ผู้ถูกกล่าวหา (นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์) ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.2554 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2562
ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2562 โดยไม่แสดงรายการทรัพย์สินเงินลงทุน 2 แห่ง คือ 1) เงินลงทุนใน บริษัทเจษฎา 29 จำกัด ที่อยู่ในชื่อนายวิชา มาลัย มูลค่า 4,998,000 และนางเทียมจิตต์ โสธรชัย มูลค่า 1,000 บาท
และ 2) เงินลงทุนใน ห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน ที่อยู่ในชื่อนายทศพร ปิยะรุ่งบัณฑิต มูลค่า 200,000 บาท และนางสาวอุไทย สุจริต มูลค่า 100,000 บาท
บริษัทเจษฎา 29 จำกัด เดิมชื่อบริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 มี.ค.2536 โดยนายวิทยา ธนะแพทย์ บิดาผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ขอยื่นจดทะเบียน ผู้ถูกกล่าวหาเคยเป็นผู้ถือหุ้นและมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว ต่อมามีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นและกรรมการหลายครั้ง
เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2552 บริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเจษฎา 29 จำกัด และไม่มีชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ถือหุ้นตามเอกสารหมาย ร.10
ห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน จดทะเบียนวันที่ 22 ส.ค.2546 โดยนางสาวปิยะพร ปิยะรุ่งบัณฑิต เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และนางสาวอุไทย สุจริต เป็นหุ้นส่วน ต่อมาวันที่ 1 พ.ค.2555 มีการเปลี่ยนหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการจากนางสาวปิยะพร เป็นนายทศพร ปิยะรุ่งบัณฑิต ไม่ปรากฏชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นหุ้นส่วนตามเอกสารหมาย ร.15
ระหว่างวันที่ 2 ต.ค.2556 ถึงวันที่ 23 มี.ค.2561 บริษัทเจษฎา 29 จำกัด เป็นคู่สัญญากับเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย รวม 14 สัญญา และระหว่างวันที่ 12 มิ.ย.2556 ถึงวันที่ 31 ส.ค.2558 ห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสินเป็นคู่สัญญากับเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย รวม 10 สัญญา
เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2555 บริษัทเจษฎา 29 จำกัด โอนเงิน 709,000 บาท และเมื่อวันที่ 12 ก.ย.2555 บริษัทเจษฎา 29 จำกัด โอนเงิน 799,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหา ตามเอกสารหมาย ร.12
ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) มีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 ธ.ค.2566 แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริง ตามเอกสารหมาย ร.19 ผู้ถูกกล่าวหา (นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์) มีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 ธ.ค.2566 ชี้แจงว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของกิจการดังกล่าว ตามเอกสารหมาย ร.20
ผู้ร้องแจ้งข้อกล่าวหาและข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2566 และวันที่ 11 ม.ค.2567 ตามลำดับ ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 25 ม.ค.2567 และมีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 5 ก.พ.2567 ตามเอกสารหมาย ร.21 ถึง ร.24
ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) เห็นว่า คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาฟังไม่ขึ้น จึงมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน
ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 42-44/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 239/2565 และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อท 266/2565 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
@ชี้คดีไม่ขาด‘อายุความ’-เริ่มนับวันยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามข้อโต้แย้งของผู้ถูกกล่าวหาประการแรกว่า คำร้องขาดอายุความหรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า คดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2567 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด จึงขาดอายุความ
เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4)
เมื่อผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2562 อายุความจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว มิใช่นับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งหรือวันที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทรัพย์สินมาในปี 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2567 ยังไม่พ้นกำหนดห้าปี จึงไม่ขาดอายุความ
ที่ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งประการต่อไปว่า ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ.2561 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ต.ค.2561 ทรัพย์สินตามคำร้องไม่เคยเป็นของผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่อาจใช้บังคับย้อนหลังกับผู้ถูกกล่าวหาได้นั้น
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้องตามที่มีอยู่จริง เมื่อเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (2) 105 ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (4) พ.ศ.2561
และประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ.2561
ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2562 ภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ใช้บังคับนับแต่วันที่ 22 ก.ค.2561 และประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวใช้บังคับนับแต่วันที่ 13 ต.ค.2561 จึงใช้บังคับแก่คดีได้ ข้อโต้แย้งทั้งสองข้อของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น
@ใช้ชื่อ‘ลูกจ้าง-ช่างซ่อมโทรทัศน์-ป้า’เป็นกรรมการบริษัทฯ
ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร หรือไม่
ผู้ร้องมีนายทศพร ปิยะรุ่งบัณฑิต ,นางสาวอุไทย สุจริต ,นายทรงธรรม ดูยอดรัมย์ ,นางสาวปิยะพร ปิยะรุ่งบัณฑิต และนางสาวมณีรัตน์ คนยืน เบิกความเป็นพยานประกอบสำนวนการไต่สวนของผู้ร้อง ตามคำเบิกความของพยานผู้ร้องดังกล่าว กรณีเงินลงทุนในบริษัทเจษฎา 29 จำกัด และเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน แม้ไม่ปรากฏชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรรมการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือผู้ถือหุ้นก็ตาม
แต่นายทรงธรรมเบิกความว่า พยานเคยทำงานเป็นช่างซ่อมรถไถนาเดินตามและรถแทรกเตอร์ของบริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2546 ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของและผู้บริหาร มีอำนาจตัดสินใจและเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงาน
เหตุที่มีชื่อพยานเป็นกรรมการบริษัทในปี 2542 และเป็นผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 เม.ย.2554 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาจะลงสมัครรับเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น จึงขอใช้ชื่อพยานเป็นกรรมการ พยานไม่มีความรู้เกี่ยวกับบริษัท และไม่ได้ยินยอมที่จะให้ชื่อไป แต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะกลัวว่าจะถูกไล่ออก ผู้ถูกกล่าวหามีความรู้กฎหมาย พยานไม่คิดว่าจะนำบริษัทไปกระทำความผิดต่อกฎหมาย
นางสาวมณีรัตน์ เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนเบิกความว่าพยานเรียกนายทรงธรรมมาให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำพยานเอกสารหมาย ร.48
นอกจากนี้ พยานยังได้เรียกนางเทียมจิตต์ โสธรชัย มาให้ถ้อยคำแล้ว นางเทียมจิตต์ยืนยันว่า เป็นพี่สาวนายวิทยา ซึ่งเป็นบิดาผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่รู้จักบริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด หรือบริษัทเจษฎา 29 จำกัด
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว มีชื่อนางเทียมจิตต์ เป็นผู้ถือหุ้น เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามาขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน นางเทียมจิตต์เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลาน จึงยอมมอบให้ แต่ไม่ทราบว่าเอาไปทำอะไร ตามบันทึกถ้อยคำพยานเอกสารหมาย ร.56
และพยานเรียกนายวิชามาให้ถ้อยคำแล้วจัดทำบันทึกถ้อยคำของนายวิชา ตามเอกสารหมาย ร.37 สรุปความว่า นายวิชาเป็นช่างซ่อมโทรทัศน์ เคยถูกดำเนินคดีอาญาและได้รับการช่วยเหลือจากนายวิทยาในเรื่องการประกันตัว เมื่อพ้นโทษออกมาประมาณปี 2523 นายวิทยาขอให้ลงนามในเอกสารขอกู้เงินจากธนาคารแทน
ต่อมาอีกหลายปี นายวิทยาโทรศัพท์แจ้งว่า ให้นายวิชา ทำตามที่ผู้ถูกกล่าวหาสั่งการ ผู้ถูกกล่าวหาพานายวิชาไปสถานที่ราชการและสำนักงานสรรพากร นายวิชายินยอมทำตาม เพราะเป็นหนี้บุญคุณนายวิทยา แต่นายวิชาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเจษฎา 29 จำกัด และไม่เคยทำสัญญากับส่วนราชการแต่อย่างใด
ภายหลังมีเจ้าหน้าที่สรรพากรแจ้งว่า นายวิชามีรายได้ นายวิชาโทรศัพท์ติดต่อนายวิทยา จึงทราบว่านายวิทยา เสียชีวิตแล้ว นายวิชาแจ้งต่อผู้รับโทรศัพท์ ให้เอาชื่อนายวิชาออกจากเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรม
แล้วนายวิชาเข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2567 ว่า มีคนร้ายนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและลายมือชื่อไปใช้จดทะเบียนบริษัทเจษฎา 29 จำกัด แจ้งให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และนำเอกสารไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขามุกดาหาร ชื่อบัญชีบริษัทเจษฎา 29 จำกัด
โดยนายวิชา มาลัย ผู้แทนนิติบุคคลเป็นผู้ขอเปิดบัญชี และทำสัญญากับส่วนราชการ ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ร.53
@ดึง‘อดีตคนรัก’จดตั้ง‘หจก.’-กล่อม‘พยาน’ยอมรับเป็นเจ้าของฯ
ส่วนกรณีเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน ที่อยู่ในชื่อนายทศพรและนางสาวอุไทย นั้น
นางสาวปิยะพรเป็นพยานเบิกความว่าปี 2555 คบหาเป็นคนรักกับผู้ถูกกล่าวหา ขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย ผู้ถูกกล่าวหาชักชวนให้จดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน โดยให้ไปหาญาติมาร่วมเป็นหุ้นส่วน
พยานจึงให้นางสาวอุไทย ซึ่งเป็นภริยานายทศพรมาเป็นหุ้นส่วน โดยไม่ได้นำเงินมาลงทุน ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ลงทุนแต่ผู้เดียว พยานไม่เคยเข้าไปดำเนินกิจการและไม่เคยได้ค่าตอบแทนจากกิจการ ผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนทำสัญญารับเหมางาน ในบางครั้งผู้ถูกกล่าวหาจะนำเอกสารใบเสนอราคาและเช็คของห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน มาให้พยานลงชื่อ
นายทศพร เป็นพยานเบิกความว่า นางสาวปิยะพร พี่สาวพยาน ซึ่งทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ ต้องเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการ ไม่อาจเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทได้ จึงขอให้พยานเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการแทน
พยานเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือกันระหว่างพี่น้องจึงยินยอมทำตาม โดยจดทะเบียนให้มีชื่อพยานเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลเอกสารหมาย ร.15 พยานไม่ได้เข้าไปบริหารจัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน ไม่เคยลงนามในเอกสารใด และไม่เคยได้รับผลประโยชน์จากกิจการ
เมื่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเคยคบหาเป็นคนรักกับนางสาวปิยะพรรู้ว่า จะมีเจ้าหน้าที่มาสอบสวน ผู้ถูกกล่าวหาได้มาพบพยานและซักซ้อมคำตอบ โดยอธิบายขั้นตอนการประมูลงาน การดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาที่ทำกับเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย และบอกให้ตอบว่า พยานเป็นผู้ดำเนินการในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน ทั้งที่พยานไม่มีความรู้การทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
ผู้ถูกกล่าวหาบอกว่า ถ้าไม่ตอบตามที่ซักซ้อม พยานจะถูกดำเนินคดีและได้รับโทษจำคุก ทำให้พยานกลัว ผู้ถูกกล่าวหานำสำเนาสัญญาจ้างก่อสร้างประปาหอถังสูง ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้รับจ้างในสัญญา แต่ไม่ใช่ลายมือชื่อของพยานมาให้ดู และบอกให้พยานฝึกเขียนลายมือชื่อให้เหมือนกับลายมือชื่อในสัญญา
พยานแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย ให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาว่า ปลอมลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน และเอกสารเกี่ยวกับการเสนอราคาโครงการก่อสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสินที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ตามเอกสารหมาย ร.34
ส่วนนางสาวอุไทยเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวปิยะพร ซึ่งเป็นพี่สาวนายทศพร ขอใช้ชื่อพยานร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วยเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยพยานไม่ได้นำเงินมาลงทุน หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน
ทั้งระหว่างที่เจ้าหน้าที่ผู้ร้องเรียกให้พยานไปให้ถ้อยคำ ผู้ถูกกล่าวหามาที่บ้าน เพื่อให้พยาน และนายทศพรยอมรับว่า เป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน และเป็นผู้ทำสัญญากับเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย
@ชี้‘อดีตนายกเทศฯ’เป็นเจ้าของ‘บ.เจษฎา-หจก.มัณฑนสิน’
เห็นว่า พยานผู้ร้องให้ถ้อยคำและเบิกความในชั้นไต่สวนสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะนายทรงธรรม ซึ่งเป็นช่างซ่อมรถไถนาเดินตามและรถแทรกเตอร์ของบริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2546 ยืนยันว่าเป็นกิจการของผู้ถูกกล่าวหา
นายทรงธรรม เป็นเพียงลูกจ้างที่ไม่ปรากฏว่า มีฐานะทางการเงินเพียงพอที่จะเป็นผู้ถือหุ้นในปี 2554 จำนวน 25,000 หุ้น มีมูลค่ามากถึง 2,500,000 บาท หรือมีความรู้ความสามารถที่จะเป็นกรรมการบริษัทในปี 2542 เพราะในช่วงระยะเวลาดังกล่าว นายทรงธรรมยังคงเป็นพนักงานตำแหน่งช่างซ่อมประจำบริษัท
ประการสำคัญ ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนบริษัท และรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2542 ว่า มีกรรมการเก่าออก 2 คน คือ นายวิทยาและผู้ถูกกล่าวหา กรรมการเข้าใหม่ 2 คน คือ นายทรงธรรมและนายลม สิงห์ศร
โดยปรากฏตามบันทึกถ้อยคำของนายลม เอกสารหมาย ร.57 ว่า นายลมเป็นพนักงานช่างซ่อมเครื่องยนต์ ประจำบริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในปี 2554 จำนวน 9,400 หุ้น มูลค่า 994,000 บาท จนถึงปี 2551 เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 45,000 หุ้น มูลค่า 4,500,000 บาท
นายลม มีฐานะยากจน จึงไม่มีเงินไปลงทุน ภายหลังจึงทราบว่าเหตุที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว ทำให้นายลมต้องถูกตัดสิทธิออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบันอาศัยเงินสวัสดิการผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ลายมือชื่อที่ปรากฏในเอกสารของบริษัทน่าจะเป็นเอกสารที่เสมียนนำมาให้ลงลายมือชื่อในขณะปฏิบัติงาน เนื่องจากนายลมอ่านหนังสือไม่ออกเพียงแต่ลงลายมือชื่อของตนได้เท่านั้น
การดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นมาเป็นนายทรงธรรมและนายลม ซึ่งเป็นเพียงพนักงานของบริษัทและมีฐานะยากจน จึงขัดต่อเหตุผลและเป็นพิรุธ
ประกอบกับบุคคลที่เคยปรากฏชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท เจษฎา 29 จำกัด นอกจากนายลมและนายทรงธรรมแล้ว ยังมีนางณัฐกาญจน์ เมตุลา และนางสาวสายสมรบุญ วงศ์ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท ให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนของผู้ร้องว่า ไม่เคยทราบว่าตนเองเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น และยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของบริษัท ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ร.49 และร.50 ตามลำดับ
ส่วนบุคคลที่เคยปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้น คือ นางสาวเกตุวดี ยืนยง และนางสาวขวัญจุฬา จันทรโคตร ให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนของผู้ร้องว่า ไม่ทราบว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นเช่นกัน ทั้งยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของบริษัท ตามสำนวนคดีเอกสารหมาย ร.29 หน้า 494 และ 495
พยานดังกล่าวข้างต้นไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคือง หรือส่วนได้เสียใดที่ต้องให้ถ้อยคำบิดเบือนไปจากความจริงเพื่อกล่าวร้ายผู้ถูกกล่าวหา จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง
ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นเจ้าของกิจการ แต่ใช้ชื่อนายทรงธรรมและนายลม รวมทั้งผู้มีชื่ออื่นเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นแทน เพราะเหตุผลที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตอำเภอนิคมคำสร้อย และจะนำบริษัทเจษฎา 29 จำกัด ทำสัญญารับจ้างกับส่วนราชการ
โดยในวันที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2562 และผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2562 นั้น เงินลงทุนในบริษัทเจษฎา 29 จำกัด ที่อยู่ในชื่อนายวิชาและนางเทียมจิตต์ในฐานะผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกกล่าวหา
และในทำนองเดียวกันสำหรับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสินที่จดทะเบียนจัดตั้งในปี 2556 โดยนางสาวปิยะพรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและนางสาวอุไทยเป็นหุ้นส่วน
ต่อมาปี 2555 มีการเปลี่ยนหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการจากนางสาวปิยะพรมาเป็นนายทศพร ซึ่งพยานผู้ร้องทั้งสามปากนี้ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าพยานไม่เคยเกี่ยวข้อกับการบริหาร ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดำเนินกิจการเองทั้งหมด
ทั้งนายทศพรยังแจ้งความดำเนินคดี กรณีที่ถูกผู้ถูกกล่าวหาปลอมลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารเกี่ยวกับการเสนอราคาโครงการก่อสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน ที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ
ประการสำคัญ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน และนายทศพร ในฐานะส่วนตัว และในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการถูกพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อท 60/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อท 16/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ว่า เป็นผู้สนับสนุนผู้ถูกกล่าวหาในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
กรณีเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย ทำสัญญาโครงการก่อสร้างประปาหอถังสูง กับบริษัทเจษฎา 29 จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน นายทศพรให้การรับสารภาพตามฟ้อง อันเป็นการยอมรับในความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก หากไม่เป็นความจริง คงไม่ให้การให้เป็นผลร้ายกับตนเองเช่นนี้
ยิ่งทำให้คำเบิกความนายทศพรที่ยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์) เป็นผู้ดำเนินกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสินทั้งหมด มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาเบิกความในคดีนี้ ยอมรับว่าเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด บิดาผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้หาทุน โดยกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานธุรกิจอุบลราชธานี วงเงินสินเชื่อ 20,000,000 ในนามบริษัท นั้น
ยังสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำของนายธนู ประสิทธิ์สุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารสำนักงานธุรกิจอุบลราชธานี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ให้การในชั้นไต่สวนของผู้ร้องตามสำนวนคดี เอกสารหมาย ร.29 หน้า 614 และ 615 สรุปได้ว่า
การขอวงเงินสินเชื่อดังกล่าว แบ่งเป็น 2 วงเงิน ให้บริษัท ไท สหกิจคอนสตรัคชั่น (1993) จำกัด ใช้ร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน จึงแสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องและมีผลประโยชน์ร่วมกันอีกด้วย
ที่ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธว่าบริษัทเจษฎา 29 จำกัด เป็นกิจการของนายวิทยาบิดาผู้ถูกกล่าวหา และห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสินเป็นกิจการของนางสาวปิยะพรกับพวกนั้น
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างลอยๆ ซึ่งแตกต่างจากพยานบุคคลที่ให้ถ้อยคำต่อผู้ร้องในชั้นไต่สวนและเบิกความต่อศาล โดยปรากฏข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหา สอดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกิจการดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงมีน้ำหนักน้อย
ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งว่าคำเบิกความของนายทรงธรรม ไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัทเจษฎา 29 จำกัด ตามที่นายทรงธรรมเบิกความตอบทนายผู้ถูกกล่าวหาถามเพิ่มเติม ยอมรับว่า นายทรงธรรมมีชื่อในรายการส่งเงินสมทบของสถานประกอบการ สำนักงานประกันสังคม เอกสารหมาย ค.13 ชื่อผู้ประกอบการ คือ บริษัทเจษฎา 92 จำกัด ซึ่งมิใช่บริษัทเจษฎา 29 จำกัด นั้น
เห็นว่า ตามบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาที่ยื่นต่อผู้ร้อง กรณีเข้ารับตำแหน่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเจษฎา 92 จำกัด กับมีเงินลงทุนในบริษัทเป็นเงิน 2,940,000 บาท ตามเอกสารหมาย ร.7 และกรณีพ้นจากตำแหน่งผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเจษฎา 92 จำกัด กับมีเงินลงทุนในบริษัทเป็นเงิน 500,000 บาท ตามเอกสารหมาย ร.9
แสดงให้เห็นว่านายทรงธรรม ยังคงเป็นลูกจ้างของผู้ถูกกล่าวหาอยู่ จึงไม่เป็นพิรุธและไม่ทำให้คำเบิกความของนายทรงธรรมเสียน้ำหนักไป
@อ้างคำพิพากษา‘ศาลปค.’ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง‘บ.เจษฎา’ฟังไม่ขึ้น
ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างต่อไปว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เทศบาลตำบลนิคมคำสร้อยผู้ว่าจ้างชำระเงินค่างานให้บริษัทเจษฎา 29 จำกัด หากผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเจษฎา 29 จำกัด ก็คงเบิกจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาให้ไปโดยไม่ต้องฟ้องคดีนั้น
เห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทเจษฎา 29 จำกัด ก่อสร้างถนนไม่เป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาจ้าง แต่เทศบาลตำบลนิคมคำสร้อยไม่ได้มีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง
การที่บริษัท เจษฎา 29 จำกัด นำคดีมาฟ้องเรียกเงินค่าจ้าง ถือได้ว่าคู่สัญญาไม่ประสงค์จะบังคับตามสัญญาจ้างอีกต่อไป กรณีจึงเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยาย และผลแห่งการเลิกสัญญาทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่าย จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม บริษัทเจษฎา 29 จำกัด จึงมีสิทธิได้รับค่าแห่งการงานนั้น
แต่เนื่องจากถนนที่ก่อสร้างมีความหนาของคอนกรีตไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญาจ้าง จึงให้จ่ายค่าแห่งการงานให้ร้อยละ 80 ของเงินค่าวัสดุและแรงงาน ประเด็นแห่งคดี เป็นเรื่องความรับผิดตามสัญญาจ้างเท่านั้น จึงมิใช่ข้อยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเจษฎา 29 จำกัด
และที่ผู้ถูกกล่าวหาเบิกความอ้างว่า เงิน 709,000 บาท และ 799,000 บาท ที่โอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหาเป็นเงินที่ยืมจากนางจุฑามาศ ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการบริษัทเจษฎา 29 จำกัด นั้น
เห็นว่า ในชั้นไต่สวนของผู้ร้อง ผู้ถูกกล่าวหามิได้ชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นไต่สวนของศาล โดยไม่ปรากฏหลักฐานการกู้ยืมเงิน ทั้งการโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของบริษัทเจษฎา 29 จำกัด เข้าบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหาย่อมขัดต่อเหตุผลและขัดต่อการดำเนินกิจการของนิติบุคคล ยิ่งกว่านั้นยังขัดแย้งกับข้อที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า กิจการเป็นของบิดาผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่สมเหตุผลและเป็นพิรุธ
ส่วนคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าในวันสืบพยานคดีดังกล่าว นายผู้ถูกกล่าวหาขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คณะกรรมการไต่สวนของผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ไม่ได้ไต่สวนภายในระยะเวลาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 48
ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาจึงยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา โดยไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงอื่น ทั้งคำพิพากษาอ่านเมื่อวันที่ 26 ม.ค.2566 ภายหลังที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในคดีนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี จึงไม่อาจใช้คำพิพากษานี้เป็นข้อเท็จจริงเพื่อกล่าวหาได้ นั้น
เห็นว่า การพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดคดีนี้หรือไม่นั้น ศาลต้องพิจารณาจากคำร้องและเอกสารประกอบสำนวนการไต่สวน คำให้การ พยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้ถูกกล่าวหาในชั้นไต่สวนของศาล โดยใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง หาใช่รับฟังแต่เฉพาะผลคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 เพียงประการเดียวไม่
ที่ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างในทำนองว่า เมื่อไม่ปรากฏชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรอง และคำขอจดทะเบียนบริษัท จึงไม่อาจฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องในเงินลงทุนนั้น
เห็นว่า แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้น มายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 127 ก็ตาม
แต่เมื่อได้ความจากการไต่สวน โดยมีพยานบุคคลที่มีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นพนักงานลูกจ้างของบริษัทเจษฎา 29 จำกัด ซึ่งบิดาผู้ถูกกล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารกิจการ และให้พนักงานลูกจ้าง เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท โดยไม่ปรากฏว่ามีฐานะทางการเงินเพียงพอ
ตลอดจนมีพยานบุคคลที่เป็นญาติใกล้ชิดต่างเบิกความและให้ถ้อยคำยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหารและเจ้าของกิจการ จึงมีน้ำหนักรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของเอกสารมหาชนดังกล่าวได้ ฟังได้ว่าบุคคลผู้มีชื่อในเอกสารมหาชนนั้น เป็นตัวแทนของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นเจ้าของกิจการและเงินลงทุนในบริษัทเจษฎา 29 จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน ดังนี้
เมื่อผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) เมื่อเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (4), 105
ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (4) พ.ศ.2561
แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยไม่แสดงรายการทรัพย์สินเงินลงทุนในบริษัทเจษฎา 29 จำกัด และเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดมัณฑนสิน ประกอบกับผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของผู้ถูกกล่าวหาไม่สัมพันธ์กับรายได้
มีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้ที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ผู้ร้องจึงมีมติให้ดำเนินการไต่สวนเบื้องต้นกรณีมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 115 ตามเอกสารหมาย ร.31
@พิพากษาจำคุก 4 เดือน-เพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดไป
ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง จึงต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม ทั้งการกระทำของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดตามมาตรา 167
พิพากษาว่า นายปกาสิตหรือเจษฎา ธนะแพทย์ ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 42-44/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 239/2565 และจำเลขในคดีหมายเลขแดงที่ อท 266/2565 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
อ่านประกอบ :
‘ศาลฎีกา’สั่งจำคุก‘อดีตนายกเทศฯ’นิคมคำสร้อย 4 เดือน จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินฯอันเป็นเท็จ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา