
"...การร้องสอดครั้งนี้แสดงถึงความพยายามของผู้มีส่วนได้เสียในฝั่งของ สส.ที่จะสกัดไม่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือขยายเวลาการทำคำวินิจฉัยสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญออกไปให้นานที่สุด เพราะไม่มี สส.คนไหนที่เพิ่งเข้าไปเหยียบสภาได้เพียงไม่กี่วัน จะต้องการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะกว่าจะได้ตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้มา ก็ใช้เงินใช้ทองกันไปเยอะ จึงต้องติดตามว่าคำร้องสอดของ สส.พรรคดัง ที่หลุดออกมาอยู่ในมือผู้เขียน ศาลรัฐธรรมนูญจะรับฟังหรือไม่..."
คดีบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้ง สส.ครั้งที่ผ่านมาอาจไม่เป็นไปโดยลับ และอาจถึงขั้นเป็นโมฆะ ซึ่งมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 21 ราย ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นด้วยกับคำร้องเรียน จึงยื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง มีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัย ขณะนี้อยู่ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสามคือ กกต. เลขาธิการ กกต.และสำนักงาน กกต.ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง ถึงตอนนี้น่าจะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วัน คำชี้แจ้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3 ราย จะต้องส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ หากไม่มีการขอขยายเวลา หรือมีการขอแต่ศาลไม่อนุญาต
คดีนี้อาจจะไม่จบแบบง่ายๆ และรวดเร็วอย่างที่หลายคนคิด เพราะเป็นคดีที่ไม่ใช่จะมีเฉพาะ “คู่กรณี” คือผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็น “ผู้ร้อง” และ ฝ่าย กกต.3 ราย ที่เป็น “ผู้ถูกร้อง” เท่านั้น แต่ยังมี “ผู้เกี่ยวข้อง” ซึ่งมีส่วนได้เสียในคดีนี้ที่เป็น สส.อีกถึง 500 คน ซึ่งอาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอเข้าไปในคดีเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงหรือข้อโต้แย้ง ในทำนองเดียวกับการร้องสอดในคดีของศาลยุติธรรม
จิ้งจกในที่ทำการพรรคการเมืองดังใกล้รัฐสภาทักมาบอกว่า สส.ของพรรคการเมืองนี้กำลังเตรียมการยื่นคำร้องสอดต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะเป็น “ผู้เกี่ยวข้อง” ที่มีส่วนได้เสียในคดี จากการเป็น สส.ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งอาจต้องพ้นจากตำแหน่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยคำร้องสอดที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นว่า มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ยังไม่ปรากฏต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อแจ้งข้อเท็จจริงใหม่ และโต้แย้งคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ร้อง
ข้อเท็จจริงตามคำร้องสอด จะถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งรับทราบ จะส่งผลต่อคดีเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญอาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาจากข้อเท็จจริงใหม่ที่เพิ่งปรากฏต่อศาล หรือกรณีที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยเดินหน้าตามขั้นตอนการพิจารณาคดี แต่อาจรอการทำวินิจฉัยสุดท้ายไว้ก่อน เพื่อรอผลสรุปจากข้อเท็จจริงที่ สส.ผู้ร้องสอดนำเสนอต่อศาล ซึ่งกรณีที่ 2 มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่ากรณีที่ 1
เนื้อหาในคำร้องสอดที่เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงใหม่ต่อศาลรัฐธรรมนูญ สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า ก่อนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะยื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายทางสื่อมวลชน ซึ่งทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินควรจะต้องรู้ว่าเรื่องตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีประชาชนจำนวนมากยื่นคำร้องไปยังองค์กรอิสระและยื่นคำฟ้องไปยังศาลต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงเฉพาะยื่นร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเท่านั้น แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้แสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน เพื่อนำมาพิจารณาและเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ
หากดำเนินการโดยครบถ้วนก็จะต้องรู้ว่า เมื่อกลางเดือน ก.พ.2569 ก่อนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบ กกต.ข้อ 129 วรรคสอง ที่มีสถานะเป็นกฎ โดยขอให้ศาลไต่สวนว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ซึ่ง กกต.จัดพิมพ์ขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎข้อดังกล่าว น่าจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนกฎข้อนี้
โดยคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเช่นเดียวกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดินนำมาจัดทำคำร้องพร้อมความเห็นยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินควรจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเสียก่อน หากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนกฎข้อนี้จึงจะพิจารณาได้ว่าบัตรเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอันมีที่มาจากกฎข้อดังกล่าว และเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน 21 ราย ที่จะเป็นเหตุให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
แต่หากศาลปกครองสูงสุดไม่มีคำสั่งให้เพิกถอนระเบียบ กกต.ข้อ 129 วรรคสอง ก็จะถือว่าการจัดพิมพ์และการนำบัตรเลือกตั้งไปใช้เลือกตั้งเป็นการกระทำของ กกต.ที่มีกฎระเบียบรองรับ ซึ่งให้อำนาจ กกต.ไว้โดยชัดเจน ก็จะต้องถือว่าขณะที่ กกต.กระทำการตามข้อกล่าวหาของผู้ร้องเรียน 21 ราย ไม่ได้ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน ที่จะทำให้ผู้ร้องเรียนใช้สิทธิตามรัฐธรรม มาตรา 213 กล่าวหา กกต.ได้
คำร้องสอดของ สส.พรรคดัง ได้แสดงหมายเลขคดีและรายละเอียดในคำฟ้องที่มีผู้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดไว้โดยชัดเจน โดยระบุว่าผลของคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด จะมีผลต่อการพิจารณาของทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญ โดยแยกให้เห็นดังนี้
กรณีมีผลต่อการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน มาจากการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องพิจารณาว่าการกระทำของ กกต.ในเรื่องที่ถูกกล่าวหา เป็นการกระทำที่มีอำนาจตามกฎหมาย คือมีกฎหมายรองรับให้กระทำได้หรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินไม่อาจพิจารณาเฉพาะตัวบัตรเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาถึงที่มาของการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีที่มาจากระเบียบ กกต. ข้อ 129 วรรคสอง โดยเป็นระเบียบที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตาม พรป.ที่เกี่ยวข้อง และเป็นระเบียบที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งการจะทำให้บัตรเลือกตั้งที่มีปัญหาไม่ถูกนำมาใช้อีก จะต้องทำให้ระเบียบดังกล่าวที่เป็นต้นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับสิ้นสภาพบังคับลงไปโดยการถูกเพิกถอน อันจะเป็นการขจัดปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง และเป็นการยื่นคำร้องตามลำดับขั้นตอนไปยังองค์กรที่มีอำนาจชี้ขาด
ดังนั้น องค์กรอิสระหรือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจะต้องใช้สิทธิตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดไว้ โดยเสนอเรื่องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ได้แก่การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับการเพิกถอนกฎ โดยศาลจะต้องไต่สวนว่าบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหาทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ มาจากการที่กฎให้อำนาจไว้เกินสมควรหรือไม่ หากเห็นว่าระเบียบ กกต.ข้อ 129 วรรคสอง ซึ่งมีสถานะเป็นกฎไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนกฎ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงจะต้องรอผลการพิจารณาพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเสียก่อน มิใช่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที โดยมุ่งตรงไปที่การกล่าวหาว่าการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจากการใช้บัตรเลือกตั้งที่มีปัญหา แต่ข้ามขั้นตอนที่จะดำเนินการกับต้นเหตุคือระเบียบ กกต. ข้อ 129 วรรคสอง
ซึ่งหากไม่ดำเนินการกับระเบียบข้อดังกล่าวโดยยังคงปล่อยให้มีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปโดยไม่ถูกเพิกถอน แม้ผลของคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร กกต.ก็ยังคงมีอำนาจจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไปได้อีก เพราะที่มาแห่งอำนาจในการจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งรูปแบบดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับอยู่เช่นเดิม เนื่องจากการเพิกถอนกฎไม่ใช่เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเขตอำนาจของศาลปกครอง จึงจะไม่มีคำสั่งเพิกถอนระเบียบ กกต. จากศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริงในเรื่องการมีผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดอยู่ในวิสัยหรืออำนาจที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ซึ่งหากมีการนำเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับทราบโดยละเอียดครบถ้วน ศาลรัฐธรรมนูญอาจมีการวินิจฉัยในขั้นตอนการพิจารณารับคำร้องที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนกรณีมีผลต่อการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำร้องสอดอธิบายว่าในขั้นตอนการรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย กรณีที่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาว่ากระบวนการยื่นคำร้องได้ดำเนินการตาม พรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 โดยครบถ้วนแล้วหรือไม่ และเป็นคำร้องที่ไม่เข้าข่ายเป็นข้อห้ามเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามมาตรา 47 ซึ่งก็คือศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาว่าผู้ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน 21 ราย เป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดย กกต.หรือไม่ และเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอื่นหรือไม่ แล้วจึงจะมีคำสั่งว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
เมื่อผ่านขั้นตอนการรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี ศาลรัฐธรรมนูญอาจทำการไต่สวนเพื่อให้ได้ความชัดเจนว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสีชมพูที่มีบาร์โค้ด และบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสีเขียวที่มีคิวอาร์โค้ด เมื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนำไปใช้ออกเสียงลงคะแนน สามารถที่จะสืบย้อนกลับทำให้รู้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครรายใดหรือไม่ จึงจะเห็นได้ถึงความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อมีการพิจารณาเรื่องเดียวกันอยู่ในศาลปกครองสูงสุด ก็อาจทำให้การไต่สวนที่อยู่ในกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มีความซ้ำซ้อนกับการไต่สวนที่อยู่ในกระบวนพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
คำร้องสอดจึงมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาขั้นตอนการรับคำร้องไว้พิจารณาใหม่อีกครั้ง จากข้อเท็จจริงใหม่ที่เพิ่งปรากฏต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เห็นว่าคดีที่ศาลปกครองมีผลต่อคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากระเบียบ กกต. ข้อ 129 วรรคสอง ไม่ถูกเพิกถอนจากศาลปกครองสูงสุด การจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดก็จะเป็นกรณีที่มีกฎหมายรองรับให้ กกต.มีอำนาจกระทำได้ กกต.จึงไม่ได้ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน 21 ราย ทำให้ผู้ร้องเรียนไม่อาจใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อกล่าวหา กกต.ผู้ถูกร้องได้
และจากข้อเท็จจริงใหม่ที่เพิ่งปรากฏต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เรื่องตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอื่น เป็นข้อห้ามมิให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
คำร้องสอดยังมีคำขอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไปอีกว่า แต่หากศาลรัฐธรรมนูญไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ร้องสอดขอให้ศาลรัฐธรรมนูญรอการทำคำวินิจฉัยสุดท้ายไว้ก่อน เพื่อรอผลการไต่สวนและผลการพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่า จะเพิกถอนกฎที่ทำให้มีการจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดหรือไม่
การร้องสอดครั้งนี้แสดงถึงความพยายามของผู้มีส่วนได้เสียในฝั่งของ สส.ที่จะสกัดไม่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือขยายเวลาการทำคำวินิจฉัยสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญออกไปให้นานที่สุด เพราะไม่มี สส.คนไหนที่เพิ่งเข้าไปเหยียบสภาได้เพียงไม่กี่วัน จะต้องการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะกว่าจะได้ตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้มา ก็ใช้เงินใช้ทองกันไปเยอะ
จึงต้องติดตามว่าคำร้องสอดของ สส.พรรคดัง ที่หลุดออกมาอยู่ในมือผู้เขียน ศาลรัฐธรรมนูญจะรับฟังหรือไม่
บทความโดย :
นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา