
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลและการโยกย้ายข้าราชการให้สอดคล้องกับการแบ่งส่วนราชการใหม่และเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2 ฉบับที่มีผลบังคับใช้ในทันที โดยเป็นระเบียบที่ลงนามโดยประธานกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารคนให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรแบบใหม่
จัดระเบียบแม่ทัพคุมกอง กำหนดวาระผู้อำนวยการห้ามอยู่ยาว
ระเบียบว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคลฉบับที่ 5 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับผู้บริหารด้วยการกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่าข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหากทำงานในหน้าที่เดิมติดต่อกันครบ 3 ปี หรือข้าราชการที่เป็นผู้อำนวยการกลุ่มและผู้อำนวยการศูนย์หากทำงานครบ 4 ปี ทางเลขาธิการ ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่นทันที
แม้จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่ยังไม่ควรย้าย แต่ต้องแจ้งให้ทาง กปปช.
สกัดพนักงานไต่สวนคืนถิ่น ป้องกันสายสัมพันธ์ท้องถิ่นกระทบคดี
ในส่วนของข้าราชการระดับปฏิบัติการมีกฎเหล็กที่น่าสนใจในระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายปี 2569 โดยห้ามแต่งตั้งพนักงานไต่สวนและเจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินไปทำงานในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของตัวเองหรือของคู่สมรสเด็ดขาด ซึ่งนิยามคำว่าคู่สมรสตามระเบียบนี้ยังครอบคลุมไปถึงผู้ที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วย เพื่อป้องกันปัญหาความใกล้ชิดหรืออิทธิพลในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความเป็นกลางในการทำคดี
นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การหมุนเวียนงานตามรอบระยะเวลา โดยกลุ่มสายงานหลักอย่างนักสืบสวนและเจ้าหน้าที่ป้องกันการทุจริตจะต้องพิจารณาย้ายเมื่อทำงานครบ 4 ปี
เปิดเกณฑ์ขอย้ายตามประสงค์และสิทธิพิเศษพื้นที่ชายแดนใต้
ระเบียบใหม่ยังเปิดช่องให้ข้าราชการยื่นคำร้องขอย้ายได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องทำงานในที่เดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีจึงจะมีสิทธิ์ยื่นเรื่อง และหากเป็นการย้ายตามความต้องการของตัวเอง ข้าราชการผู้นั้นจะต้องสละสิทธิ์ในการเบิกค่าเช่าบ้านรวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกในการพิจารณาย้ายเมื่อมีความประสงค์ โดยกระบวนการทั้งหมดจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีรองเลขาธิการ ป.ป.ช. อาวุโสสูงสุดเป็นประธานทำหน้าที่คัดกรองคุณสมบัติและความเหมาะสมอย่างละเอียดเพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการ
อ่านประกาศ:
- https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/108350.pdf
- https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/108351.pdf

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา