“…อันเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ที่จะให้สมาชิกของสหกรณ์ โดยมติของที่ประชุมใหญ่สามารถกำหนดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง และเหตุในการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ได้ ทั้งนี้ โดยกระทำในรูปแบบของการออกเป็นข้อบังคับของสหกรณ์…”
.....................................
จากกรณีที่เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาเพิกถอน ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดให้สหกรณ์ต่างๆต้องกำหนดไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์ให้ตำแหน่ง ‘ผู้จัดการสหกรณ์’ ต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
โดยศาลฯเห็นว่า ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ฯดังกล่าว ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมาย และการกำหนดอายุของผู้จัดการสหกรณ์นั้น เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์ นั้น (อ่านประกอบ :‘ศาลปค.สูงสุด’เพิกถอนระเบียบฯจำกัดอายุ‘ผจก.สหกรณ์’60 ปี-‘กสส.’แจ้ง‘สกจ.’ยึดคำพิพากษา)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในกรณีการเพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาไปแล้ว 3 คดี ดังนี้
@คดีพิพาท‘สหกรณ์การเกษตรพิมาย-นายทะเบียนสหกรณ์’
คดีแรก สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คดีหมายเลขดำที่ อ.667/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.17/2569)
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารมาพยานหลักฐานในคำฟ้อง คำให้การ คำชี้แจง คำอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐานอื่นจากการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด) เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 จดทะเบียนสหกรณ์เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2517
ผู้ฟ้องคดีได้ว่าจ้างนาง ป. อายุ 64 ปี เป็นผู้จัดการผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2566 ถึงวันที่ 31 มี.ค.2560 เป็นระยะเวลา 1 ปี อัตราเงินเดือน 94,330 บาท ตามสัญญาจ้างเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด ลงวันที่ 14 ธ.ค.2565
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดี (อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์) ได้ออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 ลงวันที่ 4 พ.ย.2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2565 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
โดยข้อ 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง หรือเหตุอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ แต่ต้องไม่เกินหกสิบ (60) ปีบริบูรณ์ สุดแต่เงื่อนไขใดจะถึงกำหนดก่อน และให้พ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชี โดยเป็นเหตุหนึ่งในข้อบังสืบของสหกรณ์
วรรคสอง กำหนดว่า สหกรณ์ต้องกำหนดเหตุตามวรรคแรกไว้ในระเบียบของสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ด้วย
ข้อบังคับสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2561 ข้อ 90 กำหนดว่า การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการ ผู้จัดการของสหกรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ….
(4) อายุครบหกสิบ (60) ปีบริบูรณ์ ให้เป็นอันออกจากงานเมื่อสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์ ซึ่งเป็นปีที่มีอายุครบหกสิบ (60) ปีบริบูรณ์ หรือครบกำหนดตามสัญญาจ้าง คณะกรรมการดำเนินการอาจพิจารณาจัดจ้างตำแหน่งผู้จัดการซึ่งมีอายุครบหกสิบ (60) ปีบริบูรณ์แล้วได้
โดยลงมติให้พ้นจากตำแหน่งก่อน แล้วจึงพิจารณาจ้างเป็นคราวๆ คราวละไม่เกินหนึ่งปี แต่ต้องไม่เกินห้าครั้งและเมื่อผู้จัดการนั้นอายุครบหกสิบห้า (65) ปีบริบูรณ์แล้ว ให้เป็นอันพ้นจากตำแหน่งในวันวันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์
ผู้ฟ้องคดี (สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด) เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565
อีกทั้งการกำหนดให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบหกสิบ (60) ปีบริบูรณ์ มีผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับให้สอดคล้องกันระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีไม่สามารถจ้างผู้จัดการที่มีอายุเกินหกสิบปีได้
ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด) ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
กรณีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจไว้หรือไม่
เห็นว่า เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น
วรรคสอง บัญญัติว่า การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด
มาตรา 75 วรรคสาม บัญญัติว่า รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่างๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ประกอบกับสหกรณ์เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีการรวมกลุ่มบุคคลอย่างอิสระด้วยความสมัครใจ
และสมาชิกสหกรณ์มีส่วนร่วมในการควบคุม กำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของสหกรณ์ตามหลักประชาธิปไตย โดยรัฐมีหน้าที่เพียงให้การส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบบสหกรณ์เท่านั้น
แม้ผู้ถูกฟ้องคดี (อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์) มีอำนาจในการออกระเบียบหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ ตามมาตรา 16 (8) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ก็ตาม แต่การออกระเบียบดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักการและความเป็นอิสระของสหกรณ์ การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการควบคุมกำหนดนโยบายและการตัดสินใจของสหกรณ์ด้วย
โดยผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเพียงกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีต้องใช้อำนาจกำกับดูแลแลเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยต้องเป็นไปเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการสหกรณ์เท่านั้น
และโดยที่ตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์นั้น เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2540 มาตรา 52 ซึ่งได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการไว้ โดยมิได้กำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ หรือให้อำนาจในการออกกฎหมายลำดับรองในเรื่องดังกล่าวไว้แต่อย่างใด
ในขณะที่บทบัญญัติตามมาตรา 43 (10) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ได้บัญญัติให้ข้อบังคับสหกรณ์ ต้องมีการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้จัดการ และการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะต้องกระทำโดยมติของที่ประชุมใหญ่ และต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
อันเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ที่จะให้สมาชิกของสหกรณ์ โดยมติของที่ประชุมใหญ่สามารถกำหนดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง และเหตุในการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ได้ ทั้งนี้ โดยกระทำในรูปแบบของการออกเป็นข้อบังคับของสหกรณ์
เมื่อผู้ฟ้องคดีได้กำหนดกรณีการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ ไว้ในข้อ 90 ของข้อบังคับสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 โดยกำหนดว่า การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการ ผู้จัดการของสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) .. (4) อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ให้เป็นอันออกจากงานเมื่อสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์ ซึ่งเป็นปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือครบกำหนดตามสัญญาจ้าง คณะกรรมการดำเนินการอาจพิจารณาจัดจ้างตำแหน่งผู้จัดการซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วได้
โดยลงมติให้พ้นจากตำแหน่งก่อน แล้วจึงพิจารณาจ้างเป็นคราวๆ คราวละไม่เกินหนึ่งปี แต่ต้องไม่เกินห้าครั้ง และเมื่อผู้จัดการนั้นอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้เป็นอันพ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด
ข้อบังคับดังกล่าว รองนายทะเบียนสหกรณ์ ปฏิบัติการแทนผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับจดทะเบียนข้อบังคับไว้โดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2561 การพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ผู้ฟ้องคดี จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับของผู้ฟ้องคดี
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 กำหนดให้ผู้จัดการสหกรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง หรือเหตุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
แต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ สุดแต่เงื่อนไขใดจะถึงกำหนดก่อน และให้พ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชี โดยเป็นเหตุหนึ่งในข้อบังคับของสหกรณ์ และให้สหกรณ์กำหนดเหตุดังกล่าวไว้ในระเบียบของสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรายการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ให้เป็นไปตามระเบียบนี้ในคราวการประชุมใหญ่ครั้งถัดไป ทั้งนี้ ตามข้อ 4 และข้อ 5 ของระเบียบพิพาท ซึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ทุกสหกรณ์
อันมีลักษณะเป็นการกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้จัดการสหกรณ์ ซึ่งขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2546 ที่ประสงค์จะให้เป็นอำนาจของสมาชิกสหกรณ์ โดยมติที่ประชุมใหญ่ออกข้อบังคับสหกรณ์กำหนดเรื่องดังกล่าว
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงฟังขึ้น
และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าระเบียบพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในประเห็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกระเบียบดังกล่าว
@คดีพิพาท‘สหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ-นายทะเบียน’
คดีที่สอง สหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คดีหมายเลขดำที่ อ.671/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.19/2569)
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานในคำฟ้อง คำให้การ คำคัดค้านคำให้การ คำให้การเพิ่มเติม คำอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐานอื่นจากการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (สหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด) เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 จดทะเบียนสหกรณ์เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2517 ผู้ฟ้องคดีได้ว่าจ้าง นาย ส. อายุ 60 ปี เป็นผู้จัดการผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2565 ถึงวันที่ 31 มี.ค.2566 เป็นระยะเวลา 1 ปี อัตราเงินเดือน 44,990 บาท ตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างสหกรณ์ ลงวันที่ 1 เม.ย.2565
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 ใช้บังคับกับสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยข้อ 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง หรือเหตุอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
แต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ สุดแต่เงื่อนไขใดจะถึงกำหมดก่อน และให้พ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชี โดยเป็นเหตุหนึ่งในซื้อบังคับของสหกรณ์
วรรคสอง กำหนดว่า สหกรณ์ต้องกำหนดเหตุตามวรรคแรกไว้ในระเบียบของสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ด้วย ซึ่งข้อบังคับสหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด พ.ศ.2565 ข้อ 90 กำหนดว่า การดำรงตำแหน่งผู้จัดการ สหกรณ์อาจจ้างผู้จัดการได้สองวิธี คือ มีกำหนดระยะเวลาจ้างหรือไม่กำหนดระยะเวลาจ้างก็ได้
ข้อ 92 กำหนดว่า การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการ ผู้จัดการของสหกรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้...
(4) อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือครบกำหนดตามสัญญาจ้าง สุดแต่เงื่อนไขใดถึงกำหนดก่อน และให้พ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชีที่อายุ 60 ปีบริบูรณ์ หรือครบกำหนดตามสัญญาจ้าง คณะกรรมการดำเนินการ อาจพิจารณาจัดจ้างตำแหน่งผู้จัดการ ซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน
แล้วจึงพิจารณาจ้างเป็นคราวๆ ละไม่เกินหนึ่งปี แต่ต้องไม่เกินห้าครั้ง และเมื่อผู้จัดการนั้น อายุครบ 65 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้เป็นอันพ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ภายหลังจากที่ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์พิพาทมีผลใช้บังคับ จะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ทั่วประเทศ รวมถึงผู้ฟ้องคดีจะไม่สามารถจ้างผู้จัดการที่มีอายุเกิน 60 ปีได้
และผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจออกระเบียบนายทะเปียนสหกรณ์พิพาท เนื่องจากมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดี มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์และกฎหมายอื่นเท่านั้น
จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้เพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์พิพาทดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วย จึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเป็นคดีนี้
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (สหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด) ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
กรณีมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น
วรรคสอง บัญญัติว่า การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด
มาตรา 75 วรรคสาม บัญญัติว่า รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่างๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 46 บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินธุรกิจ การผลิต การค้า การบริการ และอุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ของสมาชิก
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
ประกอบกับสหกรณ์เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีการรวมกลุ่มบุคคลอย่างอิสระด้วยความสมัครใจ และสมาชิกสหกรณ์มีส่วนร่วมในการควบคุม กำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของสหกรณ์ตามหลักประชาธิปไตย โดยรัฐมีหน้าที่เพียงให้การส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบบสหกรณ์เท่านั้น
แม้ผู้ถูกฟ้องคดี (อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์) จะมีอำนาจในการออกระเบียบหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ ตามมาตรา 16 (8) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ก็ตาม แต่การออกระเบียบหรือคำสั่งดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักการและความเป็นอิสระของสหกรณ์ การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการควบคุมกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของสหกรณ์ด้วย
ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีอำนาจเพียงกำกับดูแลสหกรณ์ และต้องใช้อำนาจเท่าที่จำเป็น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว
และโดยที่ตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์นั้น มาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการไว้ โดยมิได้กำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ หรือให้อำนาจในการออกกฎหมายลำดับรองในเรื่องดังกล่าวไว้แต่อย่างใด
ในขณะที่บทบัญญัติของมาตรา 43 (10) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ได้บัญญัติให้ข้อบังคับสหกรณ์ ต้องมีการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้จัดการ และการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะต้องกระทำโดยมติของที่ประชุมใหญ่ และต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
อันเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ที่จะให้สมาชิกของสหกรณ์ โดยมติของที่ประชุมใหญ่สามารถกำหนดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง และเหตุในการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ได้ ทั้งนี้ โดยกระทำในรูปแบบของการออกเป็นข้อบังคับของสหกรณ์
เมื่อผู้ฟ้องคดีได้กำหนดกรณีการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ ไว้ในข้อ 92 ของข้อบังคับสหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด พ.ศ.2565 โดยกำหนดให้การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการด้วยเหตุอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้เป็นอันออกจากงานเมื่อสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด ซึ่งเป็นปีที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
หรือครบกำหนดตามสัญญาจ้าง คณะกรรมการดำเนินการ อาจพิจารณาจัดจ้างตำแหน่งผู้จัดการซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน แล้วจึงพิจารณาจ้างเป็นคราวๆ คราวละไม่เกินหนึ่งปี แต่ต้องไม่เกินห้าครั้ง และเมื่อผู้จัดการนั้นอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้เป็นอันพ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์การเกษตรขามทะเลสอ จำกัด
ข้อบังคับดังกล่าว รองนายทะเบียนสหกรณ์ ปฏิบัติการแทนผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับจดทะเบียนข้อบังคับไว้โดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2565 การพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ผู้ฟ้องคดี จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับของผู้ฟ้องคดี
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 กำหนดให้ผู้จัดการสหกรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง หรือเหตุอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ แต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ สุดแต่เงื่อนไขใดจะถึงกำหนดก่อน
และให้พ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชี โดยเป็นเหตุหนึ่งในข้อบังคับของสหกรณ์ และให้สหกรณ์กำหนดเหตุดังกล่าวไว้ในระเบียบของสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรายการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ให้เป็นไปตามระเบียบนี้ในคราวการประชุมใหญ่ครั้งถัดไป ทั้งนี้ ตามข้อ 4 และข้อ 5 ของระเบียบพิพาท ซึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ทุกสหกรณ์
อันมีลักษณะเป็นการกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้จัดการสหกรณ์ ซึ่งขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2546 ที่ประสงค์จะให้เป็นอำนาจของสมาชิกสหกรณ์ โดยมติที่ประชุมใหญ่ออกข้อบังคับสหกรณ์กำหนดเรื่องดังกล่าว
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงฟังขึ้น
และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าระเบียบพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในประเด็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกระเบียบดังกล่าว
และให้คำสั่งทุเลาการบังคับตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 สิ้นผลลงนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
@คดีพิพาท‘สหกรณ์การเกษตรสารภีโชคชัย-นายทะเบียน’
คดีที่สาม สหกรณ์การเกษตรสารภีโชคชัย จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คดีหมายเลขดำที่ อ.668/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.18/2569)
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานในคำฟ้อง คำให้การ คำชี้แจง คำอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์แล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (สหกรณ์การเกษตรสารภีโชคชัย จำกัด) เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2565 จดทะเบียนสหกรณ์เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2521 ผู้ฟ้องคดีได้ว่าจ้าง นาง ก. ซึ่งในขณะทำสัญญาอายุ 61 ปี เป็นผู้จัดการผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2565 ถึงวันที่ 31 มี.ค.2566 เป็นระยะเวลา 1 ปี อัตราเงินเดือน 81,265 บาท ปรากฏตามสัญญาจ้างผู้จัดการสหกรณ์ ลงวันที่ 7 ธ.ค.2564
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 ใช้บังคับกับสหกรณ์ทั่วประเทศ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2565
โดยข้อ 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง หรือเหตุอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ สุดแต่เงื่อนไขใดจะถึงกำหนดก่อน และให้พ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชี โดยเป็นเหตุหนึ่งในข้อบังคับของสหกรณ์
วรรคสอง กำหนดว่า สหกรณ์ต้องกำหนดเหตุตามวรรคแรกไว้ในระเบียบของสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ด้วย
ข้อบังคับสหกรณ์เกษตรสารภิโชคชัย จำกัด และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2559 ข้อ 90 กำหนดว่าการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการ ผู้จัดการของสหกรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างอย่างใด ดังต่อไปนี้...
(4) อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือครบกำหนดตามสัญญาจ้าง คณะกรรมการอาจพิจารณาจัดจ้างตำแหน่งผู้จัดการ ซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วได้ โดยลงมติให้พ้นจากตำแหน่งก่อน แล้วจึงพิจารณาจ้างเป็นคราวๆ คราวละหนึ่งปี แต่ต้องไม่เกินห้าครั้ง และเมื่อผู้จัดการนั้นอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้เป็นอันพ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีบัญชี
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 อีกทั้งผู้ฟ้องคดีไม่สามารถจ้างผู้จัดการที่มีอายุเกินหกสิบปีได้ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 จึงเป็นระเปียบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้เพิกถอนระเบียบพิพาทดังกล่าว ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วย จึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (สหกรณ์การเกษตรสารภีโชคชัย จำกัด) ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
กรณีจึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น
วรรคสอง บัญญัติว่า การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด
มาตรา 75 วรรคสาม บัญญัติว่า รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่างๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 46 บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินธุรกิจ การผลิต การค้า การบริการ และอุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ของสมาชิก
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
ประกอบกับสหกรณ์เป็นนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจ การผลิต การค้า การบริการ และอุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ โดยเป็นการรวมกลุ่มบุคคลอย่างอิสระด้วยความสมัครใจ
และสมาชิกสหกรณ์มีส่วนร่วมในการควบคุม กำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของสหกรณ์ตามหลักประชาธิปไตย โดยรัฐมีหน้าที่เพียงให้การส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบบสหกรณ์เท่านั้น
แม้ผู้ถูกฟ้องคดี (อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์) จะมีอำนาจในการออกระเบียบหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ ตามมาตรา 16 (8) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ก็ตาม แต่การออกระเบียบหรือคำสั่งดังกล่าว ต้องคำนึงถึงหลักการและความเป็นอิสระของสหกรณ์ การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการควบคุมกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของสหกรณ์ด้วย
ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีอำนาจเพียงกำกับดูแลสหกรณ์ และต้องใช้อำนาจเท่าที่จำเป็น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว
และโดยที่ตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์นั้น มาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการไว้ โดยมิได้กำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ หรือให้อำนาจในการออกกฎหมายลำดับรองในเรื่องดังกล่าวไว้แต่อย่างใด
ในขณะที่บทบัญญัติของมาตรา 43 (10) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ได้บัญญัติให้ข้อบังคับสหกรณ์ ต้องมีการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้จัดการ และการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะต้องกระทำโดยมติของที่ประชุมใหญ่ และต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
อันเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ที่จะให้สมาชิกของสหกรณ์ โดยมติของที่ประชุมใหญ่สามารถกำหนดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง และเหตุในการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ได้ ทั้งนี้ โดยกระทำในรูปแบบของการออกเป็นข้อบังคับของสหกรณ์
เมื่อผู้ฟ้องคดีได้กำหนดกรณีการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ ไว้ในข้อ 90 ของข้อบังคับสหกรณ์การเกษตรสารภีโชคชัย จำกัด พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2559 โดยกำหนดว่า การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการ ผู้จัดการของสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้…
(4) อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือครบกำหนดตามสัญญาจ้าง คณะกรรมการดำเนินการ อาจพิจารณาจัดจ้างตำแหน่งผู้จัดการซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วได้ โดยลงมติให้พ้นจากตำแหน่งก่อน แล้วจึงพิจารณาจ้างเป็นคราวๆ คราวละไม่เกินหนึ่งปี แต่ต้องไม่เกินห้าครั้ง และเมื่อผู้จัดการนั้นอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้เป็นอันพ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชีสหกรณ์
ข้อบังคับดังกล่าว รองนายทะเบียนสหกรณ์ ปฏิบัติการแทนผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับจดทะเบียนข้อบังคับไว้โดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2559 การพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ผู้ฟ้องคดี จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับของผู้ฟ้องคดี
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 กำหนดให้ผู้จัดการสหกรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุครบกำหนดตามสัญญาจ้าง หรือเหตุอายุตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ แต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ สุดแต่เงื่อนไขใดจะถึงกำหนดก่อน
และให้พ้นจากตำแหน่งในวันสิ้นปีทางบัญชี โดยเป็นเหตุหนึ่งในข้อบังคับของสหกรณ์ และให้สหกรณ์กำหนดเหตุดังกล่าวไว้ในระเบียบของสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรายการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ให้เป็นไปตามระเบียบนี้ ในคราวการประชุมใหญ่ครั้งถัดไป ทั้งนี้ ตามข้อ 4 และข้อ 5 ของระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์พิพาท ซึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ทุกสหกรณ์
อันมีลักษณะเป็นการกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้จัดการสหกรณ์ ซึ่งขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2546 ที่ประสงค์จะให้เป็นอำนาจของสมาชิกสหกรณ์ โดยมติที่ประชุมใหญ่ออกข้อบังคับสหกรณ์กำหนดเรื่องดังกล่าว
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงฟังขึ้น
และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าระเบียบพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในประเด็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกระเบียบดังกล่าว
เหล่านี้เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด 3 คดี ซึ่งศาลฯพิพากษาให้เพิกถอนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ.2565 โดยศาลฯเห็นว่า การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้จัดการสหกรณ์นั้น
เป็นการขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2546 ที่ประสงค์จะให้เป็นอำนาจของสมาชิกสหกรณ์ โดยมติที่ประชุมใหญ่ออกข้อบังคับสหกรณ์กำหนดเรื่องนี้!
อ่านประกอบ :
ศาลปค.สูงสุด’เพิกถอนระเบียบฯจำกัดอายุ‘ผจก.สหกรณ์’60 ปี-‘กสส.’แจ้ง‘สกจ.’ยึดคำพิพากษา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา