
‘พิพัฒน์’ เผยครม.วันนี้ (23 มิ.ย. 69) ลุ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าร่วม 17-45 บาท เตรียมเซตระบบให้ทันปีใหม่ปี 70 ถก ‘คลัง‘ เตรียมตั้งกองทุนรวมอุดหนุนค่ารถไฟฟ้า คาดใช้เวลา 1 ปีครึ่ง - 2 ปี
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า มาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน หรือ “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนเป็นนโยบาย ที่ทำมาอยู่แล้วในรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดง ในราคา 40 บาทตลอดวัน และตอนนี้จะมาขยายเส้นทางครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสี โดยดึงเข้ามาเป็นของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แต่ปัญหาขณะนี้คือรัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อกิจการจากผู้ประกอบการในส่วนที่ไม่ใช่ของรัฐ โดยขณะนี้มีหลายสัญญาที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2572 ซึ่งถ้าหากรัฐจะซื้อทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนล้านบาท จึงจะใช้วิธีการ “ตั๋วร่วม” ในราคา 17- 45 บาท โดยเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ไม่ว่าจะเดินทางกี่สายก็จะเก็บแค่ครั้งเดียว ซึ่งจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (23 มิ.ย. 69)
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง ว่า การที่รัฐบาลจะเอารถไฟฟ้าทั้งหมดมาเป็น รฟม.จะระดมทุนได้จากที่ไหน ซึ่งเบื้องต้น มีแนวคิดว่าจะนำรถไฟฟ้าทั้งหมดไประดมทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย Thailand Future Fund (TFFIF) ที่จัดตั้งโดยภาครัฐ ก็จะใช้เวลาไม่น้อยอาจจะ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี ซึ่งเมื่อใช้วิธีการนี้การนำรถไฟฟ้าทั้งหมดมาเป็นของรัฐก็จะเกิดขึ้นจริงได้ และเมื่อถึงตอนนั้นก็จะมีการกำหนดรายละเอียดแยกราคาตั๋วเป็นรายสัปดาห์ ราคา นักเรียนนักศึกษาและราคาผู้สูงอายุ
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า จะพยายามทำระบบตั๋วร่วม ให้ทันภายในสิ้นปีนี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อให้เริ่มใช้ทัน ในวันวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งจะรวมถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียวด้วย โดยต้องดูว่าเอกชนมีรายได้เท่าไหร่ และรัฐจะต้องนำงบประมาณบางส่วนชดเชยรายได้ส่วนต่างให้กับเอกชนด้วย
ส่วนที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือการเลือกสถาบันทางการเงินว่าจะใช้สถาบันใดมาเก็บเงินล่วงหน้าเพื่อคืนให้กับเอกชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมจะต้องเป็นผู้พิจารณา
@ค่าไฟทางแฝงในคาไฟบ้านมีหลายปี
ส่วนกรณีที่ค่าใช้จ่ายของไฟสาธารณะและไฟส่องสว่างริมทางหลวงหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แฝงอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนนั้น นายพิพัฒน์ระบุว่า ต้องยอมรับในเรื่องนี้ แต่เหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ตามบ้านได้อย่างไร ซึ่งในการที่เราลงไปสืบค้นแต่ละการไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนหนึ่งก็มาจากทางหลวงชนบทที่เป็นไฟส่องสว่างบนถนนเพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง แต่ในส่วนนั้นเราก็เพิ่งรู้ว่ามันไปแฝงอยู่ในค่า FT ไฟบ้านของประชาชน
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีก็มีข้อสั่งการให้กระทรวงพลังงานหาวิธีการแก้ปัญหา ส่วนกระทรวงคมนาคมที่เคยออกข่าวไปว่าในโคมไฟต่างๆ ที่อยู่อยู่บนถนน อันไหนที่หมดอายุไปแล้ว ก็ต้องมีการเปลี่ยนไปใช้หลอด LED ซึ่งจะสามารถลดค่าไฟได้ 40-50% เป็นสิ่งที่กระทรวงคมนาคมได้มีการออกข่าวไปแล้วว่าในการประหยัดค่าไฟ หากทำไม่ได้จริงๆ ก็จะต้องมีการหารือกับสำนักงบประมาณว่าเราจะทำอย่างไร เพราะกระทรวงคมนาคมเราก็ไม่มีปัญญาที่จะไปรับผิดชอบหรือจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นได้ เนื่องจากตกปีละประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากพอสมควร
นายพิพัฒน์กล่าวย้ำว่า เรื่องไม่ได้เกิดขึ้น ณ เวลานี้ เกิดขึ้นมาหลาย 10 ปี และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แก้ไขปัญหาเพื่อลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน โดยเราจะต้องหาผู้ที่จะมาเป็นผู้ชำระแทน โดยที่ไม่ต้องไปบวกอยู่ในค่า FT
เมื่อถามว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า สามารถไปของบประมาณจากสำนักงบประมาณได้นั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องการของบประมาณเป็นอีกหนึ่งแนวทาง แต่เมื่อไปขอจากสำนักงบประมาณก็จะมีคำถามต่อไปว่า งบประมาณที่สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเก็บรวบรวมมาได้เป็นของใคร เงินมาจากไหน ก็จะเกิดคำถามตามมาอีก ในที่สุดเราก็ต้องหาวิธีที่ตัวเองรับผิดชอบตัวเองให้ได้ ไม่ว่าจะวิธีการใดหรือวิธีการหนึ่ง เราก็ต้องให้กระทรวงพลังงานหาวิธีการมา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา