
การแข่งขันที่สนามลำปางมีความเข้มข้นมาตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2569 และมากยิ่งขึ้นเมื่อมาถึงโค้งสุดท้าย หรือ 7 วันก่อนถึงวันลงคะแนน ผู้สมัครแต่ละคนได้ออกแคมเปญ และ“ปล่อยของ”กันอย่างเต็มที่
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รับรายงานสถานการณ์การเลือกตั้งในพื้นที่ จ.ลำปางว่า การแข่งขันของผู้สมัคร สส.ทั้ง 4 เขต ในโค้งสุดท้ายมีความดุเดือดเป็นอย่างมาก ผู้สมัครที่เป็นตัวเต็งต่างแข่งขันกันลงพื้นที่อย่างถี่ยิบ ตื่นกันตั้งแต่ ตี4-ตี5 หลังกลับจากการลงพื้นที่แล้วยังต้องประชุมวางแผนกันดึกดื่น นอนกันวันละไม่กี่ชั่วโมง เร่งทำแคมเปญโค้งสุดท้ายกันอย่างเข้มข้น แข่งกันโพสต์ลงโซเชียลและใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการมองเห็น ส่วนทางด้านกระสุนมีการใช้กันทั้งกระสุนปืนใหญ่และกระสุนปืนเล็ก ตามกำลังทรัพยากรของแต่ละคน
ภาพรวมของ จ.ลำปาง มีพรรคการเมืองสำคัญที่ส่งผู้สมัครครบทั้ง 4 เขตคือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ส่งผู้สมัครบางเขตคือ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชากรไทย และพรรคไทยสร้างไทย
ไล่เรียงแต่ละเขตที่มีการแข่งขันกันดุเดือด ทั้งการใช้ “กส.1” และ “กส.2” (กระแส และกระสุน) เป็นดังนี้
เขต 1 พื้นที่เศรษฐกิจในตัว อ.เมือง และ อ.ห้างฉัตร มีผู้สมัคร 9 คน คู่ต่อสู้ที่สำคัญคือ นางทิพา ปวีณาเสถียร เบอร์ 8 พรรคประชาชน เจ้าของพื้นที่เดิมเมื่อปี 2566 กับ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย ทายาทบ้านใหญ่บ้านสวน บุตรชายนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ที่พ่ายกระแสพรรคก้าวไกลเมื่อครั้งที่แล้ว ในครั้งนี้เตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อจะกลับมาทวงแชมป์คืน
กระแสของพรรคส้มโดยภาพรวมทั้งประเทศแม้จะแผ่วลงไปบ้าง แต่สำหรับตัวเมืองลำปางในส่วนที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ กระแสส้มยังคงดีอยู่หรือลดลงไม่มาก เนื่องจากหลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อปี 2566 นางทิพา แม้จะไม่มีบทบาทในสภามากนัก แต่ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้เป็นที่รู้จักและสนิทสนมกับประชาชนในพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ การเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้คะแนนมากกว่า 5 หมื่นคะแนน ทิ้งห่างนายกิตติกร 1.6 หมื่นคะแนน ในขณะที่นายกิตติกร มีประสบการณ์ทางการเมืองมามาก เนื่องจากอยู่ในครอบครัวที่เป็นบ้านใหญ่ทางการเมืองมาเป็นเวลานาน ดีกรีด้านการศึกษาดูดีกว่านางทิพาพอสมควร จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนชั้นนำ จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทจากต่างประเทศ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอาจจะห่างการลงพื้นที่ไปบ้าง เนื่องจากเว้นวรรคการเป็น สส.แต่มีข่าวว่าครั้งนี้จะทดแทนด้วยบารมีของความเป็นบ้านใหญ่ และอาจจะมีการใช้ “กส.2” ร่วมด้วย
แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า แกนนำระดับสูงทั้งของพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ได้เปิดการปราศรัยใหญ่ที่ตัวเมืองลำปาง ในพื้นที่ของเขต 1 ด้วยกันทั้ง 2 พรรค ในเวลาที่ไม่ห่างกัน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนนิยมของคนในพื้นที่ต่อผู้สมัครทั้ง 2 คนแล้ว จะเห็นว่ากระแสตอบรับต่อผู้สมัครจากพรรคส้มยังคงมีความแรงอยู่ในระดับที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก และเป็นระดับที่จะสามารถต่อสู้กับอาวุธของคู่แข่งได้ จึงมีความเอนเอียงว่าพรรคส้มจะมีโอกาสรักษาแชมป์ไว้ได้ ด้วยคะแนนที่เบียดกันกับพรรคสีแดง ที่จะไม่ทิ้งห่างกันมากเหมือนครั้งที่แล้ว
เขต 2 พื้นที่บางส่วนของ อ.เมือง และพื้นที่ของอำเภอทางตอนเหนือของจังหวัดอีก 4 อำเภอ มีผู้สมัคร 7 คน คู่ต่อสู้ที่สำคัญมี 3 คน คือ นายธนาธร โลห์สุนทร เบอร์ 6 พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เดิมเมื่อปี 2566 นายดาชัย เอกปฐพี เบอร์ 5 พรรคกล้าธรรม และ นางสาวสุวิภา กุศลจูง เบอร์ 2 ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชน คู่ต่อสู้ทั้ง 3 คน มีข้อดีกันคนละอย่าง นายธนาธร เป็นบุตรชายนายไพโรจน์อีกคนหนึ่ง แชมป์เก่าในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้ 4 หมื่นกว่าคะแนน เอาชนะผู้สมัครพรรคส้มมาได้ไม่มากนัก ประมาณ 5 พันคะแนน
เขตนี้มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นดอย (ภูเขา) มีชาติพันธุ์ที่ให้ความนิยมต่อพรรคเพื่อไทยและตัวนายธนาธรมากพอสมควร และอีกส่วนหนึ่งเป็นอำเภอที่ห่างไกลจากอำเภอเมือง ซึ่งกระแสส้มไม่แรงมากนัก ในขณะที่พรรคส้มได้เปลี่ยนตัวผู้เล่นในครั้งนี้เป็นนางสาวสุวิภา คนรุ่นใหม่โปรไฟล์ดี แต่เปิดตัวในเวลากระชั้นชิด ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลไม่ค่อยรู้จัก แต่ที่จะมาเป็นคู่แข่งสำคัญของนายธนาธรกลับเป็นนายดาชัย จากพรรคสีเขียว ซึ่งลงเลือกตั้งมาแล้วหลายสนามแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ล่าสุดลงสมัครนายก อบจ.ได้ที่ 2 ด้วยคะแนน 1 แสนกว่าคะแนน มีความเชี่ยวชาญในการสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเองผ่านสื่อต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้แรงสนับสนุนจากพรรคต้นสังกัด มีโอกาสเบียดแซงผู้สมัครจากพรรคสีแดงได้ตลอดเวลา
ผู้ใกล้ชิดกับการเลือกตั้งในพื้นที่ จ.ลำปาง ยังคงให้นายธนาธรมีภาษีดีกว่าคู่แข่งอีก 2 คน แต่มีเงื่อนไขว่าพรรคสีแดงจะต้องออกแรงป้องกันการเบียดแซงของพรรคสีเขียวและพรรคสีส้มอย่างจริงจัง จึงจะรักษาแชมป์เอาไว้ได้
เขต 3 พื้นที่บางส่วนของ อ.เมือง และพื้นที่ของ อ.แม่ทะ กับ อ.แม่เมาะ มีผู้สมัคร 7 คน คู่ต่อสู้ที่สำคัญมี 4 คน คือ นายชลธานี เชื้อน้อย เบอร์ 4 พรรคประชาชน เจ้าของพื้นที่เดิม นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ เบอร์ 5 พรรคภูมิใจไทย บุตรชายนายพินิจ จันทรสุรินทร์ แห่งบ้านใหญ่ดอยเงิน ที่ย้ายออกมาจากพรรคเพื่อไทย นางระพีพรรณ โพธิ์ทอง เบอร์ 1 พรรคกล้าธรรม และนายบุญเลิศ แสนเทพ เบอร์ 7 พรรคเพื่อไทย
ความน่ากลัวของผู้สมัครเขตนี้อยู่ที่นายชลธานี หรือ สส.เพียว ของพรรคส้ม เนื่องจากผลงานเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนในพื้นที่ จากการลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างต่อเนื่องและกระแสของพรรคต้นสังกัดที่ยังคงแรงอยู่ในเขตเลือกตั้งนี้ ในขณะที่คู่แข่งอีก 3 คน ก็แรงไม่แพ้กันคือ นางระพีพรรณ จากกล้าธรรม ที่อุดมด้วยกระสุนดินดำจากพรรคต้นสังกัด และสามีเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเขลางค์นครที่อยู่ในพื้นที่นี้ จะเป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างเครือข่ายในการหาเสียง ต่อด้วยนายจรัสฤทธิ์ เจ้าของพื้นที่เดิมในอดีตก่อนที่จะถูกพรรคส้มยึดเอาไป แต่จะขอกลับมาทวงคืนให้ได้ในครั้งนี้ โดยได้เตรียมสรรพกำลังไว้อย่างเต็มที่เพื่อให้ตระกูลจันทรสุรินทร์ยังคงมีที่ยืนทางการเมืองใน จ.ลำปาง อีกคนคือนายบุญเลิศ คนใกล้ชิดของนายไพโรจน์ แห่งบ้านใหญ่บ้านสวน ซึ่งตระกูลโล่ห์สุนทรส่งมาเป็นตัวแทนของตระกูล โดยพร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
เขตนี้ วงการการเมืองใน จ.ลำปาง เทใจให้ สส.เพียว คนดีคนเดิมจากพรรคส้ม โดยไม่เกรงใจบ้านใหญ่บ้านสวนและบ้านใหญ่ดอยเงิน เนื่องจากมีผลงานเข้าตา และพื้นที่นี้กระแสของพรรคส้มยังคงแรงอยู่
เขต 4 พื้นที่ 5 อำเภอทางตอนใต้ของจังหวัด ประกอบด้วย อ.เกาะคา อ.เสริมงาม อ.สบปราบ อ.แม่พริก และ อ.เถิน เป็นเขตที่สำนักข่าวอิศราเคยนำเสนอสกู๊ปข่าวว่า เป็นการขึ้นประชันโฉมของสาวงามจาก 3 บ้านใหญ่ ที่จะเบียดกันอย่างสูสี ได้แก่ นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู เบอร์ 3 พรรคกล้าธรรม ซึ่งลงการเมืองสนามใหญ่เป็นครั้งแรก หลังจากเป็นนายกเทศมนตรีมากว่า 20 ปี นางสาวรภัสสรณ์ นิยะโมสถ เบอร์ 2 จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น สส.ครั้งที่ผ่านมา สังกัดพรรคสีส้ม ครั้งนี้ย้ายสังกัดมาอยู่พรรคเพื่อไทยเนื่องจากแต่งงานกับนายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.เขต 2 พรรคเพื่อไทย สาวงามคนต่อมาคือ นางภุมรา จันทร์สุรินทร์ เบอร์ 6 พรรคภูมิใจไทย สะใภ้ของบ้านใหญ่ดอยเงิน ต้องการเข้ามาสานต่ออุดมการณ์ของอดีตสามีผู้ล่วงลับ
นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครที่เป็นหนุ่มหล่อหน้าใหม่จากพรรคประชาชนคือ นายบอนด์ สุริยะ เบอร์ 7 แพทย์ทางด้านการปลูกผม ที่ลงสมัครเพื่อรักษาเก้าอี้เดิมของพรรคประชาชน แต่จากการสำรวจพื้นที่พบว่ายังมีผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ คือนางสาวณฐอร ชมภูรัตน์ เบอร์ 5 ซึ่งมีพี่ชายเป็นนายกเทศมนตรีเมืองล้อมแรด อ.เถิน ได้หาเสียงอย่างจริงจัง และมีข่าวว่าอาจใช้ทั้ง “กส.1” และ “กส.2” หวังจะให้ได้รับเลือกตั้งในครั้งนี้เช่นกัน
แหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวอิศราว่า ในเขตนี้มีคู่ต่อสู้ที่สำคัญมากถึง 5 คน จากผู้สมัครทั้งหมด 7 คน แต่เมื่อสกรีนอย่างละเอียดและแอบเห็นผลโพลที่จัดทำขึ้นช่วงกลางเดือน ม.ค.2569 โดยพรรคต้นสังกัดของผู้สมัครรายหนึ่ง พบว่า คะแนนอันดับหนึ่งเป็นของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คือนางสาวรภัสสรณ์ เจ้าของพื้นที่เดิมที่สังกัดพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ปัจจุบันย้ายตามสามีคือนายธนาธร สส.เขต 2 มาสังกัดพรรคเพื่อไทย ส่วนคะแนนจากผลโพลกลุ่มที่ 2 คือ นางสาวเพ็ญภัค จากพรรคกล้าธรรม และนายบอนด์ จากพรรคประชาชน ตามมาห่าง ๆ และกลุ่มที่ 3 คือ นางสาวณฐอร จากพรรคพลังประชารัฐ และนางภุมรา จากพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนห่างออกไปอีกมาก
จากคะแนนนิยมที่เป็นเช่นนี้ ทำให้พรรคกล้าธรรมเปิดการปราศรัยใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 3 ครั้ง รวมเป็น 4 ครั้ง ใน 5 อำเภอ และออกแคมเปญโค้งสุดท้ายที่เห็นเป็นรูปธรรม โดยนำเสนอเมกะโปรเจกต์ชื่อว่า “ศูนย์เศรษฐกิจลำปางใต้” บนที่ดินราชพัสดุ 1 พันไร่ บริเวณตรงข้ามพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ อ.เกาะคา จ.ลำปาง พื้นที่ของเขต 4 ซึ่งถอดแบบมาจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายแบ่งเป็น 5 โซน คือ โซนค้าส่งค้าปลีกสินค้าเกษตร โซนโลจิสติกส์ โซนให้บริการด้านการท่องเที่ยวและกีฬา โซนการศึกษาและเทคโนโลยี และโซนสร้างเสริมคุณาภาพชีวิต สุขภาพ และการแพทย์ นำเสนอเป็นภาพกราฟิกที่สวยงาม เพื่อเน้นดึงคะแนนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z Gen Y รวมทั้ง Gen X ตอนต้น ทำให้คะแนนของผู้สมัครพรรคกล้าธรรมดีขึ้นบางส่วนจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อายุน้อย โดยขยับเข้ามาใกล้ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ขณะที่ผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรคประชาชนเมื่อลงพื้นที่มากขึ้นก็ทำให้คะแนนนิยมดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่แรงพอ ถ้ากระแสยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปจนถึงวันลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้ที่น่าจะเข้าวินคือผู้สมัครจากพรรคสีแดง
“การแข่งขันที่สนามลำปางมีความเข้มข้นมาตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2568 และมากยิ่งขึ้นเมื่อมาถึงโค้งสุดท้าย หรือ 7 วันก่อนถึงวันลงคะแนน ผู้สมัครแต่ละคนได้ออกแคมเปญ และ“ปล่อยของ”กันอย่างเต็มที่ ทั้งที่เป็น “กส.1” และ “กส.2” โดยผลที่พอจะสรุปได้คือ พรรคเพื่อไทยจะได้ 2 ที่นั่ง จาก เขต 2 และเขต 4 ส่วนอีก 2 ที่นั่ง ที่เป็นเขต 1 และเขต 3 จะเป็นของพรรคประชาชน” ผู้ใกล้ชิดกับการเลือกตั้ง จ.ลำปาง คาดการณ์อย่างมั่นใจ


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา