
‘ศาลปกครองสูงสุด’ สั่ง ‘บ.เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด’ ชดใช้ค่าเสียหายให้ ‘อคส.’ รวม 212 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 15 คดี ‘มันเส้น’ ที่รับฝากในคลังฯ ‘สูญหาย-เสียหาย’ ขณะที่ ‘บริษัทฯ’ ล้มละลายตั้งแต่ปี 65
........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.551/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ.272/2569 ระหว่างองค์การคลังสินค้า (อคส.) (ผู้ฟ้องคดี) กับ บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาฝากเก็บรักษามันเส้น โครงการแทรกแซงมันสำปะหลัง ปี 2555/56
โดยศาลปกครองสูงสุด พิพากษาว่า บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญารับฝากเก็บรักษามันเส้น โครงการแทรกแซงมันสำปะหลัง ปี 2555/56 กับ อคส. ประพฤติผิดสัญญาฯ ไม่อาจส่งมอบมันเส้นที่รับฝากคืนให้ อคส. เนื่องจากมันเส้นที่รับฝากเก็บไว้ในคลังสูญหายและเสียหายไปทั้งหมด ในขณะที่อยู่ในความครอบครองของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยให้ อคส. เป็นเงินทั้งสิ้น 212,534,579.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 160,689,743.60บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
“เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดี (อคส.) ทำสัญญาฝากเก็บรักษามันเส้น โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2555/56 กับผู้ถูกฟ้องคดี (บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด) ตามสัญญาเลขที่ มปล.ฝก (มส.) อคส.ลบ.5/2555/56 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2556 ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับฝากเก็บรักษามันเส้นจากผู้ฟ้องคดี ไว้ในคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดีหลังที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2556 จำนวน 14,005,265.40 กิโลกรัม หรือ 14,005.2654 ตัน
ต่อมา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 นางสาว อ. หัวหน้าคลังสินค้ากลางรับฝากมันเส้น จังหวัดลพบุรี เข้าตรวจสอบคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 1 พบว่า มันเส้นสูญหายจำนวนมาก และเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 คณะกรรมการตรวจสอบสินค้าและความเสียหาย จังหวัดลพบุรี ได้เข้าตรวจสอบปริมาณมันเส้นคงเหลือและสำรวจความเสียหายของผู้ฟ้องคดี
พบว่า มันเส้นที่ฝากเก็บรักษาทั้งหมด จำนวน 14,005,265.40 กิโลกรัม คงเหลือจำนวน 2,140,560 กิโลกรัม สูญหาย จำนวน 11,864,705.40 กิโลกรัม ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2557 นางสาว อ. เข้าตรวจสอบคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 1 พบว่า มันเส้นที่คงเหลืออยู่ จำนวน 2,141,560 กิโลกรัม สูญหายไปทั้งหมด
ส่วนคลังสินค้า หลังที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับฝากเก็บรักษามันเส้นตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2556 จำนวน 8,636,947 กิโลกรัม หรือ 8,636.9470 ตัน เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 นางสาว อ. เข้าตรวจสอบคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 2 พบว่า มีควันไฟลอยออกมาจากกองมันสำปะหลัง (มันเส้น) ด้านหน้าประตูคลัง โดยพบแกลบและเศษใบไม้ปะปนอยู่กับมันเส้น
ต่อมา วันที่ 22 กันยายน 2557 เจ้าหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้าภายในจังหวัดลพบุรี เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ทำการตรวจสอบคลังสินค้าพบว่า มีกระสอบขนาดใหญ่ จำนวน 5-6 ถุง ภายในบรรจุแกลบปะปนอยู่กับมันเส้น หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือ ที่ อคส.10133/4595 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาฝากเก็บรักษามันเส้น โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2555/56 ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2557 เป็นต้นไป และขอสงวนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย
ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 คณะกรรมการกำกับดูแลการคัดแยกและขนย้ายมันสำปะหลังเส้นได้กำกับดูแล การคัดแยกและขนย้ายมันสำปะหลังที่เก็บรักษาในคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 2 ส่วนที่ไม่ถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายไปเก็บรักษาไว้ที่คลังสินค้าของบริษัท สุวรรณเกลียวทอง จำกัด หลังที่ 1 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 83,550 กิโลกรัม
และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 บริษัท โคเทคนา อินสเปคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้เก็บตัวอย่างมันเส้นที่คัดแยกและขนย้าย จำนวน 83,550 กิโลกรัมดังกล่าว เพื่อนำไปวิเคราะห์ ปรากฏว่ามันเส้นจำนวนดังกล่าว มีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐานสินค้ากรมการค้าต่างประเทศ
ซึ่งเห็นได้ว่า มันเส้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีรับฝากเก็บไว้ในคลังสินค้า หลังที่ 1 และหลังที่ 2 สูญหายและเสียหายไปทั้งหมดในขณะที่อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดี โดยเป็นความบกพร่องของฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเอง และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้มีการแจ้งความสูญหายและเสียหายดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ตามหน้าที่ที่กำหนดในสัญญา
จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีประพฤติผิดสัญญาที่จะต้องดูแลรักษา และรับผิดชอบชนิด จำนวน และคุณภาพมันเส้นที่รับฝาก มิให้เกิดความเสียหาย สูญหาย หรือ เสื่อมคุณภาพ และผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสัญญา ข้อ 6 ซึ่งกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียหายหรือสูญหายนั้น
โดยให้ชดใช้มันเส้นตามชนิด ปริมาณ และคุณภาพอย่างเดียวกันกับมันเส้นที่ผู้รับฝากจะต้องคืน ให้แก่ผู้ฝาก หรือชดใช้ราคามันเส้นตามราคาที่ผู้ฝากได้มา หรือตามราคาในตลาดท้องถิ่น ขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดสูงกว่าให้ถือเอาราคาที่สูงกว่าเป็นราคามันเส้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชดใช้ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีจนครบจำนวน รวมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่เกิดความ เสียหายหรือสูญหายจนกว่าจะชำระเสร็จ
เมื่อข้อเท็จจริงในส่วนนี้รับฟังได้ว่า ราคามันเส้นตาม ราคาที่ผู้ฟ้องคดีได้มา คือ ตันละ 7,096.91 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ณ วันที่ 6 และ 13 สิงหาคม 2557 ที่มีราคา 6.45 บาท ต่อกิโลกรัม ดังนั้น ผู้ฟ้องคดี (อคส.) จึงมีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายตามราคาที่ผู้ฟ้องคดีได้มา คือ ตันละ 7,096.91 บาท และเรียกได้ตามจำนวนมันเส้นทั้งหมดที่ผู้ฟ้องคดีได้ฝากเก็บรักษาตามสัญญา
ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า เมื่อนับระยะเวลาที่มันเส้นอยู่ในการเก็บรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี ซึ่งตามสัญญาข้อ 7 กำหนดให้หักน้ำหนักมันเส้นที่สูญหายจริงตามระยะเวลาที่ฝากเก็บรักษาได้ โดยหักได้ ไม่เกินร้อยละ 1 ของปริมาณที่เก็บรักษาในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หากระยะเวลาเก็บรักษาเกิน 1 ปี ก็ให้เสนอคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังเป็นผู้พิจารณา
เนื่องจากสัญญาข้อดังกล่าวใช้ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ส่งคืนมันเส้นแก่ผู้ฟ้องคดีได้ตามชนิด คุณภาพ และน้ำหนักภายในเวลาที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งให้ทราบ มิใช้ในกรณีพิพาทนี้ที่ผู้ถูกฟ้องคดี ไม่อาจส่งมอบมันเส้นที่รับฝากคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้เลยดังได้วินิจฉัยมาแล้ว โดยผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ราคามันเส้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนี้
(1) มันสำปะหลัง (มันเส้น) สูญหาย ครั้งที่ 1 จากคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 1 จำนวน 11,864.7054 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 84,202,746.40 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 (วันฟ้องคดี) รวม 930 วัน เป็นเงินจำนวน 32,156,993.73 บาท
ผู้ฟ้องคดีนำเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำนวน 8,165,000 บาท หักชำระดอกเบี้ย จำนวนดังกล่าวแล้ว คงเหลือดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 23,981,993.73 บาท รวมต้นเงิน และดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 108,184,740.13 บาท
(2) มันสำปะหลัง (มันเส้น) สูญหาย ครั้งที่ 2 จากคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 1 จำนวน 2,140,560 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 15,191,361.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 (วันฟ้องคดี) รวม 924 วัน เป็นเงินจำนวน 5,762,312.39 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 20,953,674.06 บาท
(3) มันสำปะหลัง (มันเส้น) สูญหาย ครั้งที่ 3 จากคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 2 จำนวน 8,553,397 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 60,702,688.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2557 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 (วันฟ้องคดี) รวม 884 วัน เป็นเงินจำนวน 22,027,592.09 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 82,730,280.79 บาท
(4) มันสำปะหลัง (มันเส้น) คงเหลือที่คุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐานในคลังสินค้า ของผู้ถูกฟ้องคดี หลังที่ 2 จำนวน 83,550 กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวน 592,946.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 (วันฟ้องคดี) รวม 300 วัน เป็นเงินจำนวน 72,937.92 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 665,884.75 บาท
ดังนั้น ค่าเสียหายและดอกเบี้ยที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชดใช้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 212,534,579.73 บาท (160,689,743.60 + 51,844,836.13) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 160,689,743.60บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ ผู้ฟ้องคดี
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินจำนวน 207,210,343.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 150,917,846.17 บาท นับถัดจาก วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และคืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน
พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงิน จำนวน 212,534,579.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 160,689,743.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดีในศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ อ.551/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ.272/2569 ลงวันที่ 30 มี.ค.2569
อนึ่ง ปัจจุบัน บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด อยู่ในสถานะล้มละลาย โดยก่อนหน้านี้ อคส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด ต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด ล้มละลาย และศาลฯมีคำสั่งลงวันที่ 22 มิ.ย.2564 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 กระทั่งต่อมาวันที่ 6 ก.ค.2565 ศาลล้มละลายกลาง พิพากษาให้ บริษัท เกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด ล้มละลายแล้ว
อ่านประกอบ :
ส่อชวด 542 ล.! ‘ศาลปค.สูงสุด’ พิพากษา ‘อ.ต.ก.’ ชนะคดีข้าวเสื่อมคุณภาพ แต่‘คู่สัญญา’ล้มละลาย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา