
"...รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำย่อมมีเสถียรภาพเชิงโครงสร้างสูง แต่ เสถียรภาพทางการเมืองที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการบริหารความขัดแย้งภายใน การรักษาความชอบธรรมในสายตาสังคม และการไม่ประมาทเดินซ้ำรอยบทเรียนจากอดีต หากรัฐบาลใหม่หลงเชื่อว่าเสียงในรัฐสภาทำให้ “ไม่มีใครทำอะไรได้” การเมืองไทยอาจเดินกลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกครั้ง..."
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่สื่อทุกสำนักได้รับจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายหลังเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ สะท้อนภาพการเมืองไทยหลังเลือกตั้งได้อย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วยจำนวน ส.ส. 193 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคประชาชน 118 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง ขณะที่พรรคขนาดเล็กอื่น ๆ รวมกันได้อีก 35 ที่นั่ง
ภายใต้โครงสร้างสภาเช่นนี้ การจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ทางคณิตศาสตร์ หากแต่เป็นการต่อรองเชิงอำนาจ การเมืองเชิงความทรงจำ และแรงกดดันจากสังคมควบคู่กันไป โดยสามารถประเมินสูตรรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้หลัก ๆ ได้อย่างน้อย 3 สูตรดังนี้...
สูตรที่ 1 : ภูมิใจไทย – เพื่อไทย – กล้าธรรม
(193 + 74 + 58 = 325 เสียง)
สูตรนี้ถูกมองว่าเป็น ตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในทางการเมือง เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น มีเสถียรภาพในสภาสูง และลดความเสี่ยงจากการแตกแถวของ ส.ส. อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมต่างมีท่าทีพร้อมเข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำย่อมมีอำนาจต่อรองสูงสุด
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของสูตรนี้อยู่ที่ ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ในสายตาสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความบาดหมางระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยในช่วงปลายรัฐบาลแพทองธาร ที่มีการปรับคณะรัฐมนตรีจนภูมิใจไทยหลุดจากรัฐบาล นอกจากนี้ การรวมพรรคใหญ่หลายพรรคเข้าด้วยกันย่อมทำให้โควตารัฐมนตรีต่อพรรคลดลง และเพิ่มแรงเสียดทานภายในคณะรัฐมนตรีเอง
ในกรณีนี้ แม้ฝ่ายค้านซึ่งประกอบด้วยพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพรัฐบาลจะมาจากความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลเองมากกว่าปัจจัยภายนอก
สูตรที่ 2 : ภูมิใจไทย – เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์
(193 + 74 + 22 = 289 เสียง)
สูตรนี้เป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้รองลงมา แม้ตัวเลขเสียงเกินกึ่งหนึ่งค่อนข้างมาก ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง และยังสามารถดึงพรรคเล็กเข้ามาเสริมได้หากจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของสูตรนี้คือ มรดกความขัดแย้งทางการเมืองระยะยาว ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในบริบทที่พรรคประชาธิปัตย์มีผู้นำอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีจุดยืนและฐานมวลชนที่เคยเผชิญหน้ากับพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจนในอดีต
ขณะเดียวกัน บทบาทฝ่ายค้านในสูตรนี้จะประกอบด้วยพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีความแตกต่างทางจุดยืนและฐานเสียงอย่างมาก ทำให้การทำงานร่วมกันในฐานะฝ่ายค้านอาจไม่ราบรื่นนัก ส่งผลให้สูตรนี้ มีความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่ยากในทางปฏิบัติ
สูตรที่ 3 : ภูมิใจไทย – กล้าธรรม – พรรคเล็ก
(195 + 58 + พรรคเล็กอย่างน้อย 25 = 276 เสียง)
นี่คือสูตรที่มี เสถียรภาพต่ำที่สุด ในบรรดา 3 สูตร แม้จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามตัวเลข แต่เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งมาไม่มากนัก ทำให้รัฐบาลมีความเปราะบางสูง ข้อดีของสูตรนี้คือ พรรคแกนนำทั้งสองจะได้สัดส่วนรัฐมนตรีมากขึ้น และการตัดสินใจเชิงนโยบายอาจทำได้รวดเร็วกว่า
อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาพลักษณ์รัฐบาลและแรงกดดันจากนอกสภาจะสูงมาก โดยการตรวจสอบจากฝ่ายค้านซึ่งประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะมีความเข้มแข็งอย่างยิ่ง ส่งผลให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแทบไม่สามารถแตกแถวได้เลย

ภูมิใจไทยกับความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
ไม่ว่าสุดท้ายการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาในสูตรใด สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พรรคภูมิใจไทยย่อมอยู่ในสถานะได้เปรียบสูงสุด จากคะแนนเสียงที่ท่วมท้น ทั้งในแง่อำนาจต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล และศักยภาพในการผลักดันกฎหมายในสภา โดยในแวดวงการเมืองยังเชื่อกันว่า พรรคภูมิใจไทยมีแรงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก ซึ่งอาจสูงถึง 2 ใน 3 ของ ส.ว. ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม บทเรียนทางการเมืองไทยในอดีตย้ำเตือนว่า เสียงข้างมากในรัฐสภาไม่ใช่หลักประกันความอยู่รอดของรัฐบาล หากการใช้อำนาจรัฐถูกมองว่าลุแก่อำนาจหรือขาดความยับยั้งชั่งใจ ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้วว่า เสียงบนท้องถนนสามารถล้มรัฐบาลที่แข็งแกร่งในสภาได้
บทสรุปการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำย่อมมีเสถียรภาพเชิงโครงสร้างสูง แต่ เสถียรภาพทางการเมืองที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการบริหารความขัดแย้งภายใน การรักษาความชอบธรรมในสายตาสังคม และการไม่ประมาทเดินซ้ำรอยบทเรียนจากอดีต หากรัฐบาลใหม่หลงเชื่อว่าเสียงในรัฐสภาทำให้ “ไม่มีใครทำอะไรได้” การเมืองไทยอาจเดินกลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกครั้ง.

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา