
‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษายืนคำสั่ง ‘ศึกษาธิการจังหวัดฯอยุธยา’ ให้ ‘ครู’ ออกจากราชการ เหตุมีพฤติการณ์ควรสงสัยให้ ‘เพื่อน’ ลอก ‘คำตอบ’ สอบเป็น ‘ครูผู้ช่วย’ ชี้มี ‘มลทินหรือมัวหมองในกรณีที่สอบสวน’
...............................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1524/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.142/2569 ระหว่าง นาย จ. อดีตครู และผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ (ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิม) กับพวกรวม 3 ราย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ (ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิม) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 10/2562 ลงวันที่ 13 กันยายน 2562 ให้นาย จ. (ผู้ฟ้องคดี) ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่สอบสวน กรณีมีพฤติการณ์อันควรสงสัยอย่างยิ่งว่ากระทำการทุจริตในการสอบ
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้องในคดีนี้ เนื่องจากศาลฯเห็นว่า) คำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 10/2562 ลงวันที่ 13 กันยายน 2562 ที่ให้นาย จ. (ผู้ฟ้องคดี) ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 และคำวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของนาย จ. นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
“…ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อครั้งที่ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ดำรงตำแหน่งครู โรงเรียนวัดทางกลาง (ประชาสามัคคีอุปถัมภ์) อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วยสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2556 โดยลอกคำตอบหรือยอมให้นาย น. ผู้เข้าสอบด้วยกันลอกคำตอบ
ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสอบสวนว่า ในการสอบเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2556 จำนวน 3 วิชา ได้แก่ (1) วิชาความรอบรู้ จำนวน 50 ข้อ ผู้ฟ้องคดีและนาย น. เลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกันทุกข้อ (2) วิชาความสามารถทั่วไป จำนวน 50 ข้อ ผู้ฟ้องคดีและนาย น. เลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกันทุกข้อ ยกเว้นคำตอบ ข้อ 22 เพียงข้อเดียวที่ต่างกัน และ (3) วิชาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู จำนวน 50 ข้อ ผู้ฟ้องคดีและนาย น. เลือกคำตอบเหมือนกันทุกข้อ
ส่วนการสอบเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2556 จำนวน 2 วิชา ได้แก่ (1) วิชาความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาการศึกษา จำนวน 75 ข้อ ปรากฏว่าเมื่อดำเนินการสอบไปได้ประมาณ 30 นาที คณะกรรมการกำกับการสอบได้รับแจ้งเบาะแสว่า ผู้ฟ้องคดีได้ส่งสัญญาณคำตอบให้กับนายนรินทร์ คณะกรรมการกำกับการสอบ จึงได้ดำเนินการสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น ผลสอบปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีและ นาย น. เลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกัน 64 ข้อ ต่างกัน 11 ข้อ
และ (2) วิชาความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาเอก (พลศึกษา) จำนวน 75 ข้อ ในการสอบวิชานี้ คณะกรรมการกำกับห้องสอบได้แยกผู้ฟ้องคดีและนาย น. ออกมานั่งสอบข้างนอกห้องสอบ โดยมีกรรมการกำกับการสอบจับตาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ปรากฏว่าทั้งสองคนเลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกัน 34 ข้อ ต่างกัน 41 ข้อ
ในส่วนข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนพยานบุคคล คือ ประธานสนามสอบโรงเรียนประตูชัย คณะกรรมการกำกับห้องสอบ จำนวน 11 คน และผู้เข้าสอบที่นั่งสอบในตำแหน่งใกล้เคียงกับผู้ฟ้องคดีและนาย น. ในวันดังกล่าว จำนวน 5 คน ให้การว่า ไม่พบเห็นว่าผู้ฟ้องคดีและนาย น. มีพฤติการณ์ผิดปกติในการสอบแต่อย่างใด
เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารกระดาษคำตอบของผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) และนาย น. ในการสอบเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2556 ทั้ง ทั้ง 3 วิชา ผู้ฟ้องคดีและนาย น. เลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกัน 149 ข้อ จากข้อสอบจำนวนรวม 150 ข้อ
ส่วนในการสอบเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2556 จำนวน 2 วิชา เมื่อคณะกรรมการกำกับการสอบได้ดำเนินการสอบเข้มงวดขึ้น หลังจากที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่าผู้ฟ้องคดีได้ส่งสัญญาณคำตอบให้กับนาย น. ผลปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีและนาย น. เลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกัน 64 ข้อ จากข้อสอบ 75 ข้อ
ส่วนในวิชาที่สอง ที่จัดสอบโดยแยกผู้ฟ้องคดี และนาย น. ออกมานั่งข้างนอกห้องสอบ มีกรรมการกำกับการสอบอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ปรากฏว่าทั้งสองคนเลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกัน 34 จากข้อสอบ 75 ข้อ
กรณีจึงเห็นได้ว่า เป็นการผิดวิสัยอย่างยิ่งที่เมื่อผู้ฟ้องคดีและนาย น. นั่งสอบติดกัน ทั้งสองได้เลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกันแทบทุกข้อ มีเลือกคำตอบต่างกันเพียงข้อเดียว แต่เมื่อคณะกรรมการกำกับการสอบได้จับตาดูผู้ฟ้องคดีและนาย น. อย่างเข้มงวด และแยกทั้งสองออกมานั่งข้างนอกห้องสอบแล้ว ผู้ฟ้องคดีและนาย น. กลับเลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกัน น้อยลงกว่าในการสอบวันแรกเป็นอย่างมาก
ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพยานบุคคลรายผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว. ที่ได้ให้ความเห็นทางวิชาการว่า การเลือกคำตอบของผู้ฟ้องคดีและนาย น. น่าจะเป็นการลอกข้อสอบกัน ไม่ว่าวิธีใดวิธีหนึ่ง เนื่องจากสังเกตได้ว่าการสอบทั้ง 3 วิชา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2556 ผู้ฟ้องคดีและนาย น. เลือกคำตอบเหมือนกัน ยกเว้นวิชาที่สอง วิชาความสามารถทั่วไป ข้อ 22 เพียงข้อเดียวที่เลือกตอบไม่เหมือนกัน
แม้ผู้ฟ้องคดีกับนาย น. จะเรียนมาด้วยหรืออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบมาด้วยกันก็ตาม แต่ในทางสถิติแล้วมีโอกาสที่จะเลือกคำตอบผิดและถูกเหมือนกันน้อยมาก ซึ่งในการสอบครั้งนี้ไม่ปรากฏว่า มีผู้เข้าสอบที่นั่งติดกันคู่ใดในทุกเขต พื้นที่การศึกษาเลือกคำตอบถูกผิดเหมือนกันเช่นผู้ฟ้องคดีกับนาย น.
ประกอบกับการที่มีผู้ไม่ประสงค์ระบุนามโทรศัพท์แจ้งเบาะแสการทุจริตการสอบไปยังศูนย์อำนวยการจัดสอบของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า ผู้ฟ้องคดีกับนาย น. มีพฤติการณ์ส่งสัญญาณการตอบข้อสอบ สงสัยจะมีการทุจริต จึงเชื่อได้ว่ามีผู้พบเห็นการส่งสัญญาณดังกล่าวจริง
อีกทั้งเมื่อพิจารณาลักษณะทางกายภาพของวิญญูชนในการนั่งสอบ ผู้ทำข้อสอบย่อมนั่งในลักษณะที่ลำตัวและท่อนแขนบังสายตาของคนที่นั่งสอบข้างหลัง การที่ผู้ฟ้องคดีนั่งสอบด้านหน้า นาย น. นั่งสอบด้านหลังผู้ฟ้องคดี ระยะห่างกันประมาณ 2 เมตร กรณีจึงเห็นว่าเป็นไปได้ยาก ที่นาย น. จะลอกคำตอบของผู้ฟ้องคดีได้ หากผู้ฟ้องคดีไม่ได้ช่วยเหลือนาย น. ด้วยวิธีหนึ่งวิธีใด
ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏด้วยว่า ผู้ฟ้องคดีและนาย น. มีความสัมพันธ์กันในฐานะเพื่อนสมัยเรียน ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยพลศึกษาอ่างทอง จนกระทั่งศึกษาต่อที่สถาบันราชภัฏเทพสตรี เคยฝึกซ้อมมวยไทยด้วยกัน และเมื่อครั้งที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 จังหวัดราชบุรี จัดสอบเพื่อบรรจุเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ฟ้องคดีและนาย น. ได้เคยสมัครสอบครั้งดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีได้ลำดับที่ 6 นาย น. ได้ลำดับที่ 7 จึงได้นั่งสอบติดกัน
การที่ผู้ฟ้องคดีและนาย น. ได้สมัครสอบเพื่อบรรจุเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ในครั้งนี้ โดยมาสมัครในวันและเวลาเดียวกัน ได้เลขที่นั่งสอบติดกันเช่นเดิม จึงมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าเป็นกรณีที่นัดกันมาสมัครสอบเพื่อให้ได้ที่นั่งสอบติดกัน
กรณีจึงเห็นได้ว่า แม้ว่าข้อเท็จจริงจากคำให้การของพยานบุคคลจะให้การตรงกันว่าไม่พบเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีและนาย น. มีพฤติการณ์ผิดปกติในการสอบ ทำให้ไม่สามารถรับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทำการทุจริตในการสอบคัดเลือกครั้งที่พิพาท อันจะถือว่าเป็นความผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาพยานเอกสารกระดาษคำตอบ พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดี และนาย น. ประกอบกับข้อเท็จจริงแวดล้อมข้างต้นแล้ว มีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ฟ้องคดีกระทำการทุจริตในการสอบ
การที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการครู นอกจากมีหน้าที่อบรมสั่งสอนทางวิชาการแก่ศิษย์ ยังต้องครองตนให้เหมาะสมเป็นที่เคารพศรัทธา รวมถึงต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งเป็นที่น่านับถือแก่ศิษย์และประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งความซื่อสัตย์ในการสอบวัดผลการศึกษาถือเป็นคุณธรรมสำคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูพึงมี
แต่ผู้ฟ้องคดีกลับมีพฤติการณ์อันควรสงสัยอย่างยิ่งว่ากระทำการทุจริตในการสอบ ซึ่งหากครูมีพฤติการณ์ทุจริตในการสอบเสียเองแล้ว จะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ได้อย่างไร สังคมทั่วไปย่อมไม่อาจรับได้ การกระทำของผู้ฟ้องคดีถือว่ามีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่สอบสวน ถ้าให้รับราชการต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่ราชการ
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 (คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิม)) ได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 6/2562 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 มีมติให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามมาตรา 112 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่สอบสวน
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ (ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิม)) มีคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 10/2562 ลงวันที่ 13 กันยายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่สอบสวน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) มีคำวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ในการประชุมครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 ที่ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี โดยอาศัยเหตุเดียวกัน จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า นาย น. ให้การยอมรับกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงว่า ได้แอบลอกกระดาษคำตอบของผู้ฟ้องคดีและผู้เข้าสอบคนอื่นที่นั่งด้านซ้ายมือข้างตน โดยที่ผู้ฟ้องคดีและผู้เข้าสอบคนอื่นไม่รู้ตัว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้มีส่วนร่วมในการทุจริตในการสอบแต่อย่างใด นั้น
เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจากรายงานการสอบสวนเพิ่มเติม ไม่ปรากฏว่าพยานบุคคลที่นั่งสอบข้างเคียงผู้ฟ้องคดีและนาย น. หรือกรรมการผู้ควบคุมห้องสอบให้การว่า พบเห็นพฤติการณ์ผิดปกติในการสอบก็ตาม แต่มีผู้ไม่ประสงค์ระบุนามได้โทรศัพท์แจ้งเบาะแสการทุจริตการสอบไปยังศูนย์อำนวยการจัดสอบ
และเมื่อจัดให้ทั้งสองคนนั่งแยกห่างจากกัน ก็ปรากฏว่ามีการเลือกคำตอบที่ผิดและถูกที่เหมือนกันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คำให้การของนาย น. อาจให้การเพื่อปกป้องผู้ฟ้องคดี อีกทั้งในบรรดาผู้เข้าสอบทั้งหมด มีเฉพาะผู้ฟ้องคดีและนาย น. ที่เลือกคำตอบที่ผิดและถูกเหมือนกันแทบทุกข้อก่อนที่จะให้ทั้งสองคนนั่งแยกห่างจากกัน เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดหวัดอ่างทอง ซึ่งในช่วงเวลาที่มีการสอบคัดเลือกดังกล่าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองไม่ได้เปิดสอบคัดเลือกเป็นครูผู้ช่วย การที่ผู้ฟ้องคดีสมัครสอบคัดเลือกในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการได้ไปอยู่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ที่มีสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับภูมิลำเนาของผู้ฟ้องคดีมากกว่า ซึ่งจะทำให้ผู้ฟ้องคดีประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกลับ นั้น
เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครู โรงเรียนวัดทางกลาง (ประชาสามัคคีอุปถัมภ์) อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 อยู่แล้ว โดยบ้านพักของผู้ฟ้องคดีในตำบลบ้านแห อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง มีระยะทางห่างจากโรงเรียนวัดทางกลาง (ประชาสามัคคีอุปถัมภ์) ประมาณ 20 กิโลเมตร แม้หากผู้ฟ้องคดีจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 แห่งอื่นตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างจริง
การเดินทางจากบ้านพักของผู้ฟ้องคดีไปยังโรงเรียนดังกล่าว ก็ไม่ได้เป็นระยะทางที่ใกล้กว่าการเดินทางจากบ้านพักของผู้ฟ้องคดีไปยังโรงเรียนวัดทางกลาง (ประชาสามัคคีอุปถัมภ์) อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1524/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.142/2569 ลงวันที่ 13 ก.พ.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา