
“…ภาคเกษตรเรา ติด Trap (กับดัก) ในเรื่องของประชานิยม แม้ว่าทุกคนจะบอกว่าไม่อยากจะอุดหนุนเฉยๆ อยากจะมีเงื่อนไข แต่ว่าสุดท้ายแล้ว หลายๆปีที่ผ่านมา เราก็ยังเห็นเรื่องการให้เงินช่วยแบบให้เปล่าอยู่ ดังนั้น รัฐอาจจะต้องปรับบทบาทว่า การให้เงินช่วยเหลือจะต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจน…”
...............................................
ในการหาเสียงเลือกตั้ง 2569
พรรคการเมืองต่างๆ ได้นำเสนอนโยบายเพื่อเรียก ‘คะแนนเสียง’ จากประชาชนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งฯ โดยเฉพาะฐานเสียงกลุ่มใหญ่ของประเทศ คือ 'กลุ่มเกษตรกร' ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2567 (ตัดยอดวันที่ 30 เม.ย.2568) พบว่า มีครัวเรือนเกษตรกร 6.7 ล้านครัวเรือน และมีสมาชิกในครัวเรือนกว่า 16.4 ล้านคน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รวบรวมนโยบายหาเสียงที่น่าสนใจ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเกษตรกรของพรรคการเมือง ‘ขนาดกลาง-ขนาดใหญ่’ จำนวน 4 พรรคการเมือง ที่มีโอกาสหรือแนวโน้มที่จะเป็นแกนนำหรือเข้าร่วมจัดตั้ง ‘รัฐบาลชุดใหม่’ และนำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปจัดทำเป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนี้
@‘ปชป.’ประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 ชนิด-ข้าวตันละ 1-1.5 หมื่น
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
นโยบายประกันรายได้ : ประกันรายได้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยว
สนับสนุนต้นทุนตั้งแต่ต้นฤดูกาล : รัฐช่วยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและลดการก่อหนี้
ประกันรายได้ช่วงเก็บเกี่ยว จ่ายไว : เมื่อเกษตรกรแจ้งเก็บเกี่ยว รัฐจ่ายเงินส่วนต่างภายใน 7 วัน โดยคำนวณ ส่วนต่างรายได้ = ราคารับประกัน-1,000-ราคาตลาด และโอนเงินตรงเข้าบัญชีที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อลดขั้นตอนและการทุจริต
ราคารับประกันตามชนิดพืช ปรับตามต้นทุนจริง :
-ข้าว 5 ชนิด: 10,000–15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)
-ยางพารา (น้ำยางสด): 60 บาท/กก.
-มันสำปะหลัง: 2.50 บาท/กก. (ไม่เกิน 100 ตัน/ราย)
-ปาล์มน้ำมัน: 5 บาท/กก.
-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 8.50 บาท/กก.
โดยปรับราคารับประกันตามสภาวะต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง
พืชผลเสียหาย จ่ายไว ไม่ต้องรอ : ใช้ระบบประกันแบบดัชนี (Parametric Insurance) อ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ เช่น ปริมาณน้ำฝนสะสม หรือดัชนีสุขภาพพืช เพื่อจ่ายเงินชดเชยทันทีเมื่อเข้าเกณฑ์ (Trigger-based Payout)
ช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติ : รัฐจ่ายทันทีไร่ละ 1,000 บาท จำกัด 20 ไร่ต่อราย เมื่อพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม เพื่อให้เกษตรกรฟื้นตัวและกลับมาผลิตได้เร็ว

นโยบายเกษตรปลอดภัยตรวจสอบแหล่งที่มาด้วยรหัสประจำผลผลิต (Agri-ID)
-สร้างระบบ “มีรหัส–มีที่มา–ตรวจสอบได้” ครอบคลุมตั้งแต่แปลงเกษตรถึงผู้บริโภค เพื่อหยุดโจรกรรมและยกระดับมูลค่าผลผลิต
ออกรหัสประจำผลผลิต (Agri-ID) : เมื่อเกษตรกรลงทะเบียนเพาะปลูกในฐานข้อมูลเกษตร จะได้รับรหัส Serial Number ประจำรอบการผลิตสำหรับพืชตามฤดูกาล และรหัสประจำพื้นที่สำหรับพืชให้ผลตลอดปี อ้างอิงข้อมูลพื้นที่ (GPS) และปริมาณผลผลิตคาดการณ์
ซื้อขายผ่านรหัส (Chain of Custody) : ทุกขั้นตอนการขาย—from เกษตรกร พ่อค้าคนกลาง ล้ง โรงงาน ถึงผู้บริโภค—ต้องตรวจสอบ Agri-ID ให้ตรงกับพื้นที่เพาะปลูกจริง ป้องกันการโจรกรรมและสวมสิทธิ์
-กำกับผู้รับซื้อรายใหญ่ : กำหนดให้ล้ง/โรงงานบันทึกรหัสประจำผลผลิตในบัญชีคุมสินค้า หากรับซื้อผลผลิตที่ไม่มีรหัสหรือรหัสไม่ตรงพื้นที่ มีความผิดฐานรับของโจร
-ระงับรหัสเมื่อเกิดเหตุ : หากถูกขโมย เกษตรกรสามารถกดยืนยันในแอปฯ เพื่อ “Block ID” หรือแจ้งสถานะ “ผลผลิตสูญหาย” แจ้งเตือนไปยังเครือข่ายผู้รับซื้อทั่วประเทศทันที ทำให้ขายต่อในระบบไม่ได้
-รองรับการส่งออก: ผลผลิตที่มี Agri-ID ใช้ในระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อการส่งออก เพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่าในตลาดต่างประเทศ
นโยบายซื้อหนี้เกษตรกร และฟื้นฟูการทำการเกษตร ด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปลี่ยน การพักหนี้ เป็น การซื้อหนี้คืน เพื่อหยุดวงจรหนี้อย่างยั่งยืน
หยุดวงจรหนี้ด้วยการ “ซื้อหนี้คืน” ควบคู่การฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรตั้งหลักได้อย่างมีศักดิ์ศรี
-เปลี่ยนเจ้าหนี้เป็นกองทุนฟื้นฟูฯ (กฟก.) : รัฐจัดสรรงบผ่าน กฟก. เพื่อเข้าซื้อหนี้เสีย (NPL) และทรัพย์สินที่ถูกยึด (NPA) ของเกษตรกรสมาชิกจาก ธ.ก.ส. สหกรณ์ และสถาบันการเงินของรัฐ ในราคาที่มีส่วนลด (Haircut)
-หยุดดอกเบี้ย ตัดเงินต้นจริง : เมื่อโอนหนี้มาอยู่กับ กฟก. จะหยุดคิดดอกเบี้ยหรือคิดในอัตราต่ำพิเศษ (เช่น 0–1%) และออกแบบการชำระหนี้แบบยืดหยุ่นตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว (Tailor-made Repayment)
-รักษาที่ดินทำกิน : โอนที่ดินค้ำประกันมาอยู่ในการดูแลของ กฟก. เพื่อป้องกันการขายทอดตลาด เมื่อเกษตรกรชำระเงินต้นครบ จะโอนกรรมสิทธิ์คืนทันที ให้รักษาที่ดินเป็นมรดกของครอบครัว
-แผนฟื้นฟูอาชีพ เพิ่มรายได้ : กฟก. ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนฟื้นฟูการผลิต ปรับวิธีผลิตสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรผสมผสาน เกษตรแม่นยำ และตลาดนำการผลิต
-ต่อยอดกองทุนหมุนเวียนในอนาคต: เมื่อ กฟก. พึ่งพาตนเองได้ อาจจัดตั้งสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อเป็นทุนปัจจัยการผลิตใหม่ เช่น เมล็ดพันธุ์ ระบบน้ำ และเทคโนโลยี
-ลดภาระงบประมาณรัฐระยะยาว: แทนการพักหนี้ที่รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยซ้ำ นโยบายนี้เป็นการลงทุนครั้งเดียว เพื่อลดหนี้ออกจากระบบอย่างถาวร
นโยบายเกษตรกรมีเงินเดือน ดัวยพันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond)
ใช้กลไกการเงินเพื่อเปลี่ยนการปลูกป่าให้เป็น “รายได้ประจำ” ของเกษตรกร ควบคู่การเพิ่มพื้นที่ป่าและรายได้ระยะยาวของประเทศ
-พันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond): จัดให้มีระเบียบให้สถาบันการเงินออกพันธบัตรป่าไม้ ระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไป โดยให้เกษตรกรนำพื้นที่การเกษตรมาปลูกไม้ยืนต้น และใช้ไม้ยืนต้นที่ปลูกเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อนำเงินจากการขายพันธบัตรมาจ่ายเป็น “เงินเดือน” ให้เกษตรกรดูแลป่า ตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ราว 500,000 ครัวเรือน
-ธนาคารเพื่อการปลูกป่า: จัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจสนับสนุนด้านการเงินแก่เกษตรกรผู้ปลูกป่า จ่ายการอุดหนุนล่วงหน้าก่อนตัดไม้จำหน่าย เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่องระหว่างปลูก
-กองทุนป่าไม้แห่งชาติ: จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนเงินทุนปลูกไม้ยืนต้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ และสนับสนุนการนำคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าไปจำหน่าย เพิ่มช่องทางรายได้และการเข้าถึงแหล่งทุน
-เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติเป็นรายได้ยั่งยืน: ใช้กลไกการเงินควบคู่การอนุรักษ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ประจำ ลดหนี้ และเพิ่มพื้นที่ป่าในระยะยาว
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งประเทศเปลี่ยนจากสินค้าการเกษตรเป็น อุตสาหกรรมอาหาร
ส่งเสริมการยกระดับภาคเกษตรสู่ “อุตสาหกรรมอาหาร” เพื่อเพิ่มมูลค่า รายได้ การจ้างงาน และการส่งออกของประเทศ โดย
-สิทธิประโยชน์ทางภาษีอุตสาหกรรมอาหาร : ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจแปรรูปอาหารที่ใช้ผลผลิตเกษตร มีการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก
-แปลงสหกรณ์สู่ธุรกิจขนาดใหญ่ : สนับสนุนการควบรวมและขยายตัวของสหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกร ให้เข้าถึงเงินทุน วิจัย พัฒนา และขยายตลาดในฐานะวิสาหกิจเอกชนขนาดใหญ่
-โรงงานแปรรูปอาหารชุมชน : จัดตั้งโรงงานแปรรูปให้เกษตรกรรายย่อยเช่าใช้ ลดต้นทุนเริ่มต้นธุรกิจ ใช้ทรัพย์สินรัฐที่รกร้างมาปรับปรุง เป้าหมาย 400 โรงงานทั่วประเทศ
-เชื่อมห่วงโซ่อุปทานด้วยเอกชนรายใหญ่ : ให้แรงจูงใจทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ลงทุนหรือเชื่อมโยงกับธุรกิจอาหารขนาดกลางและเล็ก
-ผลักดันอาหารแห่งอนาคต (Future Food) : สนับสนุนโปรตีนทางเลือก เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง และอาหารนวัตกรรม พร้อมแก้กฎหมายและระเบียบให้รองรับ
-เขตนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Sandbox) : จัดตั้งเขตทดสอบ AgriTech & FoodTech ที่ผ่อนคลายกฎระเบียบชั่วคราว ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อเร่ง R&D
-Fast-Track การอนุญาตอาหารใหม่ : ปรับกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส และยอมรับมาตรฐานสากลหรือผลทดสอบจากต่างประเทศ
นโยบายยกระดับระบบชลประทาน
เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคการเกษตร ด้วยการขยายการเก็บกักน้ำและบริหารจัดการบนฐานข้อมูลที่สะท้อนสภาพพื้นที่จริง
-เพิ่มระบบเก็บน้ำฝนในชลประทาน : ขยายความสามารถในการเก็บน้ำฝนให้ได้รวม 50,000 ล้านลิตรภายใน 4 ปี
-เพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำรวม : เพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำจากระดับปัจจุบันอีก 20,000 ล้านลิตร
-บูรณาการข้อมูลเกษตรระดับชาติ : เชื่อมการพัฒนาพื้นที่ชลประทานเข้ากับฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ เพื่อให้เห็นพื้นที่เพาะปลูกจริง
-จัดสรรน้ำตรงความต้องการ : ใช้ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกและความต้องการใช้น้ำในแต่ละฤดูกาล วางแผนการกระจายน้ำอย่างแม่นยำ
-ลดความเสี่ยง–เพิ่มรายได้ : ลดความเสี่ยงภัยแล้ง เพิ่มเสถียรภาพผลผลิต และสร้างความมั่นคงรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
@‘พท.’ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%-ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 1 หมื่น
พรรคเพื่อไทย (พท.)
นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%
ประกันกำไรให้เกษตรกรปลูก (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก เพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดทุน เช่น ถ้าต้นทุน 6,000 บาท/ตัน เกษตรกรควรมีกำไร 1,800 บาท/ตัน เท่ากับราคาที่ควรจะเป็นคือ 7,800 หากชาวนาขายข้าวได้ 7,000 บาท/ตัน รัฐโอนส่วนต่างให้ 800 บาท เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง
ตั้งเป้าหมายราคาตลาดให้สูงขึ้น
-ข้าวหอมมะลิ ดันราคาตลาดสู่ 15,000 บาท/ตัน
-ข้าวเปลือกเจ้า/ข้าวเหนียว ดันราคาตลาดสู่ 10,000 บาท/ตัน
-ยางแผ่นรมควัน ดันราคาตลาดสู่ 70 บาท/กก.
-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดันราคาตลาดสู่ 7.25 บาท/กก.
-มันสำปะหลัง ดันราคาตลาดสู่ 3.00 บาท/กก.
ปรับผลตอบแทนอ้อยและน้ำตาลทรายจากสัดส่วน 70:30 ให้มีความเป็นธรรม สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของเกษตรกร เพราะปัจจุบันต้นทุนอ้อยประมาณ 1,200-1,300 บาท/ตัน ขณะที่ราคาขายอ้อยเบื้องต้น 1,000 บาท (คำนวนจาก 70% ของผลพลอยได้ที่เป็นน้ำตาลทราย) โดยรัฐหาแนวทางปรับเพิ่มสัดส่วนด้วยการเจรจากับโรงงานน้ำตาลทรายเพื่อหาสัดส่วนที่ลงตัว
-รัฐสนับสนุนปลูกต้นยางพารา 1 ล้านไร่
-คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ : รัฐแจกคูปองดิจิทัลผ่าน “บัตรเกษตรกร” สำหรับซื้อปุ๋ยไม่เกิน 250 กก./ราย ,เมล็ดพันธุ์-กล้าพันธุ์ไม่เกิน 150 กก./ราย ,ปูนปรับสภาพดินราคาถูก จากร้านที่ร่วมโครงการเพื่อลดการรั่วไหล เพราะมีระบบตรวจสอบราคาแบบเรียลไทม์

นโยบายเพิ่มรายได้เกษตร
-รายได้ของเกษตรกรจะเพิ่มเป็น “3 เท่าภายในปี 2570” จากรายได้เฉลี่ย 10,000 บาท/ไร่/ปี เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี
-พักหนี้เกษตรกร 3 ปีทั้งต้น ทั้งดอกทันที (พักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท (เฉพาะสถาบันการเงินรัฐ) เพื่อลดภาระในการทำมาหากินของพี่น้องเกษตรกร และมุ่งสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปีด้วยหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
สร้างทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ เปิดตลาดใหม่เพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าให้เกษตร ,ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างความแม่นยำในการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มจำนวนและคุณภาพของผลผลิต
ใช้นวัตกรรม Blockchain เพื่อประกันราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า สร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรด้วยการให้ราคาผลผลิตที่เกษตรกรควรได้รับ และการผ่าตัดภาคเกษตรเริ่มที่การ “เพิ่มอุปสงค์และปรับอุปทานภาคการเกษตร” นำนวัตกรรมมาสนับสนุน การเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุน การแปรรูปสู่มูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้น ตามแนวทาง 6 ประการ คือ
1.ดินนำน้ำดี 2.มีสายพันธุ์ 3.ยืนยันราคา 4.จัดหาแหล่งทุน 5.หนุนนำนวัตกรรม 6.จัดทำกรรมสิทธิ์ที่ดิน
แนวทางการปฏิบัติของพืชเกษตรหลัก บางชนิดมีดังนี้
-ข้าว ปรับเปลี่ยนนาหว่านสู่นาดำ / นาหยอด งดเผางดนำฟางออกจากแปลง ใช้จุลินทรีย์คุณภาพสูงเพื่อรักษาธาตุอาหารให้หมุนเวียน ลดต้นทุนค่าปุ๋ย เพิ่มผลผลิตต่อไร่
-ยางพารา ปรับสูตรและเปลี่ยนวิธีใส่ปุ๋ยเสียใหม่ รักษาโรคเชื้อราที่ต้นยาง และฟื้นฟูต้นยางตายนึ่ง (กรีดแล้วไม่มีน้ำยาง) ให้กลับมากรีดได้อีก
-มันสำปะหลัง ป้องกัน และรักษาโรคเชื้อราที่รากและหัวมันฯ ที่อยู่ในดิน และรักษาฟื้นฟูใบ ที่ถูกคุกคามด้วยโรคไวรัสใบด่าง ทั้งสองโรคทำให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศสูญหายไปกว่าครึ่ง
-ลำไย ปรับคุณภาพดินให้มีความพร้อมกับการเจริญเติบโตของต้นลำไย สนับสนุนด้วยชีวภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มทั้งจำนวน ทั้งสัดส่วนของผลลำไยเกรดเอ
-ข้าวโพด/ถั่วเหลือง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การให้ปุ๋ยที่เหมาะสม ผสมผสานระหว่างปุ๋ยอนินทรีย์ และอินทรีย์ การพัฒนาอุปกรณ์เก็บเกี่ยวที่เพิ่มความสะดวก และลดการสูญเสีย ฯลฯ
-เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีทางเลือกใหม่ๆ และมีขนาดของความต้องการสินค้าเกษตรชนิดต่างๆ มากขึ้น เช่น ส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ที่มีโปรตีนสูง และคาร์โบไฮเดรตสูง ในจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งสามารถทดแทนการนำเข้ามูลค่าปีละกว่า 300,000 ล้านบาท เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และหญ้าเลี้ยงสัตว์
-ส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร เพื่อนำไปสู่การแปรรูป และการสกัดสารสำคัญ ซึ่งมีประโยชน์สูง และมีมูลค่าสูง
-ส่งเสริมการเลี้ยงโค จากปริมาณความต้องการจากต่างประเทศในแถบเอเชียตะวันออกปีละกว่า 1 ล้านตัว และประเทศในแถบตะวันออกกลางปีละประมาณ 3 ล้านตัว และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี รวมทั้งปศุสัตว์อื่นได้แก่ แพะ แกะ ไก่งวง ฯลฯ และประมงน้ำจืดด้วย ซึ่งย่อมสร้างรายได้ต่อเนื่องไปยังเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ เป็นวงกว้าง
-ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต จนสามารถเปลี่ยนเกษตรดั้งเดิมเป็นการเกษตรก้าวหน้า

นโยบายยกระดับเกษตรกรด้วย AI
-สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสมัยใหม่ (Modernized Data Platform) เพื่อบูรณาการข้อมูลภาคเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พัฒนาและนำไปใช้ 3 ระบบ AI หลัก ได้แก่
ระบบวางแผนและพยากรณ์การเพาะปลูก (Crop Planning and Forecasting) ระบบประเมินผลผลิตและสภาพอากาศ (Weather and Yield Assessment) แลระบบตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติของราคาสินค้าเกษตร (Market Price Anomaly Detection and Alerts)
-สร้าง AI Knowledge Chat เป็นแชตบอทหรือระบบคำปรึกษาอัจฉริยะด้วย AI เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ผ่านการสนทนาได้อย่างสะดวก เช่น ปลูกพืชอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ (คำนวณจากสภาพดิน,พยากรอากาศ, และความต้องการตลาด) ดูแลอย่างไร ใส่ปุ๋ยอะไร สามารถรับการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชนอะไรได้บ้าง
-ชุมชน “โดรน” ใจ รัฐสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยซื้ออุปกรณ์โดรนเพื่อการเกษตร โดยรัฐจ่าย 60% เกษตรกรจ่าย 40% ทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆ เช่น ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ บริการฉีดพ่น เป็นต้น
-Community smart farm 1 ชุมชน 1 smart farm รัฐจัดหาเครื่องมือ smart farm ให้ทุกชุมชนในราคาถูกและรับซื้อผลผลิตจาก smart farm ทุกแห่ง
นโยบาย Cloud Kitchen : คนมีกิน เกษตรกรมีใช้
-รัฐสร้างระบบให้เกษตรกรกับหน่วยงานรัฐ ได้ค้าขายสินค้ากันได้โดยตรง วางแผนการซื้อขายได้ผ่านรับซื้อล่วงหน้าและแน่นอน โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ค่ายทหาร ที่มีการใช้ผลผลิตสม่ำเสมอ เกษตรกรคาดการณ์ และวางแผนการปลูกสินค้าทางการเกษตรที่จะล้นตลาดได้ในฤดูกาลต่าง ๆ ได้
-ในบางพื้นที่จะมีครัวกลาง (Cloud Kitchen) ที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและนำมาประกอบอาหาร จากนั้นส่งอาหารต่อไปยังสถานที่ต่างๆ โดยมีนักโภชนาการคอยดูแลเพื่อให้ผู้รับประทานได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเหมาะสม ส่วนที่เหลือจากการรับซื้อก็สามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าและขยายอายุการเก็บรักษาได้อย่างเป็นระบบ เช่น สุราชุมชน หรือ เสบียงอาหารสำเร็จรูป
-ระบบ Cold Chains Logistics เย็นทั่วไทย รายได้ทั่วถึง สร้างคลังเย็นและรถควบคุมอุณหภูมิให้เกษตรกรกระจายของสดไปทั่วประเทศ ลดของเน่าเสีย เพิ่มรายได้เกษตรกร
@‘ภท.’ชู‘เกษตรมั่นคง’-ปลูกพืชท้ายไร่รัฐจ่าย 2 หมื่นบาท/ครัว
พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
นโยบายเกษตรมั่นคง ด้วยการค้าและการสร้างมูลค่าเพิ่ม
-ปลูกพืชท้ายไร่เพิ่มรายได้ทันที รัฐสนับสนุนเงินครัวเรือนละ 20,000 บาท (ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน)
-ปลูกให้ตรงตลาดโลก ไม่แข่งขันปริมาณ แต่แข่ง ‘มูลค่า’ ไทยมีข้าวกว่า 5,000 สายพันธุ์ไปได้หลายตลาด
-ดันสินค้า GI และเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับของดีประจำท้องถิ่น ดึงจุดเด่นของพันธุ์ข้าวพื้นเมืองและข้าวอัตลักษณ์ สร้างเรื่องราว สร้างมูลค่าขาย ได้ราคาดี
-การค้าต่างตอบแทน แลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับประเทศคู่ค้า เปิดช่องระบายผลผลิต สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร
-ยกระดับชุมชนเกษตร สนับสนุนเครื่องมือแปรรูปบรรจุภัณฑ์ ช่วยสร้างแบรนด์ทำตลาด

นโยบายบาร์เตอร์เทรด Barter trading
การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ที่ใช้งบประมาณมากๆ นั้น จะต้องทำในลักษณะบาร์เตอร์เทรด Barter trading หรือการค้าต่างตอบแทน เช่น การสั่งซื้อฝูงบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟรีเกต หรือแม้กระทั่ง ต้องมีการเจรจาต่อรองว่าจะต้องซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ จากประเทศไทย
โดยใช้หลักการ คือ การหาประโยชน์ร่วม เพื่อให้เป็นช่องทางระบายสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย หากดำเนินมาตรการนี้อย่างเคร่งครัด จะทำให้ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง ราคาพืชผลการเกษตรจะสูงขึ้นได้
นโยบายพักหนี้ พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท : เพื่อให้ประชาชน (รวมถึงเกษตรกร) ไม่ต้องชำระหนี้ ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย
@‘ปชน.’ดัน 26 นโยบายเกษตร-ชูรื้อระบบคิดราคา‘สินค้าเกษตร’
พรรคประชาชน (ปชน.) มีนโยบายด้านเกษตร 26 นโยบาย โดยมีนโยบายที่น่าสนใจ ดังนี้
นโยบายข้าวลดโลกร้อน (Low-Carbon Rice Policy)
อุดหนุนปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 500 บาท/ไร่ ใช้เทคนิคเปียกสลับแห้งลดก๊าซเรือนกระจก รัฐเปิดตลาด 1 ล้านตัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจการแข่งขันข้าวไทย
นโยบายสินค้าเกษตรราคาเป็นธรรมเพื่อเกษตรกรไทย
มุ่งเน้นการรื้อระบบการคิดราคาใหม่ โดยการ "กำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม" สำหรับสินค้าเกษตรเศรษฐกิจหลัก 4 ชนิด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และข้าว (ในพันธุ์ที่รัฐบาลส่งเสริมและรับรอง)
โดยสาระสำคัญคือ การกำหนด "เกณฑ์ราคาตามคุณภาพที่ชัดเจน" (เช่น ยิ่งแป้งเยอะ ยิ่งได้ราคาดี) และการกำหนด "ช่วงราคาเป้าหมายที่แน่นอน" ในแต่ละรอบการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผนการเพาะปลูกและการลงทุนได้ล่วงหน้า
นโยบายคูปองสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตร
สนับสนุนคูปองการแปรรูปสำหรับการพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากโรงงานต้นแบบกลาง คูปองละ 50,000 บาท สำหรับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย จำนวน 60,000 ราย ในระยะเวลา 2 ปี โดยกระบวนการทำงานของระบบคูปองแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลักดังนี้
-รัฐบาลจัดสรรคูปอง : รัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์และมอบคูปอง (ในรูปแบบเครดิตหรือ E-Voucher) ให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือ SMEs ที่ลงทะเบียน
-เกษตรกรรุ่นใหม่เลือกใช้บริการ : เกษตรกรนำคูปองไปใช้เป็นส่วนลดค่าบริการ ณ หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ (เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ) ตามความต้องการของตนเอง
-อุทยานวิทยาศาสตร์ให้บริการ : หน่วยงานผู้ให้บริการดำเนินการแปรรูป แช่เย็น หรือตรวจสอบคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน
-รัฐบาลจ่ายงบประมาณ : หน่วยงานผู้ให้บริการนำคูปองที่ได้รับจากเกษตรกร ไปทำเรื่องเบิกเงินคืนจากรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นรายได้ ค่าดำเนินการ และค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร
นโยบายบริหารจัดการ “กองทุนแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำตามช่วงฤดูกาล”
กระบวนการทำงานของนโยบายนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่การอัดฉีดเม็ดเงิน แต่เน้นการบริหารจัดการระบบและโครงสร้างกองทุนใหม่ ดังนี้
-ปรับปรุงกฎระเบียบ: แก้ไขระเบียบและกลไกการทำงานของกองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีความคล่องตัว (Agility) มากขึ้น เพื่อให้สามารถอนุมัติและดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
-เพิ่มงบประมาณ : ยกระดับขนาดของกองทุนให้ใหญ่ขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างอำนาจในการดูดซับอุปทานส่วนเกินที่มีนัยสำคัญต่อตลาด
-ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า: ใช้ข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงและระบุสินค้าที่ต้องเข้าไปรักษาระดับราคา ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ไตรมาส (3 เดือน)
-ทำข้อตกลงล่วงหน้า: ภาครัฐจะเตรียมการและทำข้อตกลง (MOU/Contracts) ไว้ล่วงหน้ากับผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้รับซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ให้บริการเก็บรักษา (Cold Storage)
-วางแผนการระบายสินค้า: กำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการระบายผลผลิตที่ได้รับซื้อหรือแปรรูปเก็บไว้ ออกสู่ตลาดอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ราคาสูงขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาตลาดในระยะยาว
นโยบายควบคุมตรวจสอบการนำเข้าสินค้าเกษตร
ยกระดับมาตรฐานตรวจสินค้าเกษตรนำเข้าทุกล็อต เพื่อสกัดสินค้าด้อยคุณภาพและสารปนเปื้อน พร้อมรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าไทยไม่ให้ถูกทำลายในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวอย่างเป็นธรรม
นโยบายสร้างระบบรายงานและเฝ้าระวังราคาสินค้าเกษตร (Public Dashboard)
สร้าง Public Dashboard เชื่อมข้อมูลเรียลไทม์และ AI เตือนภัยราคาสินค้าล่วงหน้า 3 เดือน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้ทันและป้องกันวิกฤตราคาตกต่ำอย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนนโยบายนี้อาศัยการทำงานเชิงรุกใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
-การบูรณาการฐานข้อมูล (Data Integration) : ดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาไว้ในฐานข้อมูลเดียวกัน ทั้งราคาขายส่ง ราคาขายปลีก ข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก และพื้นที่เพาะปลูก พร้อมออกแบบระบบการนำเสนอข้อมูล (Dashboard) ที่ใช้งานง่ายสำหรับประชาชน
-ใช้การวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี (Analytics & AI) : จัดระบบการวิเคราะห์ราคาสินค้าอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ทั้งทีมงานผู้เชี่ยวชาญและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะพัฒนาขึ้นมาช่วยประมวลผล
-เจาะลึกข้อมูลพื้นที่ (Deep Dive) : ลงพื้นที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึกและตรวจสอบแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในระบบ
-การเตือนภัย (Dissemination): ทำการเผยแพร่ข้อมูลและส่งสัญญาณเตือนภัยให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน
นโยบายจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตร
จัดตั้งศูนย์กลางบริหารสัญญา 3 ฝ่าย ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับห้างและภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรผลิตตามคำสั่งซื้อที่แน่นอนและเข้าถึงตลาดราคาสูงได้อย่างเป็นธรรม
นโยบายเกษตรไทยไม่เทา แก้ปัญหาสวมสิทธิ์และสินค้าลักลอบนำเข้า
สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร 100% ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค เพื่อกำจัดการสวมสิทธิ์ สกัดสินค้าเถื่อน และสร้างความเป็นธรรมด้านราคารับซื้อให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน
นโยบายแก้หนี้สิน คืนชีวิตใหม่เกษตรกรไทย
อายุ 70 ปลดหนี้ทันที ลดหนี้ 20% เมื่อลงทุนระบบน้ำหรือปลูกป่า และคืนดอกเบี้ย 10% ให้คนจ่ายดี เพื่อปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้หนี้และยั่งยืน
นโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเกษตรรุ่นใหม่
เพิ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ (เช่น ผู้ให้บริการโดรน, รถเกี่ยวข้าว, เครื่องจักรกลสมัยใหม่) ที่มีความพร้อมในการให้บริการ รวม 6,000 ราย รายละ 1 ล้านบาทต่อราย กรอบงบประมาณดำเนินการ 2 ปี 6,000 ล้านบาท
นโยบายพัฒนาเกษตรไทยด้วยเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmers)
สนับสนุนงบ YSF จังหวัดละ 20 ล้าน เป็นแกนหลักใช้ดิจิทัลเฝ้าระวังภัย แปรรูปสินค้า และปั้นคนรุ่นใหม่ 1 หมื่นคน เพื่อพลิกโฉมเกษตรไทยให้ทันสมัยยั่งยืน
นโยบายลงทุนจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ
ลงทุนปีละ 60,000 ล้านบาท เปลี่ยนการจัดการเป็นรายลุ่มน้ำ ปฏิรูปกฎหมาย แผนแม่บท ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน
นโยบายสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรนอกเขตชลประทาน 1 ล้านไร่
สนับสนุนงบ 50,000 บาท ขุดสระ-เจาะบาดาล ติดตั้งโซลาร์เซลล์สูบน้ำ เป้า 1 ล้านไร่ ใน 4 ปี ใช้ดาวเทียมคุมโปร่งใส เพื่อเกษตรไทยพ้นภัยแล้งและมีความมั่งคั่ง
@‘นักวิชาการ’ห่วง'ภาคเกษตรไทย'ติดกับดัก‘ประชานิยม’
ขณะที่ โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับนโยบายด้านเกษตรของไทย ผ่านบทความ ‘ภาคเกษตรไทย: ปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง สู่การขยายผลการพัฒนาตลอดห่วงโซ่’ โดยระบุตอนหนึ่งว่า ภาคเกษตรไทยมีศักยภาพสูงในการต่อยอดโอกาสจากตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้ก็มาพร้อมการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราได้เห็นสินค้าเกษตรหลายกลุ่มที่สามารถปรับตัวและตอบรับโอกาสเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปเข้มแข็งและมาตรฐานชัดเจน แต่การพัฒนายังจำกัดอยู่ในกลุ่มรายใหญ่
ขณะที่สินค้าเกษตรต้นน้ำกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากผลิตภาพที่ต่ำ ต้นทุนที่สูง และคุณภาพที่ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ต่ำ แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น และกว่าครึ่งเริ่มมีหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืน จนกลายเป็นข้อจำกัดต่อการปรับตัว
แม้นโยบายเกษตรที่ผ่านมาได้พยายามยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมการผลิตสินค้าคุณภาพสูงเพื่อรองรับตลาดโลก แต่ยังไม่สามารถขยายผลเป็นรูปธรรมในวงกว้างได้ เนื่องจากยังติดหล่มสำคัญ 3 ด้าน
-ขาดการเชื่อมโยงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ นโยบายมักเริ่มจากการส่งเสริมเกษตรกรต้นน้ำ แต่กลับไม่เชื่อมถึงตลาดและอุตสาหกรรมปลายน้ำ อีกทั้งยังขาดผู้ประกอบการกลางน้ำที่เข้มแข็ง ส่งผลให้สินค้าเกษตรจำนวนมากไม่มีตลาดรองรับ ขยายผลยาก และสูญเสียโอกาสในตลาดโลก เพราะผู้เล่นตลอดห่วงโซ่ไม่สามารถเชื่อมกันได้
“ภาคเกษตรเรา การเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทานยังเชื่อมกันไม่ได้ เรามีเกษตรกรรายย่อยเยอะมาก ที่อยากผลิตเพื่อเสริมตลาด แต่ไม่รู้จะไปหาตลาดอย่างไร เรามีผู้ประกอบการปลายน้ำที่รู้ว่ามีโอกาสมากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาเกษตรกรมาส่งเสริมอย่างไร และกลางน้ำ เราหากันไม่เจอว่า เราจะไปหากลุ่มเกษตรกรกันอย่างไร
เมื่อซัพพลายเชนไม่เชื่อมต่อกัน และนโยบายในปัจจุบันก็ไปทำเรื่องต้นน้ำเป็นส่วนใหญ่ มีการนำเทคโนโลยีต่างๆไปให้เกษตรกร แต่ว่าพอต้นน้ำผลิตไปแล้ว ไม่รู้ขายใคร ก็ไม่สามารถขยายไปได้ว่า สุดท้ายเขาไม่รู้ว่าจะสร้างรายได้ได้จริงๆ หรือไม่ ถึงแม้ว่าเขาปรับเปลี่ยนการผลิตไปแล้ว เพราะซัพพลายเชนไม่เชื่อมโยงกัน
และจริงๆแล้ว หลายพรรคการเมืองมีความพยายามที่จะส่งเสริมเกษตรกร แต่สำคัญที่สุด คือ มันต้องสามารถเชื่อมโยงซัพพลายเชนให้ได้ทั้งหมด และที่ดีที่สุด คือ ต้องให้ฝั่งตลาดนำ ต้องดูว่าคนซื้ออยู่ที่ไหน แล้วค่อยลงมาสู่เกษตรกร” โสมรัศมิ์ อธิบาย
-ติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรายย่อยที่ขาดการประหยัดต่อขนาด เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กมีต้นทุนสูงในการเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐานการค้า ระบบโลจิสติกส์ และตลาดสินค้าคุณภาพสูง ทำให้ปรับตัวและแข่งขันได้ยาก เช่น การพัฒนาสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีต้นทุนสูงในกระบวนการตรวจวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกินกว่าที่รายย่อยจะรับภาระได้
“ตรงนี้เป็น pain point classic ของทุกเซ็กเตอร์การผลิตของเรา คือ เรามีรายย่อยเยอะมาก การไปบอกให้เกษตรกรเพิ่มเทคโนโลยี มันมีประเด็นเรื่องของต้นทุน เพราะไม่มีการประหยัดต่อขนาด ดังนั้น ถ้าไม่มีตัวกลางเชื่อมรายย่อยที่เราเรียกว่าการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ การเข้าถึงเทคโนโลยีก็จะมีต้นทุนสูง
ผู้ประกอบการเกษตรก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ก็เป็น SMEs ตัวเล็ก พอเป็นตัวเล็ก ก็มีประเด็นเรื่องของการเข้าถึงตลาด และก็มีกฎกติกาต่างๆ ที่ทำให้ตัวเล็กๆ เข้าไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหา SMEs รายย่อยได้ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาคนส่วนใหญ่ของของภาคนี้ได้” โสมรัศมิ์ ระบุ
-ติดข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพรัฐและประชานิยม รัฐมักลงมือทำเองภายใต้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค แก้ปัญหาเป็นจุด ๆ แต่ไม่ได้ปลดล็อคข้อจำกัดทั้งระบบ และขาดการบูรณาการข้ามกระทรวง ทำให้นโยบายนโยบายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
เช่น การใช้เทคโนโลยีมาปฏิรูปนโยบายอย่างการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โซนนิ่ง หรือระบบประกันภัยพืชผล ไม่สามารถเกิดผลได้จริง อีกทั้งนโยบายที่ผ่านมายังคงเน้นการอุดหนุนเป็นหลัก
“ภาคเกษตรเรา ติด Trap (กับดัก) ในเรื่องของประชานิยมนิยม และแม้ว่าทุกคนจะบอกว่าไม่อยากจะอุดหนุนเฉยๆ อยากจะมีเงื่อนไข แต่ว่าสุดท้ายแล้ว หลายๆปีที่ผ่านมา เราก็ยังเห็นเรื่องการให้เงินช่วยแบบให้เปล่าอยู่อยู่ ดังนั้น รัฐอาจจะต้องปรับบทบาทว่า การให้เงินช่วยเหลือจะต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจน” โสมรัศมิ์ กล่าว
(โสมรัศมิ์ จันทรัตน์)
บทความของ โสมรัศมิ์ ได้นำเสนอทางออกของภาคเกษตรไทย ภายใต้ ‘สามข้อเสนอ : เราต้องทำอะไรต่อ และทำอะไรเพิ่ม?’ ดังนี้
1.ต้องเร่งเชื่อมผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน และออกแบบนโยบายเกษตร-อาหาร-อุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ รัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการขึ้นทะเบียนและพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้เล่น ตั้งแต่ตลาดผู้รับซื้อ อุตสาหกรรมปลายน้ำ ผู้ประกอบการกลางน้ำ และเกษตรกร เพื่อนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์ประเทศ
และร่วมกันขับเคลื่อน model การพัฒนาแบบตลาดนำและตลอดห่วงโซ่ แพลตฟอร์มนี้ยังจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ สามารถเห็นช่องทางใหม่ ๆ และเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นำไปสู่การขยายผลที่มีทิศทางชัดเจน และเอื้อต่อการพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันในตลาดโลก
2.ต้องเร่งสร้างองคาพยพเพื่อให้ ‘รายย่อย’ แข่งได้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาในวงกว้างขึ้น โดยการส่งเสริมและยกระดับตัวกลางในการรวมแปลง รวบรวม แปรรูป และเชื่อมโยงผลผลิตในห่วงโซ่อุปทาน เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ให้บริการด้านการเกษตร หรือผู้ประกอบการกลางน้ำอื่น ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ควรมีการสร้างแต้มต่อในตลาดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หลักการของโครงการ Made in Thailand ที่ผลักดันโดยภาครัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนาและส่งเสริมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์และเข้าถึงได้
และ 3.ต้องปรับบทบาทรัฐ สู่ผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตลอดห่วงโซ่ โดยรัฐควรมุ่งลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น แหล่งน้ำ ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนา การถ่ายทอดนวัตกรรม และระบบบริหารจัดการความเสี่ยง
นอกจากนี้ ควรปรับเปลี่ยนจากการอุดหนุนให้เปล่า เป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและตรงกลุ่ม เพื่อสนับสนุนกลุ่มที่มีศักยภาพให้เติบโตพึ่งตนเองได้ และช่วยให้กลุ่มอื่น ๆ เปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำนโยบายให้มีประสิทธิภาพขึ้น ให้สามารถมุ่งเป้าและสร้างเงื่อนไขในการช่วยเหลือได้
เช่น การใช้ข้อมูลดาวเทียม และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามการผลิตรายแปลง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้รัฐสามารถคาดการณ์ผลผลิตได้แม่นยำขึ้น ส่งเสริมการจัดการความเสี่ยงด้านราคา ตรวจจับความเสียหายของผลผลิตและพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลที่มีประสิทธิภาพ และออกแบบการช่วยเหลือที่เชื่อมโยงกับการปรับตัวของเกษตรกร รวมถึงป้องกันการสวมสิทธิ์ได้
เหล่านี้เป็นนโยบายสำคัญ ‘ด้านเกษตร’ ที่พรรคการเมือง 4 พรรค ได้นำเสนอนโยบายเพื่อเรียกคะแนนเสียงจาก ‘กลุ่มเกษตรกร’ ในการเลือกตั้งปี 2569 รวมถึงมุมมองของ ‘นักวิชาการ’ ที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดทำนโยบายด้านเกษตรของประเทศไทย และยังต้องลุ้นกันต่อไปว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายด้านเกษตรของพรรคการเมืองไหน ที่กลุ่มเกษตรกรจะเทใจให้มากที่สุด?

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา